<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	xmlns:georss="http://www.georss.org/georss" xmlns:geo="http://www.w3.org/2003/01/geo/wgs84_pos#" xmlns:media="http://search.yahoo.com/mrss/"
	>

<channel>
	<title>oyspace</title>
	<atom:link href="http://oyspace.wordpress.com/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://oyspace.wordpress.com</link>
	<description>collection of writings by a naturalist living in Bangkok</description>
	<lastBuildDate>Tue, 29 Nov 2011 16:55:58 +0000</lastBuildDate>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
	<generator>http://wordpress.com/</generator>
<cloud domain='oyspace.wordpress.com' port='80' path='/?rsscloud=notify' registerProcedure='' protocol='http-post' />
<image>
		<url>http://0.gravatar.com/blavatar/00fa5c29f554392a581493a992750e33?s=96&#038;d=http%3A%2F%2Fs2.wp.com%2Fi%2Fbuttonw-com.png</url>
		<title>oyspace</title>
		<link>http://oyspace.wordpress.com</link>
	</image>
	<atom:link rel="search" type="application/opensearchdescription+xml" href="http://oyspace.wordpress.com/osd.xml" title="oyspace" />
	<atom:link rel='hub' href='http://oyspace.wordpress.com/?pushpress=hub'/>
		<item>
		<title>เมื่อปลาเน่ากินดาว</title>
		<link>http://oyspace.wordpress.com/2011/11/28/%e0%b9%80%e0%b8%a1%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%9b%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b9%80%e0%b8%99%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b8%94%e0%b8%b2%e0%b8%a7/</link>
		<comments>http://oyspace.wordpress.com/2011/11/28/%e0%b9%80%e0%b8%a1%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%9b%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b9%80%e0%b8%99%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b8%94%e0%b8%b2%e0%b8%a7/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 28 Nov 2011 10:05:01 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Oy Kanjanavanit</dc:creator>
				<category><![CDATA[biological indicators]]></category>
		<category><![CDATA[environment]]></category>
		<category><![CDATA[Uncategorized]]></category>
		<category><![CDATA[flood]]></category>
		<category><![CDATA[sea]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://oyspace.wordpress.com/?p=214</guid>
		<description><![CDATA[สำนวน “น้ำจะท่วมฟ้า ปลาจะกินดาว” มาจากคำทำนายสถานการณ์โลกในอนาคตของหลวงปู่สาวกโลกอุดร ธมฺมปาโล ว่าด้วยกาลียุคจากน้ำมือมนุษย์ทำลายธรรมชาติและเบียดเบียนกันเอง ปัจจุบันใช้เป็นวลีพูดถึงภาวะธรรมชาติเสียสมดุลอย่างรุนแรงจากการพัฒนาไม่ยั่งยืน ไร้สติสตัง ภาษาล้านนาเขาว่าขึด ทางน้ำไหลก็ไปกั้น ที่น้ำซึมก็ไปสร้างสนามบิน ผู้เขียนเกิดมาครึ่งศตวรรษแล้ว เพิ่งได้เห็นที่ดอนน้ำท่วมขัง ที่ลุ่มเป็นหนองกลับแห้งกรึ๊บ ที่เหนือน้ำน้ำท่วมก่อนแต่ดันลดทีหลัง ถนนแห้ง แต่บ้านคนจม มันอาเพศวิปริตผิดธรรมชาติอย่างมากมาย น้ำท่วมที่ดอน ปากปลาน่าจะเขยิบเข้าใกล้ดวงดาว ถ้ามันไม่สำลักน้ำเน่าตายเสียก่อน และน้ำเน่าปนเปื้อนมลพิษร้ายแรงจากนิคมอุตสาหกรรม มีขยะประมาณไม่ได้ว่ากี่ตันลอยฟ่องเต็ม ก็ไหลสู่ทะเล สู่อ่าวไทยของเราซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นทะเลอุดมสมบูรณ์มีเอกลักษณ์พิเศษระดับโลก ชายฝั่งทะเลอ่าวไทยตอนในมีสถานะเป็นพื้นที่ชุ่มน้ำที่มีความสำคัญระดับนานาชาติ (Wetland of International Importance) เป็นแหล่งพักนกอพยพที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งในเอเซีย ทางฟากตะวันออกถูกพัฒนาเป็นโซนอุตสาหกรรมจนเสียหายไปมากแล้ว หอยปากเป็ดที่คาดว่าเป็นตัวบ่งชี้ความสะอาด ไม่ค่อยทนปนเปื้อนสารโลหะหนัก ก็สูญหายไปนานแล้ว แต่ฟากตะวันตก รวมถึงดอนหอยหลอด แหลมผักเบี้ย ยังไม่เสื่อมโทรมมากเท่า และยังพอมีหอยปากเป็ดอาศัยอยู่ ช่วงหน้ามรสุมตะวันตกเฉียงใต้หรือหน้าฝนของเรา กระแสน้ำในอ่าวไทยตอนในจะไหลวนตามเข็มนาฬิกาไปทางขวา จากตะวันตกไปตะวันออก น้ำเน่าจากแม่น้ำลุ่มเจ้าพระยาจะถูกพัดไปฟากตะวันออก แต่หลังจากเดือนตุลาคมกระแสน้ำจะเปลี่ยนมาวนไปทางซ้าย ทวนเข็มนาฬิกา จากตะวันออกไปตะวันตก สู่ชายฝั่งอุดมสมบูรณ์ฟากตะวันตก แหล่งอาหารทะเลสำคัญของเรา ยิ่งน้ำท่วมถูกระบายลงมาช้าผิดฤดูกาลตามปกติมากเท่าไหร่ ภัยอันตรายต่อสัตว์ทะเลในถิ่นนี้ก็สูงขึ้นตามไปด้วย ไม่ใช่แค่ปัญหาจากสารพิษเจือปนในน้ำและตะกอน แต่เศษพลาสติกและโฟมยังเป็นภัยต่อสัตว์ ทั้งรัดพันตัว ทั้งกลืนกินโดยไม่ตั้งใจ [...]<img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=oyspace.wordpress.com&amp;blog=9764418&amp;post=214&amp;subd=oyspace&amp;ref=&amp;feed=1" width="1" height="1" />]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><a href="http://oyspace.files.wordpress.com/2011/11/02986630.jpg"><img class="aligncenter size-medium wp-image-220" title="02986630" src="http://oyspace.files.wordpress.com/2011/11/02986630.jpg?w=300&#038;h=200" alt="" width="300" height="200" /></a></p>
<p>สำนวน “น้ำจะท่วมฟ้า ปลาจะกินดาว” มาจากคำทำนายสถานการณ์โลกในอนาคตของหลวงปู่สาวกโลกอุดร ธมฺมปาโล ว่าด้วยกาลียุคจากน้ำมือมนุษย์ทำลายธรรมชาติและเบียดเบียนกันเอง</p>
<p>ปัจจุบันใช้เป็นวลีพูดถึงภาวะธรรมชาติเสียสมดุลอย่างรุนแรงจากการพัฒนาไม่ยั่งยืน ไร้สติสตัง</p>
<p>ภาษาล้านนาเขาว่าขึด</p>
<p><span id="more-214"></span></p>
<p>ทางน้ำไหลก็ไปกั้น ที่น้ำซึมก็ไปสร้างสนามบิน ผู้เขียนเกิดมาครึ่งศตวรรษแล้ว เพิ่งได้เห็นที่ดอนน้ำท่วมขัง ที่ลุ่มเป็นหนองกลับแห้งกรึ๊บ ที่เหนือน้ำน้ำท่วมก่อนแต่ดันลดทีหลัง ถนนแห้ง แต่บ้านคนจม มันอาเพศวิปริตผิดธรรมชาติอย่างมากมาย</p>
<p>น้ำท่วมที่ดอน ปากปลาน่าจะเขยิบเข้าใกล้ดวงดาว ถ้ามันไม่สำลักน้ำเน่าตายเสียก่อน</p>
