คงปฏิเสธไม่ได้ว่าตัวการสำคัญที่ทำให้โลกต้องเผชิญกับวิกฤตสิ่งแวดล้อมถึงขั้นสาหัสสากัณฑ์อยู่ทุกวันนี้ หนีไม่พ้นการบริโภคทรัพยากรทิ้งๆ ขว้างๆ ในอัตราและปริมาณมหาศาล ขับเคลื่อนโดยระบบเศรษฐกิจการตลาดที่ไม่คิดราคาต้นทุนที่แท้จริงของสิ่งแวดล้อม
สองวิชาว่าด้วยศาสตร์แห่ง eco หรือ oikos–“บ้าน” ในรากภาษากรีก ได้แก่ economic เศรษฐศาสตร์ และ ecology นิเวศวิทยา แม้จะเป็นการศึกษาเกี่ยวกับบ้านหรือโลกใบนี้ของเราเหมือนกัน แต่ระบบเศรษฐกิจที่มนุษย์สร้างขึ้นทุกวันนี้กลับกลายเป็นระบบที่ไม่สอดคล้องกับระบบผลิตในวงจรธรรมชาติเลย
เรียน eco เหมือนกันแท้ๆ แต่กลับพูดกันไม่ค่อยจะรู้เรื่อง
เลยกลายเป็นว่าสินค้าและบริการหลายอย่างในสังคมที่มีต้นทุนทางสิ่งแวดล้อมสูง เช่น พืชผักที่ใช้ยาฆ่าหญ้า ยาฆ่าแมลง และปุ๋ยเคมี ซึ่งใช้น้ำมันปริมาณมากในการผลิต สามารถขายได้ในราคาถูกกว่าพืชผักอินทรีย์ปลอดสารที่อาศัยการดูแลระบบนิเวศตามธรรมชาติในดินเกื้อกูลการเจริญเติบโต มันเป็นเรื่องที่ทำให้เข้าใจเศรษฐศาสตร์ระบบตลาดปัจจุบันได้ยาก ธรรมชาติใช้เวลา 60 ล้านปีผลิตน้ำมัน ขุดเจาะขึ้นเอามาเผาแล้วทำโลกร้อน เอามาผลิตปุ๋ยไนโตรเจนก็ทำให้โลกร้อนมากขึ้นไปอีก แถมทำลายระบบนิเวศในดิน ทำให้ดินตาย ชะลงน้ำลงทะเลก็ทำให้สัตว์ในทะเลตาย ซ้ำกระบวนการผลิตปุ๋ยก็ต้องลงทุนลงแรงสร้างโรงงาน บริหารโรงงาน ทำการตลาด ฯลฯ ใส่พลังงานลงไปมากขนาดนี้ เหตุไฉนพืชผักเคมีจึงราคาถูก สำหรับคนที่เรียนวิชาคำนวณบวกลบคูณหารแบบตรงไปตรงมา กดเครื่องคิดเลขทำบัญชีรายรับรายจ่ายอย่างไร ก็ไม่เห็นว่ามันควรจะถูกได้เลย
นี่คือความสามารถพิเศษของมนุษย์ เราสร้างระบบตลาดที่ไม่สะท้อนราคาที่แท้จริงของระบบธรรมชาติ ทั้งๆที่เราเป็นสัตว์ชนิดหนึ่ง ต้องพึ่งพาระบบธรรมชาติเพื่อดำรงพื้นฐานชีวิต หายใจ กิน ขี้ ปี้ เยี่ยว เลี้ยงดูลูกหลาน เหมือนกับสัตว์อื่นๆ แต่เรากลับไปเข้าใจว่าระบบเศรษฐกิจการตลาดที่เราสร้างขึ้นมาทุกวันนี้คือ “ความเป็นจริง” ในชีวิตจริง และคนจำนวนไม่น้อยมองว่าพวกนักอนุรักษ์ นักสิ่งแวดล้อม เป็นคนที่ไม่มองโลกตาม “ความเป็นจริง”
แต่ความจริงก็คือ มันมีความเป็นจริงทางนิเวศและความเป็นจริงของสังคมมนุษย์ ทั้งนักนิเวศวิทยาและนักเศรษฐศาสตร์ต่างก็พยายามเข้าใจโลกตามจริง และเราขาดมุมมองทั้งสองไม่ได้เลย ตราบเท่าที่มนุษย์ยังเป็นสัตว์ และตราบเท่าที่มนุษย์ต้องอยู่ร่วมกับมนุษย์อื่น เพราะเราเป็นสัตว์สังคม เราแบ่งหน้าที่ทำงาน พึ่งพาอาศัยกัน