<p>และน้ำเน่าปนเปื้อนมลพิษร้ายแรงจากนิคมอุตสาหกรรม มีขยะประมาณไม่ได้ว่ากี่ตันลอยฟ่องเต็ม ก็ไหลสู่ทะเล สู่อ่าวไทยของเราซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นทะเลอุดมสมบูรณ์มีเอกลักษณ์พิเศษระดับโลก ชายฝั่งทะเลอ่าวไทยตอนในมีสถานะเป็นพื้นที่ชุ่มน้ำที่มีความสำคัญระดับนานาชาติ (Wetland of International Importance) เป็นแหล่งพักนกอพยพที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งในเอเซีย ทางฟากตะวันออกถูกพัฒนาเป็นโซนอุตสาหกรรมจนเสียหายไปมากแล้ว หอยปากเป็ดที่คาดว่าเป็นตัวบ่งชี้ความสะอาด ไม่ค่อยทนปนเปื้อนสารโลหะหนัก ก็สูญหายไปนานแล้ว แต่ฟากตะวันตก รวมถึงดอนหอยหลอด แหลมผักเบี้ย ยังไม่เสื่อมโทรมมากเท่า และยังพอมีหอยปากเป็ดอาศัยอยู่</p>
<p>ช่วงหน้ามรสุมตะวันตกเฉียงใต้หรือหน้าฝนของเรา กระแสน้ำในอ่าวไทยตอนในจะไหลวนตามเข็มนาฬิกาไปทางขวา จากตะวันตกไปตะวันออก น้ำเน่าจากแม่น้ำลุ่มเจ้าพระยาจะถูกพัดไปฟากตะวันออก แต่หลังจากเดือนตุลาคมกระแสน้ำจะเปลี่ยนมาวนไปทางซ้าย ทวนเข็มนาฬิกา จากตะวันออกไปตะวันตก สู่ชายฝั่งอุดมสมบูรณ์ฟากตะวันตก แหล่งอาหารทะเลสำคัญของเรา ยิ่งน้ำท่วมถูกระบายลงมาช้าผิดฤดูกาลตามปกติมากเท่าไหร่ ภัยอันตรายต่อสัตว์ทะเลในถิ่นนี้ก็สูงขึ้นตามไปด้วย</p>
<p>ไม่ใช่แค่ปัญหาจากสารพิษเจือปนในน้ำและตะกอน แต่เศษพลาสติกและโฟมยังเป็นภัยต่อสัตว์ ทั้งรัดพันตัว ทั้งกลืนกินโดยไม่ตั้งใจ และพลาสติกที่แตกสลายกลายเป็นเศษเล็กๆ จะไม่ย่อยสลาย แต่ลอยปนอยู่กับแพลงตอนอาหารสัตว์ ในมหาสมุทรแปซิฟิก ถ้าตักน้ำขึ้นมาหนึ่งถ้วยแล้วส่องกล้องดูจะพบเศษพลาสติกมากกว่าแพลงตอนประมาณ 6 เท่า ไม่เคยมีใครตรวจสอบว่ามีอยู่เท่าไหร่ในอ่าวไทย แต่ขยะน้ำท่วมของเราไหลลงไปเป็นปัญหาแน่นอน</p>
<p>อุบัติยับเยินทั้งบนบกทั้งในทะเลเพราะกั้นโน่นถมนี่ทั้งลุ่มน้ำ และไม่ดูแลให้น้ำระบายตามฤดูกาล</p>
<p>ที่ยุโรปช่วง 20 กว่าปีมานี้น้ำก็ท่วมบ่อยเช่นกัน ถ้าคิดเฉพาะในช่วงปี 2000-2006 สหภาพยุโรปประสบภัยน้ำท่วมรวมทั้งสิ้น 123 ครั้ง ครอบคลุมพื้นที่ถึง 4.9 ล้าน ตร.กม.หรือราวพื้นที่ประเทศไทย 10 ประเทศรวมกัน ส่งผลให้คนตาย 429 คน และต้องอพยพผู้คนถึงกว่า 5 แสนชีวิต ความสูญเสียโดยตรงเฉพาะที่คิดจากน้ำท่วมใหญ่ที่สุด 27 ครั้ง รวมเป็นเงิน 27 พันล้านยูโร หรือกว่าแสนล้านบาท เฉลี่ย 40 พันล้านบาทต่อท่วมใหญ่หนึ่งครั้ง</p>
<p>เทียบกับความสูญเสียของไทยจากน้ำท่วมปี 2554 นี้เพียงครั้งเดียวไม่ได้เลย ของเรายอดคนตายมากกว่า 500 ทั้งๆ ยังท่วมไม่จบ ค่าเสียหายที่ประเมินในเบื้องต้นก็ปาเข้าไป 4-5 แสนล้านบาทแล้ว บางคนกะว่าถึงล้านล้านบาท ยังไม่นับการสูญเสียพืชและสัตว์ที่เป็นอาหาร ซึ่งต้องใช้เวลาฟื้นประชากรหลังน้ำลด บางชนิดนานนับสิบปี</p>
<p>สาเหตุสำคัญประการหนึ่งที่ยุโรปสูญเสียน้อยกว่าเราหลายเท่า เพราะเมื่อน้ำท่วมแล้วก็ระบายออกไปเร็ว ไม่ได้แช่ขังนานนับเดือนแบบเรา และมีระบบการเตือนภัยให้ข้อมูลแก่ประชาชน</p>
<p>แต่บ้านเรามันเป็นอะไรไป ทำไมน้ำไม่ระบาย ทำไมพื้นที่เหนือกรุงเทพฯ ยังมีสภาพเป็นทะเลสาบกว้างใหญ่ ท่วมมาหลายเดือนแล้วประชาชนยังไม่ได้รับทราบเลยว่ากำลังเกิดอะไรขึ้นจริงๆ รัฐบาลมีความคิดจะแก้ปัญหาอะไรอย่างไรบ้าง นอกจากบิ๊กแบ็กแล้วยังมีอะไรตรงไหนอีกที่ทำให้น้ำไม่ลด น้องที่ทำงานคนหนึ่งบ้านแช่น้ำระดับอกมาเป็นเดือน เช่นเดียวกับผู้คนอีกหลายแสน จนเครื่องเรือนข้างในบ้านเปื่อยยุ่ยละลายกองจมสวะ ราร้ายไม่ต้องพูดถึง มาวันนี้แทนที่จะลด ระดับน้ำบ้านกลับขยับสูงขึ้น ในขณะที่น้ำบนถนนลดลง บางที่เป็นเพราะถนนสูงกว่าชุมชน แต่บางที่เห็นปกป้องถนนแล้วสูบน้ำออกเข้าไปสู่พื้นที่อยู่อาศัยสองข้างทาง</p>
<p>ผู้บริหารบ้านเมืองเน้นย้ำหลายครั้งถึงความสำคัญของเส้นทางคมนาคม ซึ่งเราก็เข้าใจ แต่ทำไมจึงไม่ได้พิจารณาตัวเลือกอีกด้านดูบ้างว่า ระหว่างกู้ถนนให้รถวิ่งได้กับเปลี่ยนถนนหลักบางสายมาเป็นคลองระบายน้ำชั่วคราวเพื่อให้คนลืมตาอ้าปากได้เร็ววัน อย่างไหนจะดีกว่ากัน? มาถกเรื่องนี้แทนถกเรื่องใครได้หน้าดีกว่าไหม?</p>
<p>สังคมและบ้านเมืองจะต้องเปลี่ยนแปลงแน่นอนหลังน้ำลด และเราคงต้องเผชิญหน้ากับความขัดแย้งทางความคิด และระหว่างกลุ่มผลประโยชน์อีกมาก แต่ไหนๆ ตอนนี้ก็ใกล้สิ้นปีแล้ว เรื่องใหญ่ระดับประเทศรอลุยปีหน้า วันนี้เราดูแลตัวเองก่อน มาทบทวนชีวิตตัวเองเพื่อเปลี่ยนในส่วนที่เราเปลี่ยนได้กันก่อนเถอะ</p>
<p>เชื่อว่าเมื่อซ่อมบ้าน ทุกคนจะไม่ซ่อมให้กลับไปเหมือนเดิม แต่จะคิดหาวิธีปรับเปลี่ยนบ้านให้สามารถรับน้ำได้ดีขึ้น ถ้าไม่รื้อชั้นล่างออกให้กลายเป็นใต้ถุน ก็จะหาวิธีตกแต่งด้วยวัสดุทนน้ำ ต่อเติมพื้นที่วางกระถางพืชสวนครัวบนชั้นสองหรือหลังคา ใช้กินได้ยามน้ำท่วม ฯลฯ ค่อยๆ ก้าวไปสู่การปรับที่อยู่อาศัยให้เหมาะสมกับภูมินิเวศท้องถิ่นที่ตั้งอยู่ ลดปัญหาส่วนตัวและลดสร้างปัญหาแก่ธรรมชาติและส่วนรวมไปพร้อมๆ กัน</p>
<p>ตั้งตัวยืนขึ้นใหม่ได้แล้ว ก็ขยับมาทบทวนดูว่าวิถีชีวิตเดิมเราปล่อยอะไรทิ้งออกไปเป็นปัญหาขยะและมลพิษบ้าง เปลี่ยนแปลงได้อย่างไรบ้าง ถึงเวลาหรือยังที่จะแยกขยะในครัวเรือน และเราไม่จำเป็นต้องสร้างขยะพลาสติกกันมากมาย พกกล่องทัปเปอร์แวร์ไว้ใส่อาหารแทนได้ไหม พกถุงผ้าหรือถุงไนลอนใช้แทนเสียทีได้ไหม พกขวดน้ำดื่มติดตัวแทนขวดพลาสติกใช้แล้วทิ้งได้ไหม เรื่องพื้นฐานเหล่านี้พูดกันมานานจนเบื่อ แต่จนบัดนี้คนไทยส่วนใหญ่ยังไม่ปฎิบัติกันเลย</p>
<p>รถยนต์ใช้น้อยลงได้ไหม หันมาใช้คาร์พูล ขนส่งมวลชน หรือปั่นจักรยานกันมากขึ้น ลดความสำคัญของรถยนต์ในเมืองลงไป ยกความสำคัญของคุณภาพชีวิตมนุษย์ขึ้นมา</p>
<p>ต่อไปเมื่อเราคิดแก้ปัญหา จะได้คิดแก้ปัญหาให้คนมากกว่าแก้ให้รถยนต์</p>
<p>เพราะเมืองเป็นที่อยู่อาศัยของคน</p>
<p><em>กรุงเทพธุรกิจ: โลกในมือคุณ, ธันวาคม 2554</em></p>
<br />  <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gocomments/oyspace.wordpress.com/214/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/comments/oyspace.wordpress.com/214/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godelicious/oyspace.wordpress.com/214/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/delicious/oyspace.wordpress.com/214/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gofacebook/oyspace.wordpress.com/214/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/facebook/oyspace.wordpress.com/214/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gotwitter/oyspace.wordpress.com/214/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/twitter/oyspace.wordpress.com/214/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gostumble/oyspace.wordpress.com/214/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/stumble/oyspace.wordpress.com/214/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godigg/oyspace.wordpress.com/214/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/digg/oyspace.wordpress.com/214/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/goreddit/oyspace.wordpress.com/214/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/reddit/oyspace.wordpress.com/214/" /></a> <img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=oyspace.wordpress.com&amp;blog=9764418&amp;post=214&amp;subd=oyspace&amp;ref=&amp;feed=1" width="1" height="1" />]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://oyspace.wordpress.com/2011/11/28/%e0%b9%80%e0%b8%a1%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%9b%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b9%80%e0%b8%99%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b8%94%e0%b8%b2%e0%b8%a7/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>1</slash:comments>
	
		<media:content url="http://1.gravatar.com/avatar/56ec08b638a684ff09256b09222cf47d?s=96&#38;d=identicon&#38;r=G" medium="image">
			<media:title type="html">oykanjanavanit</media:title>
		</media:content>

		<media:content url="http://oyspace.files.wordpress.com/2011/11/02986630.jpg?w=300" medium="image">
			<media:title type="html">02986630</media:title>
		</media:content>
	</item>
		<item>
		<title>กรุงเทพฯ เมืองน้ำหลาก</title>
		<link>http://oyspace.wordpress.com/2011/10/30/%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%b8%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b8%9e%e0%b8%af-%e0%b9%80%e0%b8%a1%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%b3%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b8%81/</link>
		<comments>http://oyspace.wordpress.com/2011/10/30/%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%b8%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b8%9e%e0%b8%af-%e0%b9%80%e0%b8%a1%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%b3%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b8%81/#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 30 Oct 2011 05:50:45 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Oy Kanjanavanit</dc:creator>
				<category><![CDATA[Bangkok]]></category>
		<category><![CDATA[bicycle]]></category>
		<category><![CDATA[environment]]></category>
		<category><![CDATA[urban ecology]]></category>
		<category><![CDATA[flood]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://oyspace.wordpress.com/?p=211</guid>
		<description><![CDATA[วิกฤตน้ำท่วมเมืองครั้งนี้พัดพาเอาความทุกข์ ขยะ และมลพิษปริมาณมหาศาลสู่ทุกชีวิต ทั้งที่ (เคย) อยู่บนบก ในน้ำจืด น้ำกร่อย และสุดท้ายสัตว์ทะเลก็ต้องรับไปตรึมๆ แต่มวลน้ำก็นำพาสิ่งดีๆ มาให้เช่นกัน ตั้งแต่ปุ๋ยแร่ธาตุที่จะฉาบหน้าดินหลังน้ำลด เพิ่มระดับน้ำใต้ดิน และที่สำคัญ มวลน้ำน่าจะพัดพาภูมิปัญญามาสู่สังคมไทย   เพียงไม่กี่อาทิตย์เราเห็นประดิษฐกรรมง่ายๆ แต่ฉลาดล้ำเกิดขึ้นไม่น้อย อาทิ การห่อรถให้ลอยน้ำ และสังคมในวงกว้างกำลังพูดถึงแนวทางการปรับตัวอยู่กับน้ำในระดับปัจเจกชนกันมากขึ้น สถาปนิกลุกขึ้นผสมผสานเทคโนโลยีเก่าและใหม่เพื่อออกแบบบ้านรับมือน้ำท่วม ยกใต้ถุนสูงแบบบ้านไทยโบราณ ไปจนถึงบ้านลอยน้ำเป็นเรือนแพสองชั้น แต่มีระบบน้ำไฟพึ่งตนเองสะดวกสบาย คนไทยรุ่นใหม่เริ่มกลับมาพูดถึงแนวทางการอยู่กับน้ำ ปรับวิถีชีวิตให้เข้ากับธรรมชาติ แต่ศักยภาพในการปรับตัวระดับปัจเจกชนนั้นทำได้แค่ในระดับหนึ่ง ถ้าจะอยู่รอด ระบบเมือง ระบบเกษตร และระบบจัดการน้ำทั้งลุ่มน้ำทั้งสังคมจะต้องปรับตัว เรื่องนี้พูดคุยกันมานานหลายสิบปีในหมู่คนกลุ่มน้อย แต่อุทกภัยครั้งนี้น่าจะขยายวงอภิปรายการจัดการน้ำออกไปในสังคมใหญ่ แต่วันนี้ขอพูดถึงแค่กรุงเทพฯ เมื่อย้ายจากอยุธยามาตั้งเมืองที่บางกอก บรรพบุรุษเราเข้าใจภูมินิเวศลุ่มน้ำหลากใกล้ปากน้ำชายทะเลเป็นอย่างดี เพราะเขาไม่มีแบบอย่างให้เรียนรู้อื่นนอกเหนือจากธรรมชาติ ในหน้าน้ำ พื้นที่ลุ่มราบแบบนี้กลายสภาพเป็นบึงกว้างชั่วคราว และในหน้าแล้งก็กลายเป็นผืนดินแห้งผาก น้ำหายไปจนไม่มีใช้ ถ้าจะตั้งรกรากสร้างเป็นเมืองอยู่ได้ก็ต้องขุดคลองขุดท้องร่องให้เกิดพื้นที่สูงต่ำต่างกัน พร้อมกับรักษาหนองบึงธรรมชาติไว้เป็นแก้มลิงรับน้ำรับรองชีวิตในน้ำที่เป็นอาหารของเรา เมื่อผสมผสานกับการสร้างบ้านใต้ถุนสูงโปร่งเผื่อปีน้ำมาก เราก็อยู่ได้สบาย และเพราะเราอยู่กับน้ำ มันจึงเป็นผลประโยชน์โดยตรงที่จะรักษาแหล่งน้ำให้สะอาด ยามน้ำท่วมปลาก็ว่ายเข้ามาให้กิน ไม่ต้องทนทุกข์กับน้ำเน่าเหม็นเต็มไปด้วยมลพิษ   เมื่อบรรพบุรุษเราเริ่มพัฒนากรุงเทพฯ เมืองจึงมีลักษณะหน้าตาออกมาคล้ายกับเมืองเวนิซของอิตาลีซึ่งสัญจรไปมาด้วยคูคลองจนได้รับสมญานามว่าเวนิซตะวันออก แต่ต่อมาเมื่อเราเริ่มพัฒนาการสัญจรทางบก เราก็ยังคงเก็บคูคลองไว้ขนานถนนหนทาง [...]<img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=oyspace.wordpress.com&amp;blog=9764418&amp;post=211&amp;subd=oyspace&amp;ref=&amp;feed=1" width="1" height="1" />]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><a href="http://oyspace.files.wordpress.com/2011/10/1_1282228222_amsterdam-canals.jpg"><img class="aligncenter size-medium wp-image-212" title="1_1282228222_amsterdam-canals" src="http://oyspace.files.wordpress.com/2011/10/1_1282228222_amsterdam-canals.jpg?w=300&#038;h=225" alt="" width="300" height="225" /></a></p>