ทางออกของเราจึงต้องทำให้ความเป็นจริงทางเศรษฐกิจของสังคมมนุษย์สะท้อนความเป็นจริงทางนิเวศ ทั้งสองระบบ ทั้งสองมุมมอง ต้องไปด้วยกัน ส่งเสริมกัน ไม่ใช่ขัดแย้งกัน
เมื่อเร็วๆ นี้ ผู้เขียนได้คุยกับนักเศรษฐศาสตร์สิ่งแวดล้อมชาวเยอรมันคนหนึ่ง ชื่อคุณไค ชเลเกลมิลค์ (Kai Schlegelmilch) เขาอธิบายได้เห็นภาพว่า ทุกวันนี้ ประชากร 5-10% ในสังคมเปรียบเสมือนคนเดินขึ้นเขา เป็นกลุ่มคนที่ตัดสินใจทำสิ่งที่ไม่คุ้มค่าทางเศรษฐกิจ ไร้เหตุผลทางการเงินโดยสิ้นเชิง แต่ก็เลือกกระทำเพื่อส่งผลดีต่อสิ่งแวดล้อม ปัญหาก็คือตราบใดที่ทางเดินสีเขียวเป็นทางเดินขึ้นเขาชัน คนเดินต้องออกแรงต้านแรงดึงดูดโลก คนส่วนใหญ่ก็จะไม่เลือกเดินทางนี้ ซึ่งหมายความว่าปัญหาสิ่งแวดล้อมจะไม่ได้รับการแก้ไขอย่างยั่งยืนในวงกว้าง เราจึงจำเป็นต้องเปลี่ยนกฎกติกาในสังคมเพื่อปรับองศาความลาดชัน ให้ทางเดินสีเขียวเป็นเส้นทางที่ราบขึ้น จนคนอีก 90% ที่เหลือหันมาเดินทางนี้ เพราะมันเป็นทางเดินสะดวก คุ้มค่า กำไรดี โอ้ว! และแถมสิ่งแวดล้อมดีด้วย
กฎกติกาที่ว่าคือนโยบายและกฎหมายที่จะส่งผลให้ราคาสินค้าและการบริการในตลาดสะท้อนความเป็นจริงทางนิเวศ เพื่อจูงใจให้คนส่วนใหญ่หันมาตัดสินใจลงทุน จับจ่าย และเปลี่ยนพฤติกรรมในเชิงที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพราะนั่นคือความเป็นจริงที่สัตว์บนโลกอย่างเราต้องยอมรับ
หมายความว่ารัฐบาลต้องปฎิบัติการอีโคสองเด้ง ดูแลบ้านช่องและการบัญชีให้ดี เก็บภาษีสิ่งที่เป็นโทษต่อสิ่งแวดล้อม สิ่งที่เราไม่ต้องการให้เกิดขึ้นในสังคม และต้องเลิกอุดหนุนการประกอบการหรือกิจกรรมใดๆ ที่ทำลายสิ่งแวดล้อม (เช่น เกษตรใช้สารเคมี) พูดง่ายๆ ให้ครอบคลุมตามสำนวนคุณไค คือ แรงจูงใจทางเศรษฐกิจทั้งหมดที่วิ่งสวนทางกับเป้าหมายเพื่อสิ่งแวดล้อมควรจะได้รับการแก้ไข
ที่เหลือก็แล้วแต่จะจินตนาการคิดออกแบบกฎกติกา กูเกิ้ลเข้าไปหาดูตัวอย่างได้มากมาย อิตาลีออกกองทุนดอกเบี้ยต่ำให้เจ้าของอาคารปรับปรุงตึกรามบ้านช่องให้ประหยัดพลังงานภายใน 5 ปีก่อนเริ่มเก็บภาษีพลังงานกับอาคาร ลอนดอนเก็บค่าทำจราจรติดขัดกับรถยนต์ เยอรมันเก็บภาษีการบิน และแน่นอนว่าเก็บภาษีพลังงานจากเชื้อเพลิงฟอซซิล และภาษีถุงพลาสติกตามห้าง อันนี้พื้นฐานสุดๆ
หลายประเทศได้เริ่มดำเนินการเหล่านี้ไปแล้ว โดยเฉพาะประเทศในสหภาพยุโรป ริเริ่มไปกว่า 10 ปี บางประเทศเกือบ 20 ปี และหลายประเทศในเอเชียก็เริ่มแล้ว มาตรการการคลังเหล่านี้ทำพรวดพราดไม่ได้ ต้องค่อยๆ ทำ เพื่อให้ผู้คนในสังคมสามารถค่อยๆ ปรับตัวได้ ใครเริ่มมานานก็ทำได้มาก และจะได้เปรียบทางการค้าเมื่อเกิดข้อตกลงระดับโลกขึ้น