<p>วิกฤตน้ำท่วมเมืองครั้งนี้พัดพาเอาความทุกข์ ขยะ และมลพิษปริมาณมหาศาลสู่ทุกชีวิต ทั้งที่ (เคย) อยู่บนบก ในน้ำจืด น้ำกร่อย และสุดท้ายสัตว์ทะเลก็ต้องรับไปตรึมๆ แต่มวลน้ำก็นำพาสิ่งดีๆ มาให้เช่นกัน ตั้งแต่ปุ๋ยแร่ธาตุที่จะฉาบหน้าดินหลังน้ำลด เพิ่มระดับน้ำใต้ดิน และที่สำคัญ มวลน้ำน่าจะพัดพาภูมิปัญญามาสู่สังคมไทย</p>
<p> <span id="more-211"></span></p>
<p>เพียงไม่กี่อาทิตย์เราเห็นประดิษฐกรรมง่ายๆ แต่ฉลาดล้ำเกิดขึ้นไม่น้อย อาทิ การห่อรถให้ลอยน้ำ และสังคมในวงกว้างกำลังพูดถึงแนวทางการปรับตัวอยู่กับน้ำในระดับปัจเจกชนกันมากขึ้น สถาปนิกลุกขึ้นผสมผสานเทคโนโลยีเก่าและใหม่เพื่อออกแบบบ้านรับมือน้ำท่วม ยกใต้ถุนสูงแบบบ้านไทยโบราณ ไปจนถึงบ้านลอยน้ำเป็นเรือนแพสองชั้น แต่มีระบบน้ำไฟพึ่งตนเองสะดวกสบาย</p>
<p>คนไทยรุ่นใหม่เริ่มกลับมาพูดถึงแนวทางการอยู่กับน้ำ ปรับวิถีชีวิตให้เข้ากับธรรมชาติ แต่ศักยภาพในการปรับตัวระดับปัจเจกชนนั้นทำได้แค่ในระดับหนึ่ง ถ้าจะอยู่รอด ระบบเมือง ระบบเกษตร และระบบจัดการน้ำทั้งลุ่มน้ำทั้งสังคมจะต้องปรับตัว เรื่องนี้พูดคุยกันมานานหลายสิบปีในหมู่คนกลุ่มน้อย แต่อุทกภัยครั้งนี้น่าจะขยายวงอภิปรายการจัดการน้ำออกไปในสังคมใหญ่</p>
<p>แต่วันนี้ขอพูดถึงแค่กรุงเทพฯ</p>
<p>เมื่อย้ายจากอยุธยามาตั้งเมืองที่บางกอก บรรพบุรุษเราเข้าใจภูมินิเวศลุ่มน้ำหลากใกล้ปากน้ำชายทะเลเป็นอย่างดี เพราะเขาไม่มีแบบอย่างให้เรียนรู้อื่นนอกเหนือจากธรรมชาติ ในหน้าน้ำ พื้นที่ลุ่มราบแบบนี้กลายสภาพเป็นบึงกว้างชั่วคราว และในหน้าแล้งก็กลายเป็นผืนดินแห้งผาก น้ำหายไปจนไม่มีใช้ ถ้าจะตั้งรกรากสร้างเป็นเมืองอยู่ได้ก็ต้องขุดคลองขุดท้องร่องให้เกิดพื้นที่สูงต่ำต่างกัน พร้อมกับรักษาหนองบึงธรรมชาติไว้เป็นแก้มลิงรับน้ำรับรองชีวิตในน้ำที่เป็นอาหารของเรา เมื่อผสมผสานกับการสร้างบ้านใต้ถุนสูงโปร่งเผื่อปีน้ำมาก เราก็อยู่ได้สบาย และเพราะเราอยู่กับน้ำ มันจึงเป็นผลประโยชน์โดยตรงที่จะรักษาแหล่งน้ำให้สะอาด ยามน้ำท่วมปลาก็ว่ายเข้ามาให้กิน ไม่ต้องทนทุกข์กับน้ำเน่าเหม็นเต็มไปด้วยมลพิษ  </p>
<p>เมื่อบรรพบุรุษเราเริ่มพัฒนากรุงเทพฯ เมืองจึงมีลักษณะหน้าตาออกมาคล้ายกับเมืองเวนิซของอิตาลีซึ่งสัญจรไปมาด้วยคูคลองจนได้รับสมญานามว่าเวนิซตะวันออก แต่ต่อมาเมื่อเราเริ่มพัฒนาการสัญจรทางบก เราก็ยังคงเก็บคูคลองไว้ขนานถนนหนทาง ใช้ทั้งเรือและรถราง ค่อนไปทางอัมสเตอร์ดัมตะวันออกมากกว่าเวนิซ</p>
<p>จุดเปลี่ยนของกรุงเทพฯ ในมุมมองของการพัฒนาทางกายภาพสู่ความไม่เคารพธรรมชาติของภูมินิเวศที่ตั้ง จึงเป็นยุคสมัยของจอมพลสฤษดิ์ในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ยุคนั้นอเมริกาเป็นฮีโร่ เป็นความทันสมัยที่ผู้นำอยากเอาอย่าง จะเดิร์นแบบมะกัน เท่แบบเจมส์ ดีน ก็ต้องสร้างถนนขับรถยนต์คันโต การพัฒนาเมืองจึงมุ่งถมคลองสร้างถนน ถึงสมัยผู้เขียนเป็นเด็กก็แทบไม่ได้เห็นคูคลองริมถนนเมืองกรุงกันแล้ว เหลือแต่ทางไปดอนเมืองยังคงเต็มไปด้วยบัวหลวงสีขาว อ่านนิยายเรื่อง “ปริศนา” ยังพอนึกภาพท่านชายพจน์ขับรถพาปริศนาไปปิคนิคชมธรรมชาติริมทางไปดอนเมืองออกอยู่บ้าง</p>
<p>ในวันนี้เรามาไกลมากจากภาพเมืองเดิม ย้อนเวลากลับไปตั้งต้นใหม่ไม่ได้ แต่โจทย์ของเราไม่ได้ต่างไปจากเดิม – เราจะปรับเมืองให้เหมาะสมกับภูมินิเวศที่มันตั้งอยู่ได้อย่างไร โดยคำนึงถึงการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศโลกด้วย ตามการคาดการณ์ด้วยระบบจำลอง บริเวณที่ลุ่มภาคกลางจะฝนตกหนักมากขึ้น</p>
<p>ตามผังเมือง (ที่ไม่บังคับใช้) เรามีทางน้ำหลากและแก้มลิงหนองงูเห่า แต่วันนี้ก็กลายเป็นสนามบิน นิคมอุตสาหกรรม บ้านจัดสรรไม่มีใต้ถุน แถมถนนใหญ่ขวางกั้นทางน้ำไหลทั้งฝั่งตะวันออกและฝั่งตะวันตก ส่วนโครงข่ายคูคลองในกรุงเทพฯ ปัจจุบันก็พิกลพิการ เพิ่งพบกันว่ามีสิ่งกีดขวางทางน้ำทิ้งค้างอยู่ใต้น้ำจำนวนมากกว่าที่เราเคยรู้</p>
<p>แน่นอนว่าสิ่งเหล่านี้ต้องปรับปรุง ถนนต้องทำใหม่ให้น้ำลอดได้สะดวก และเราคงต้องคิดจริงจังถึงแนวการขุดเจ้าพระยาสอง แต่ขณะเดียวกันพื้นที่กรุงเทพฯ ชั้นในก็ไม่ควรอยู่เฉย โยนภาระการปรับตัวไปให้ที่อื่นหมด เราน่าจะเพิ่มคลองในเมือง ซึ่งหมายความว่าเราควรคืนพื้นที่ถนนบางสายที่ไปยกให้รถยนต์กลับคืนให้โครงข่ายคูคลอง และหันมาปรับพฤติกรรมการสัญจรในเมืองกันใหม่อย่างจริงจัง</p>
<p>เมื่อเลนถนนลดลง เราก็จำเป็นต้องลดปริมาณรถวิ่งบนถนนด้วย เพื่อให้ทุกคนสามารถสัญจรได้คล่องตัว เราจึงต้องให้ความสำคัญกับการสัญจรด้วยพาหนะที่กินพื้นที่น้อยเป็นอันดับหนึ่ง มุ่งขนคนแทนขนรถ เลนที่เหลือต้องแบ่งให้ขนส่งมวลชนและจักรยาน ไม่ใช่ให้รถยนต์ส่วนตัวยึดไปได้หมด ผู้เขียนรู้ตัวว่าเขียนหนังสือเหมือนแผ่นเสียงตกร่อง แต่คำพูดเหล่านี้มันเหมือนน้ำท่วมปาก ไม่ขุดร่องให้ปัญหามันตกไป มันก็จะท่วมแฉะอย่างนี้แหละ อย่างดีก็แค่กลายพันธุ์ไปเป็นอินโฟร์กราฟฟิก ฯลฯ เพิ่มความแปลกใหม่ในการสื่อสาร แต่แก่นสารยังคงเดิม</p>
<p>พูดง่ายๆ เราน่าจะปรับเมืองไปในทิศทางเดียวกับอัมสเตอร์ดัม ซึ่งมีภูมิประเทศคล้ายคลึงกับเรา ให้มีคูคลองขนานถนน ใช้จักรยานและขนส่งมวลชนเป็นหลัก ใช้รถแท๊กซี่และรถส่วนตัวตามความจำเป็น</p>
<p>ข้อดีของการเอาคลองกลับมาไว้หน้าบ้าน แทนเก็บไว้เป็นทางระบายส้วมหลังบ้าน คือทำให้เรามีความใกล้ชิดกับระบบธรรมชาติในท้องถิ่นกันมากขึ้น เมื่อหลายตาเห็น หลายจมูกได้กลิ่น หลายประสาทสัมผัส แรงโวยวายในสังคมจะทำการขับเคลื่อนให้เกิดการดูแลคุณภาพน้ำให้สะอาด ทุกวันนี้กรุงเทพฯ บำบัดน้ำเสียได้แค่กว่าครึ่งหนึ่งเท่านั้น ถ้าสังคมส่งเสียงดังๆ แสดงความเดือดร้อนใจอย่างมากมาย เรื่องพื้นฐานเหล่านี้จะได้รับการแก้ไขในที่สุด</p>
<p>เลิกวิ่งหนีธรรมชาติไปอยู่ในห้องแอร์และรถติดแอร์ หันมาอยู่ใกล้ชิดกับน้ำ กับอากาศหายใจ แล้วเราจะหันมาดูแลสิ่งแวดล้อมที่เราไปทำเสียหายยับเยินจนมันหันมาทับถมเรา ทุกปัญหาแก้ไขได้เมื่อเราหันหน้าไปทำความรู้จักมัน</p>
<p>มารู้จักกรุงเทพฯ เมืองน้ำหลากกันเถอะ      </p>
<p>&nbsp;</p>
<p><em>กรุงเทพธุรกิจ</em><em>: โลกในมือคุณ, พฤศจิกายน 2554</em></p>
<br />  <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gocomments/oyspace.wordpress.com/211/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/comments/oyspace.wordpress.com/211/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godelicious/oyspace.wordpress.com/211/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/delicious/oyspace.wordpress.com/211/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gofacebook/oyspace.wordpress.com/211/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/facebook/oyspace.wordpress.com/211/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gotwitter/oyspace.wordpress.com/211/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/twitter/oyspace.wordpress.com/211/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gostumble/oyspace.wordpress.com/211/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/stumble/oyspace.wordpress.com/211/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godigg/oyspace.wordpress.com/211/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/digg/oyspace.wordpress.com/211/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/goreddit/oyspace.wordpress.com/211/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/reddit/oyspace.wordpress.com/211/" /></a> <img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=oyspace.wordpress.com&amp;blog=9764418&amp;post=211&amp;subd=oyspace&amp;ref=&amp;feed=1" width="1" height="1" />]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://oyspace.wordpress.com/2011/10/30/%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%b8%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b8%9e%e0%b8%af-%e0%b9%80%e0%b8%a1%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%b3%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b8%81/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
	
		<media:content url="http://1.gravatar.com/avatar/56ec08b638a684ff09256b09222cf47d?s=96&#38;d=identicon&#38;r=G" medium="image">
			<media:title type="html">oykanjanavanit</media:title>
		</media:content>

		<media:content url="http://oyspace.files.wordpress.com/2011/10/1_1282228222_amsterdam-canals.jpg?w=300" medium="image">
			<media:title type="html">1_1282228222_amsterdam-canals</media:title>
		</media:content>
	</item>
		<item>
		<title>กติกาลุ่มน้ำ ตอน 1: เมื่อเยอรมนีน้ำท่วม</title>
		<link>http://oyspace.wordpress.com/2011/10/05/%e0%b8%81%e0%b8%95%e0%b8%b4%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a5%e0%b8%b8%e0%b9%88%e0%b8%a1%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%b3-%e0%b8%95%e0%b8%ad%e0%b8%99-1-%e0%b9%80%e0%b8%a1%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b9%80/</link>
		<comments>http://oyspace.wordpress.com/2011/10/05/%e0%b8%81%e0%b8%95%e0%b8%b4%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a5%e0%b8%b8%e0%b9%88%e0%b8%a1%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%b3-%e0%b8%95%e0%b8%ad%e0%b8%99-1-%e0%b9%80%e0%b8%a1%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b9%80/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 04 Oct 2011 18:06:13 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Oy Kanjanavanit</dc:creator>
				<category><![CDATA[climate change]]></category>
		<category><![CDATA[environment]]></category>
		<category><![CDATA[flood]]></category>
		<category><![CDATA[Germany]]></category>
		<category><![CDATA[water management]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://oyspace.wordpress.com/?p=200</guid>
		<description><![CDATA[คงไม่มีมนุษย์หัวใจปกติคนไหนจะไม่รู้สึกปวดร้าวทุกครั้งที่ดูข่าวน้ำท่วม มันรุนแรงกว้างขวางกว่าทุกปีที่ผ่านมา บอกตรงๆ ว่าเกิดมาครึ่งศตวรรษแล้วไม่เคยเห็นอะไรขนาดนี้เลย ทั้งๆ ที่ผู้เขียนอยู่กรุงเทพมาตั้งแต่ก่อนจะมีการวางท่อยักษ์หรือสร้างกำแพงกั้นน้ำล้อมเมือง อยู่กับน้ำท่วมเป็นประจำทุกปี ตอนเด็กๆ ชอบฤดูน้ำท่วมด้วยซ้ำไป เพราะได้หยุดโรงเรียน เอากะละมังไปพายเล่นในซอยแทนเรือ เหตุการณ์น้ำท่วมผิดปกติในช่วง 4-5 ปีมานี้ทำให้สังคมวงกว้างพูดถึงการแก้ปัญหาด้วยการปรับตัวกับภาวะน้ำท่วมกันมากขึ้น ตั้งแต่ในระดับการจัดการพื้นที่ทั้งลุ่มน้ำในลักษณะบูรณาการ จนไปถึงการปรับตัวในระดับปัจเจก รื้อฟื้นภูมิปัญญาดั้งเดิมของบรรพบุรุษ อาทิ สร้างบ้านมีใต้ถุนสูงจนไปถึงปลูกข้าวยืด พันธุ์ข้าวน้ำท่วมโบราณแห่งลุ่มน้ำเจ้าพระยา ที่ยืดต้นขึ้นตามระดับน้ำ ออกรวงทอดไปบนผิวน้ำ เวลาเก็บเกี่ยวก็พายเรือเกี่ยวกัน ให้ผลผลิตไม่สูงมากนัก แต่ดีกว่าข้าวจมน้ำเน่าตายทั้งนา แต่น้ำท่วมครั้งนี้ร้ายกาจเกินความสามารถที่ปัจเจกชนจะปรับตัวรับมือได้ด้วยวิถีไทยเดิม หลายแห่งน้ำท่วมสูงกว่า 2-3 เมตร ถึงชั้นสอง บางแห่งถึงหลังคาบ้าน เกินกว่าใต้ถุนปกติที่ไหนจะหนีพ้นได้ หรือพันธุ์ข้าวชนิดใดจะยืดต้นขึ้นเหนือน้ำได้ เรากำลังเผชิญกับปรากฎการณ์ใหม่ ที่เรียกร้องให้สังคมหันหน้าเข้าหากัน เพื่อทบทวนตนเอง ทบทวนสถานการณ์ และร่วมกันคิดค้นแก้ปัญหาอย่างจริงจัง ประเทศไทยไม่ใช่ประเทศเดียวที่ตกอยู่ในภาวะนี้ เยอรมนีก็เป็นอีกหนึ่งในหลายๆ ประเทศที่กำลังเผชิญชะตากรรมเดียวกัน ฝนฟ้าแปรปรวนผิดปกติต่างจากที่เคยประสบพบมา ยามแล้งแล้งจัด ยามฝนก็ท่วมหนัก วิปริตแบบนี้ถี่ขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะในปี ค.ศ.1997 เกิดโศกนาฎกรรมน้ำท่วมใหญ่แถบซีกตะวันออกและโปแลนด์ คนตายไปจำนวนไม่น้อย เป็นข่าวใหญ่ระดับโลก เหตุการณ์ครั้งนั้นเขย่าสังคมเยอรมนีจนเกิดเป็นแรงกดดันให้รัฐบาลต้องขวนขวายหาหนทางแก้ปัญหาให้ได้ สื่อเล่นหนักทั้งในระดับท้องถิ่นถึงอินเตอร์ สังคมต้องหันมาคิดจริงๆ จังๆ ว่าจะปรับตัวอย่างเป็นรูปธรรมกับความเปลี่ยนแปลงทางภูมิอากาศกันอย่างไร [...]<img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=oyspace.wordpress.com&amp;blog=9764418&amp;post=200&amp;subd=oyspace&amp;ref=&amp;feed=1" width="1" height="1" />]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><a href="http://oyspace.files.wordpress.com/2011/10/reuters_thailand_flood_16sep11-878x587.jpg"><img class="aligncenter size-medium wp-image-209" title="reuters_thailand_flood_16Sep11-878x587" src="http://oyspace.files.wordpress.com/2011/10/reuters_thailand_flood_16sep11-878x587.jpg?w=300&#038;h=200" alt="" width="300" height="200" /></a></p>