เรากำลังพูดถึงอนาคตอันใกล้ เพราะปีหน้าสังคมโลกมีนัดประชุมที่กรุงรีโอ ประเทศบราซิล ว่าด้วยวาระ “เศรษฐศาสตร์สีเขียว” เพื่อสิ่งแวดล้อม
หันมาดูประเทศไทย เรากำลังทำอะไรอยู่ เรามีนโยบายสวนทางกระแสโลก ภาษีรถยนต์บ้านเรา 15-25% ในขณะที่ภาษีรถจักรยานพับได้สูงถึง 30% ทั้งๆ ที่มันเป็นพาหนะปลอดมลพิษที่เหมาะที่สุดแก่การสัญจรในกรุง ก่อนยุคยิ่งลักษณ์ ไม่ว่าเราจะบ่นว่าน้ำมันแพงขนาดไหน แต่ราคาน้ำมันในบ้านเราที่ผ่านมาก็แทบจะถูกที่สุดในโลกอยู่แล้ว นี่เรายังมาทำให้ถูกลงไปอีก และเราไม่มีมาตรการทางกฎหมายเพื่อลดละเลิกการใช้ถุงพลาสติกเลยไม่ว่าจะในรัฐบาลยุคใด
จะเกิดอะไรขึ้น เมื่อหลายๆ ประเทศเสียภาษีคาร์บอนหรือภาษีพลังงาน แต่เราไม่เสีย ในอนาคตประเทศที่มีกฎหมายภาษีคาร์บอนอาจไม่สามารถนำเข้าสินค้าจากไทยแลนด์ได้ หรือมีกติกาบังคับให้ผู้ส่งออกสินค้าไทยต้องเสียภาษีคาร์บอนแก่ประเทศคู่ค้า แทนที่เม็ดเงินนั้นจะจ่ายเข้าคลังประเทศไทยในรูปแบบของภาษีภายในประเทศ เรากลับอาจต้องจ่ายให้แก่ประเทศอื่น
ตื่นเถิดชาวไทย เลิกฝันถึงน้ำมันราคาถูก เผชิญหน้ากับโลกของความจริง เพราะความเป็นจริงทางเศรษฐศาสตร์และสิ่งแวดล้อมกำลังจูนคลื่นเข้าหากัน
กรุงเทพธุรกิจ: กันยายน 2554


3 comments
Comments feed for this article
September 4, 2011 at 8:25 am
angkrit
ขอแชร์ไปที่บล้อกของชมรมแสงเล็กเชียงรายด้วยนะครับ
September 10, 2011 at 4:18 pm
Poll Theerapappisit
Congrats Khun Oy for this excellent article. So honest with the facts and true with the ‘green’ politics! Here in Australia, it would be very tough to pass the carbon tax law proposed by the minority government through the parliament – I think in the next month but it will effect on July 2012.
September 12, 2011 at 2:05 pm
Oy Kanjanavanit
I hope Rio+20 will help speeding things up for us. Actually we’ve already got a draft on Green Economic Measures Act, but apparently could not propose it to the parliament for the most idiotic reason i.e. the Ministry of the Environment and Natural Resources does not want the Ministry of Finance to get all the credit for it! It’s this Thai “face” thing. Can’t imagine why they cannot agree to a joint proposal.