<p>คงไม่มีมนุษย์หัวใจปกติคนไหนจะไม่รู้สึกปวดร้าวทุกครั้งที่ดูข่าวน้ำท่วม มันรุนแรงกว้างขวางกว่าทุกปีที่ผ่านมา บอกตรงๆ ว่าเกิดมาครึ่งศตวรรษแล้วไม่เคยเห็นอะไรขนาดนี้เลย ทั้งๆ ที่ผู้เขียนอยู่กรุงเทพมาตั้งแต่ก่อนจะมีการวางท่อยักษ์หรือสร้างกำแพงกั้นน้ำล้อมเมือง อยู่กับน้ำท่วมเป็นประจำทุกปี ตอนเด็กๆ ชอบฤดูน้ำท่วมด้วยซ้ำไป เพราะได้หยุดโรงเรียน เอากะละมังไปพายเล่นในซอยแทนเรือ</p>
<p>เหตุการณ์น้ำท่วมผิดปกติในช่วง 4-5 ปีมานี้ทำให้สังคมวงกว้างพูดถึงการแก้ปัญหาด้วยการปรับตัวกับภาวะน้ำท่วมกันมากขึ้น ตั้งแต่ในระดับการจัดการพื้นที่ทั้งลุ่มน้ำในลักษณะบูรณาการ จนไปถึงการปรับตัวในระดับปัจเจก รื้อฟื้นภูมิปัญญาดั้งเดิมของบรรพบุรุษ อาทิ สร้างบ้านมีใต้ถุนสูงจนไปถึงปลูกข้าวยืด พันธุ์ข้าวน้ำท่วมโบราณแห่งลุ่มน้ำเจ้าพระยา ที่ยืดต้นขึ้นตามระดับน้ำ ออกรวงทอดไปบนผิวน้ำ เวลาเก็บเกี่ยวก็พายเรือเกี่ยวกัน ให้ผลผลิตไม่สูงมากนัก แต่ดีกว่าข้าวจมน้ำเน่าตายทั้งนา</p>
<p>แต่น้ำท่วมครั้งนี้ร้ายกาจเกินความสามารถที่ปัจเจกชนจะปรับตัวรับมือได้ด้วยวิถีไทยเดิม หลายแห่งน้ำท่วมสูงกว่า 2-3 เมตร ถึงชั้นสอง บางแห่งถึงหลังคาบ้าน เกินกว่าใต้ถุนปกติที่ไหนจะหนีพ้นได้ หรือพันธุ์ข้าวชนิดใดจะยืดต้นขึ้นเหนือน้ำได้</p>
<p>เรากำลังเผชิญกับปรากฎการณ์ใหม่ ที่เรียกร้องให้สังคมหันหน้าเข้าหากัน เพื่อทบทวนตนเอง ทบทวนสถานการณ์ และร่วมกันคิดค้นแก้ปัญหาอย่างจริงจัง</p>
<p><span id="more-200"></span></p>
<p>ประเทศไทยไม่ใช่ประเทศเดียวที่ตกอยู่ในภาวะนี้ เยอรมนีก็เป็นอีกหนึ่งในหลายๆ ประเทศที่กำลังเผชิญชะตากรรมเดียวกัน ฝนฟ้าแปรปรวนผิดปกติต่างจากที่เคยประสบพบมา ยามแล้งแล้งจัด ยามฝนก็ท่วมหนัก วิปริตแบบนี้ถี่ขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะในปี ค.ศ.1997 เกิดโศกนาฎกรรมน้ำท่วมใหญ่แถบซีกตะวันออกและโปแลนด์ คนตายไปจำนวนไม่น้อย เป็นข่าวใหญ่ระดับโลก</p>
<p>เหตุการณ์ครั้งนั้นเขย่าสังคมเยอรมนีจนเกิดเป็นแรงกดดันให้รัฐบาลต้องขวนขวายหาหนทางแก้ปัญหาให้ได้ สื่อเล่นหนักทั้งในระดับท้องถิ่นถึงอินเตอร์ สังคมต้องหันมาคิดจริงๆ จังๆ ว่าจะปรับตัวอย่างเป็นรูปธรรมกับความเปลี่ยนแปลงทางภูมิอากาศกันอย่างไร</p>
<p>ในช่วง 100 ปีที่ผ่านมา เยอรมนีและประเทศที่ราบลุ่มในยุโรปหลายๆ แห่งมุ่ง “แก้ปัญหาน้ำท่วม” ด้วยโจทย์และแนวคิดในยุคต้นศตวรรษ 20 ซึ่งต่างไปจากสถานการณ์ปัจจุบัน ในตอนนั้นชาวยุโรปพากันกอบกู้พื้นที่น้ำท่วมตามฤดูกาลจากธรรมชาติมาแปรเปลี่ยนเป็นพื้นที่เพาะปลูกและที่อยู่อาศัยของมนุษย์ ใช้วิศวกรรมควบคุมธรรมชาตินำการพัฒนา โดยขุดตัดลำน้ำที่ไหลคดเคี้ยวให้ตรงขึ้น เพื่อระบายน้ำลงสู่ทะเลให้เร็วที่สุด วิธีนี้มักก่อปัญหาน้ำท่วมหนักฉับพลันแก่พื้นที่ท้ายน้ำ จึงป้องกันแก้ไขด้วยการสร้างคันกำแพงกันน้ำไม่ให้เอ่อล้นออกด้านข้างเป็นแนวยาวขนาบสองฝั่งฟากแม่น้ำ คนก็เข้ามาเพาะปลูก ปักเสาลงเรือนหลังคันกั้นน้ำได้ ซึ่งปกติจะเป็นพื้นที่น้ำท่วม</p>
<p>วิธีการนี้สร้างปัญหาแก่ระบบนิเวศมากมาย ซึ่งจะขอเก็บไว้ขยายความเพิ่มเติมในตอนที่ 2 สำหรับตอนนี้ขอดูเฉพาะปัญหาการถ่ายเทของมวลน้ำ</p>
<p>การขุดลำน้ำให้ตรงและสร้างกำแพงสูงขนาบฝั่งน้ำ บีบบังคับให้น้ำไหลจำกัดอยู่ในร่องแคบๆ เมื่อดินฟ้าเกิดวิปริตสาดเทน้ำลงมามากกว่าปกติ น้ำก็ทะลักล้นออกนอกกำแพงเข้ามาท่วมพื้นที่ที่มนุษย์อาศัยอยู่ กลายเป็นอุทกภัย</p>
<p>ถึงตอนนั้นก็ชัดเจนว่าลุ่มน้ำเยอรมนีต้องการพื้นที่แก้มลิงริมแม่น้ำเพิ่มเติม เป็นพื้นที่น้ำท่วมตามฤดูกาล เพราะถึงจุดหนึ่งก็ไม่สามารถสร้างคันกำแพงให้สูงมากขึ้นไปอีกโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายมหาศาล แต่จะเนรมิตสภาพลุ่มน้ำกลับไปเหมือนเดิมเมื่อ 100-200 ปีก่อนก็ทำไม่ได้แล้ว เพราะชุมชนรุกเข้ามาตั้งถิ่นฐาน สิ่งที่ต้องรีบทำในช่วงเวลาไม่กี่ปี จึงเป็นการสรรหาพื้นที่ที่สามารถเลื่อนคันกำแพงออกไปเพื่อขยายเขตรับน้ำท่วม โดยส่งผลกระทบต่อผู้คนน้อยที่สุด ซึ่งแน่นอนว่าไม่ง่ายเลย ส่วนใหญ่เป็นพื้นที่เพาะปลูกติดแม่น้ำ แต่บางครั้งก็เป็นพื้นที่บ้านคน หรือแม้แต่หมู่บ้านเล็กๆ ซึ่งถ้าไม่รับค่าชดเชยแล้วย้ายออก ก็ต้องรับสภาพน้ำท่วมตามฤดูกาลไป</p>
<p>พื้นที่ริมน้ำในโซนนี้ปล่อยให้เป็นทุ่งหญ้าเลี้ยงปศุสัตว์ในหน้าน้ำลดแทนการเพาะปลูก และพื้นที่แห่งหนึ่งถึงกับเปลี่ยนไปเป็นอุทยานแห่งชาติ มีการทำลายทำนบกั้นน้ำและปล่อยให้น้ำหลากในฤดูฝนเป็นพื้นที่ชุ่มน้ำกว้างใหญ่ มีนกเข้ามาอาศัยจำนวนมาก และใช้เป็นพื้นที่ฟื้นฟูประชากรสัตว์ป่าใกล้สูญพันธุ์ เช่น ควายไบซัน เปลี่ยนรูปแบบเศรษฐกิจในพื้นที่ไปเป็นการท่องเที่ยวและนันทนาการ</p>
<p>ความยากของการแก้ปัญหาไม่ได้อยู่ที่การขบคิดทางออก มันชัดเจนอยู่แล้วว่าต้องปรับเปลี่ยนการใช้ที่ดินให้เหมาะสมกับระบบนิเวศ แต่ความยากอยู่ที่การเจรจาแลกเปลี่ยนหาบทสรุปทั้งในภาพใหญ่และในรายละเอียดระหว่างกลุ่มผู้เชี่ยวชาญหลากสาขาและกลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในท้องถิ่น เมื่อเร็วๆ นี้ ผู้เขียนได้มีโอกาสพูดคุยกับ ดร.ฟรอยเด รัฐมนตรีกระทรวงสิ่งแวดล้อมของรัฐแบรนเดนเบิร์ก เมื่อ ดร.ฟรอยเด แวะมาเที่ยวเมืองไทยตอนต้นเดือนกันยา และได้ซักท่านถึงกระบวนการเจรจา ซึ่งจะนำมาขยายความในโอกาสต่อไป สำหรับตอนนี้ขอสรุปเพียงสั้นๆ ด้วยคำพูดของ ดร.ฟรอยเดว่า “หายนะขนาดเล็กส่งผลดี มันปลุกให้สังคมตื่นและพลิกแนวคิดอย่างรวดเร็ว เพราะฉะนั้น ถึงแม้ว่าจะมีความคิดขัดแย้งกันมากในตอนแรก แต่ก็ตกลงกันได้ภายในเวลาไม่นาน” เมื่อทุกฝ่ายมีความตั้งใจจริงอยากแก้ปัญหา มันก็พอทำได้ รัฐแบรนเดนเบิร์กจึงสามารถริเริ่มแก้ปัญหาอย่างเป็นรูปธรรมภายในเวลาไม่กี่ปี และทุกวันนี้ก็ยังคงดำเนินการอย่างต่อเนื่องอยู่</p>
<p>สถานการณ์ของเราในประเทศไทยมีรายละเอียดที่แตกต่างไปจากเยอรมนีมากมาย แต่เราเหมือนกันตรงที่ทั้งสองประเทศล้วนแล้วแต่ทำลายระบบการไหลตามธรรมชาติของน้ำด้วยสิ่งก่อสร้างผิดที่ผิดทางสารพัดอย่าง ทำลายพื้นที่กันชนและพื้นที่แก้มลิงริมฝั่งน้ำเหมือนกัน ที่น่าสนใจ (และน่าหนักใจ) คือเมื่อกรมอุตุฯ เปรียบเทียบปริมาณน้ำฝนย้อนหลังหลายๆ ปี กลับพบว่า แม้ปีนี้น้ำจะมากกว่าปกติ แต่ใช่ว่าจะมากที่สุด แล้วเหตุใดมันจึงท่วมรุนแรงที่สุดเล่า?</p>
<p>เมื่อเราประมวลข้อมูลได้ทั้งหมด คงไม่แปลกถ้าพบว่ามันมีปัจจัยและองค์ประกอบหลายอย่างเข้ามาหนุนกันให้เกิดผลกระทบทวีคูณ แต่เริ่มมีผู้ตั้งข้อสังเกตว่าสถานการณ์น้ำท่วมรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ตั้งแต่เกิดระบบ อบต. เมื่อแต่ละตำบลต่างลุกขึ้นฉาบปูนลำน้ำและสร้างทำนบกั้นน้ำปกป้องบ้านตัวเอง ต่างฝ่ายต่างทำโดยไม่ได้วางแผนร่วมกัน แต่ธรรมชาติไม่รู้จักพรมแดนตามเขตปกครองของมนุษย์ การจัดการรับมือกับธรรมชาติจึงต้องเป็นการจัดการแบบมีภาพรวมให้แต่ละท้องถิ่นสามารถปฏิบัติการได้สอดคล้องกัน</p>
<p>เมื่อพูดถึงน้ำ เราจึงต้องถอยออกมาดูในระดับภูมิภาค</p>
<p>มันเป็นเรื่องไม่กี่เรื่องที่สหภาพยุโรปลุกขึ้นออกกำหนดกฎกติการ่วมกันทุกประเทศ</p>
<p>ทำทำไมและทำเช่นไร ติดตามตอนหน้า</p>
<p><em>ThaiPublica.org, September 2011</em></p>
<br />  <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gocomments/oyspace.wordpress.com/200/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/comments/oyspace.wordpress.com/200/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godelicious/oyspace.wordpress.com/200/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/delicious/oyspace.wordpress.com/200/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gofacebook/oyspace.wordpress.com/200/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/facebook/oyspace.wordpress.com/200/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gotwitter/oyspace.wordpress.com/200/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/twitter/oyspace.wordpress.com/200/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gostumble/oyspace.wordpress.com/200/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/stumble/oyspace.wordpress.com/200/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godigg/oyspace.wordpress.com/200/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/digg/oyspace.wordpress.com/200/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/goreddit/oyspace.wordpress.com/200/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/reddit/oyspace.wordpress.com/200/" /></a> <img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=oyspace.wordpress.com&amp;blog=9764418&amp;post=200&amp;subd=oyspace&amp;ref=&amp;feed=1" width="1" height="1" />]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://oyspace.wordpress.com/2011/10/05/%e0%b8%81%e0%b8%95%e0%b8%b4%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a5%e0%b8%b8%e0%b9%88%e0%b8%a1%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%b3-%e0%b8%95%e0%b8%ad%e0%b8%99-1-%e0%b9%80%e0%b8%a1%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b9%80/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
	
		<media:content url="http://1.gravatar.com/avatar/56ec08b638a684ff09256b09222cf47d?s=96&#38;d=identicon&#38;r=G" medium="image">
			<media:title type="html">oykanjanavanit</media:title>
		</media:content>

		<media:content url="http://oyspace.files.wordpress.com/2011/10/reuters_thailand_flood_16sep11-878x587.jpg?w=300" medium="image">
			<media:title type="html">reuters_thailand_flood_16Sep11-878x587</media:title>
		</media:content>
	</item>
		<item>
		<title>จดหมายเปิดถึงนายกหญิง</title>
		<link>http://oyspace.wordpress.com/2011/10/03/%e0%b8%88%e0%b8%94%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b8%b4%e0%b8%94%e0%b8%96%e0%b8%b6%e0%b8%87%e0%b8%99%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%81%e0%b8%ab%e0%b8%8d%e0%b8%b4%e0%b8%87/</link>
		<comments>http://oyspace.wordpress.com/2011/10/03/%e0%b8%88%e0%b8%94%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b8%b4%e0%b8%94%e0%b8%96%e0%b8%b6%e0%b8%87%e0%b8%99%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%81%e0%b8%ab%e0%b8%8d%e0%b8%b4%e0%b8%87/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 03 Oct 2011 05:49:05 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Oy Kanjanavanit</dc:creator>
				<category><![CDATA[bicycle]]></category>
		<category><![CDATA[environment]]></category>
		<category><![CDATA[sustainability]]></category>
		<category><![CDATA[urban ecology]]></category>
		<category><![CDATA[congestion toll]]></category>
		<category><![CDATA[low carbon society]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://oyspace.wordpress.com/?p=193</guid>
		<description><![CDATA[เรียน พณ ท่านนายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2554 ท่านนายกไปเปิดงานประชุมการพัฒนาอย่างยั่งยืนของประเทศไทย Thailand Sustainable Development Symposium 2011 ที่จัดโดยบริษัทปูนซีเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) ท่านกล่าวเปิดงานประชุมว่า รู้สึกดีใจเป็นอย่างยิ่งที่ได้มาเปิดงาน เนื่องจากรัฐบาลมีนโยบายนำพาประเทศไทยไปสู่การเป็นสังคมคาร์บอนต่ำ อาทิ นโยบายคืนภาษีรถคันแรก และน้ำมันราคาถูกหรือคะท่านนายก? ท่านนายกขา ใครๆ เขาก็รู้สึกว่ามันขัดแย้งกับทิศทางการพัฒนาสังคมคาร์บอนต่ำจังเลยค่ะ นโยบายของท่านไม่เพียงทำให้คลังสูญเสียรายได้ถึง 30,000 ล้านบาทต่อปีจากภาษีรถคันแรก และ 6,000 ล้านบาทต่อเดือนจากน้ำมันราคาถูก แต่ที่สำคัญ นโยบายของท่านกำลังส่งเสริมให้คนใช้รถยนต์ส่วนตัวกันมากขึ้น ใช้น้ำมันกันมากขึ้น พฤติกรรมที่ล้วนแล้วแต่นำไปสู่การยกระดับให้เราเป็นสังคมคาร์บอนสูงปรี๊ด เพิ่มมลพิษในอากาศหายใจ เพิ่มโอกาสเป็นมะเร็งปอดของประชาชน จราจรติดขัด สุขภาพจิตเสีย และเรื่องแย่ๆ อีกมากมายที่ตามมากับภาวะของเมืองที่ตกเป็นจำเลยของกองทัพรถยนต์ โดยเฉพาะรถยนต์ใช้พลังงานฟอซซิลที่เราต้องนำเข้าจากต่างประเทศ เพราะรถยนต์สร้างปัญหามากมาย ตอนนี้ทั่วโลกเขาถึงมีแต่ออกนโยบายเพื่อให้คนลดใช้รถยนต์ไงคะ ดิฉันเป็นผู้หญิง ก็ไม่อยากให้ใครมาว่าว่านายกหญิงไทยที่บังเอิญหน้าตาสวยหุ่นดี ว่าเป็นได้แค่ตุ๊กตาบาร์บี้ เสียสถาบันหญิงไทยงามอย่างมีคุณค่าเปล่าๆ ท่านอย่าให้ใครบังอาจสบประมาท ท่านออกนโยบายใหม่มาเสริมดีกว่า ดิฉันเข้าใจว่าท่านไม่อยากทำเสียสัญญาเลือกตั้ง ไม่เป็นไรค่ะ สำนวนฝรั่งว่าถ้าส้มมันช้ำแล้วให้เอามาทำแยม [...]<img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=oyspace.wordpress.com&amp;blog=9764418&amp;post=193&amp;subd=oyspace&amp;ref=&amp;feed=1" width="1" height="1" />]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><a href="http://oyspace.files.wordpress.com/2011/10/bkktraffic.jpg"><img class="aligncenter size-medium wp-image-202" title="BKKTraffic" src="http://oyspace.files.wordpress.com/2011/10/bkktraffic.jpg?w=300&#038;h=199" alt="" width="300" height="199" /></a></p>
<p>เรียน พณ ท่านนายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร</p>
<p>เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2554 ท่านนายกไปเปิดงานประชุมการพัฒนาอย่างยั่งยืนของประเทศไทย Thailand Sustainable Development Symposium 2011 ที่จัดโดยบริษัทปูนซีเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) ท่านกล่าวเปิดงานประชุมว่า รู้สึกดีใจเป็นอย่างยิ่งที่ได้มาเปิดงาน เนื่องจากรัฐบาลมีนโยบายนำพาประเทศไทยไปสู่การเป็นสังคมคาร์บอนต่ำ</p>
<p>อาทิ นโยบายคืนภาษีรถคันแรก และน้ำมันราคาถูกหรือคะท่านนายก?</p>
<p><span id="more-193"></span></p>
<p>ท่านนายกขา ใครๆ เขาก็รู้สึกว่ามันขัดแย้งกับทิศทางการพัฒนาสังคมคาร์บอนต่ำจังเลยค่ะ นโยบายของท่านไม่เพียงทำให้คลังสูญเสียรายได้ถึง 30,000 ล้านบาทต่อปีจากภาษีรถคันแรก และ 6,000 ล้านบาทต่อเดือนจากน้ำมันราคาถูก แต่ที่สำคัญ นโยบายของท่านกำลังส่งเสริมให้คนใช้รถยนต์ส่วนตัวกันมากขึ้น ใช้น้ำมันกันมากขึ้น พฤติกรรมที่ล้วนแล้วแต่นำไปสู่การยกระดับให้เราเป็นสังคมคาร์บอนสูงปรี๊ด เพิ่มมลพิษในอากาศหายใจ เพิ่มโอกาสเป็นมะเร็งปอดของประชาชน จราจรติดขัด สุขภาพจิตเสีย และเรื่องแย่ๆ อีกมากมายที่ตามมากับภาวะของเมืองที่ตกเป็นจำเลยของกองทัพรถยนต์ โดยเฉพาะรถยนต์ใช้พลังงานฟอซซิลที่เราต้องนำเข้าจากต่างประเทศ</p>
<p>เพราะรถยนต์สร้างปัญหามากมาย ตอนนี้ทั่วโลกเขาถึงมีแต่ออกนโยบายเพื่อให้คนลดใช้รถยนต์ไงคะ</p>
<p>ดิฉันเป็นผู้หญิง ก็ไม่อยากให้ใครมาว่าว่านายกหญิงไทยที่บังเอิญหน้าตาสวยหุ่นดี ว่าเป็นได้แค่ตุ๊กตาบาร์บี้ เสียสถาบันหญิงไทยงามอย่างมีคุณค่าเปล่าๆ</p>
<p>ท่านอย่าให้ใครบังอาจสบประมาท ท่านออกนโยบายใหม่มาเสริมดีกว่า</p>
<p>ดิฉันเข้าใจว่าท่านไม่อยากทำเสียสัญญาเลือกตั้ง ไม่เป็นไรค่ะ สำนวนฝรั่งว่าถ้าส้มมันช้ำแล้วให้เอามาทำแยม มะนาวช้ำให้ทำน้ำมะนาว เกมนี้แก้ได้ ไม่เสียฟอร์ม</p>
<p>ลิ่วล้อของท่านบอกว่าการได้ครอบครองรถยนต์เป็นความฝันของมนุษย์ ฟังดูเชยตกยุคคาร์บอนต่ำจังเลยค่ะ คนเก๋ๆ เขาไม่คิดอย่างนั้นกันแล้ว แต่ไม่เป็นไรค่ะ ซื้อกันมาครองก็ได้ ท่านให้คนมีโอกาสได้เป็นเจ้าของรถยนต์ แต่ท่านสามารถส่งเสริมให้เราใช้รถแต่เมื่อจำเป็นต้องใช้ดีไหมคะ แบบนี้วินๆ ค่ะ ได้ครอบครองรถยนต์ แต่ไม่ใช้รถบ่อยเกินไป</p>
<p>หมายความว่า เราซื้อรถยนต์ได้ถูก แต่เวลาใช้เราต้องคำนึงถึงค่าภาระต่อสิ่งแวดล้อมและสังคมที่เราก่อขึ้น ตรงนี้แหละค่ะที่ท่านสามารถออกมาตรการเสริมมาจูงใจคัดหางเสือกำกับพฤติกรรมผู้บริโภค</p>
<p>คำถามคือในเมื่อท่านไปลดราคาน้ำมันเสียแล้ว ยังมีมาตรการอะไรอีกที่ท่านสามารถออกมาแก้รำได้</p>
<p>หลายเมืองใช้วิธีกำหนดโซนเก็บค่าทำจราจรติดขัดค่ะท่าน เก็บเป็นรายวันในช่วงเวลาที่คนเดินทางกันเยอะๆ เพื่อเป็นแรงจูงใจให้คนไม่ใช้รถยนต์ถ้าไม่จำเป็น ระบบเก็บเงินไม่ยุ่งยากเท่าไหร่ ไม่ต้องตั้งเป็นด่านเก็บตังค์คิวยาวแบบทางด่วนหรอกค่ะ จ่ายทางอินเทอร์เน็ตหรือกับไปรษณีย์ตามหมายเลขทะเบียนรถ ติดเซ็นเซอร์ที่รถ เวลาผ่านเขตโซนก็จะรับรู้ว่าคันไหนจ่ายไม่จ่ายหรือยัง ถ้าแอบเบี้ยวก็ปรับหนักไปเลยค่ะท่าน</p>
<p>เพื่อช่วยเหลือคนที่จำเป็นต้องใช้รถยนต์จริงๆ เช่น คนพิการ และแท็กซี่ ท่านก็สามารถยกเว้นกลุ่มนี้ได้ค่ะ ไม่เสียคะแนนนิยมด้วยค่ะท่าน แต่ได้โปรดจำกัดจำนวนแท็กซี่ด้วยนะคะ ไม่งั้นทุกคนจะหันมาขับแท็กซี่กันหมดค่ะ</p>
<p>รายละเอียดทางปฏิบัติอื่นๆ ศึกษาได้จากเมืองที่ทำมาแล้ว เช่น สิงคโปร์และลอนดอนที่ท่านช้อปกันบ่อยๆ</p>
<p>เริ่มในโซนเมืองชั้นในที่มีระบบขนส่งมวลชนสะดวกสบาย เงินที่เก็บได้จากค่าทำรถติด ก็นำมาใช้ปรับปรุงการสัญจรที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม พื้นฐานที่สุดก็ทางเดินเท้าดีๆ มีร่มไม้ปกคลุม พื้นถนนก็แบ่งมาทำเลนจักรยาน เลนรถเมล์คุณภาพ สามล้อปั่นระบบเกียร์ดีๆ ก็เก๋ไก๋ไม่เบา ไทยแลนด์ผลิตเองได้ แถมสร้างงานสีเขียวด้วยค่ะท่าน</p>
<p>แล้วไหนๆ ท่านก็เอ็นดูประชาชนตาดำๆ อยากให้มีรถขับขี่ หันมาพิจารณามอเตอร์ไซต์ไฟฟ้าก็ดีนะคะ แต่ต้องกำกับดูแลไม่ให้เผ้นผ้านวิ่งบนเลนจักรยานและทางเท้านะคะ มันเหมือนอำมาตย์มีอภิสิทธิค่ะ ไม่งามค่ะ ไม่งาม</p>
<p>และท่านต้องไม่ลืมอุดหนุนจักรยาน ทุกวันนี้ภาษีจักรยานพับได้สูงกว่าภาษีรถยนต์อีกนะท่าน ตั้ง 30 เปอร์เซ็นต์แน่ะ จักรยานประเภทนี้เหมาะที่สุดเลยสำหรับใช้สัญจรในเมือง ผู้หญิงสวยๆ อย่างท่านก็ปั่นได้สบาย</p>
<p>เมื่อจำนวนรถยนต์ที่เอาออกมาวิ่งกันบนท้องถนนลดลง เราก็จะพบว่าเรามีพื้นที่สาธารณะในเมืองเพิ่มขึ้นมากมาย ลานปูนที่เคยใช้จอดรถเอามาปลูกต้นไม้ เปลี่ยนเป็นสวนสาธารณะร่มรื่น ที่เมืองโบโกต้า ท่านผู้ว่าเพนาโลซ่าสามารถเพิ่มสวนใหม่ๆ ให้คนเมืองถึง 1,200 แห่งด้วยแนวทางลักษณะนี้ค่ะ</p>
<p>เราอยากเห็นท่านออกนโยบายประชานิยมแบบหว่านเมล็ดพืชงอกเงยได้ค่ะท่านขา อะไรเขียวๆ ดีต่อส่วนรวมก็ไปอุดหนุน อะไรเหม็นๆ เป็นภัยต่อสุขภาพและสวัสดิภาพอย่างรถยนต์ก็ไม่ต้องไปสนับสนุน</p>
<p>เมื่ออาทิตย์ที่แล้วก่อนวัน Car Free Day สากล มูลนิธิโลกสีเขียวสำรวจความคิดเห็นคนกรุงเทพฯ จำนวน 4,333 คนค่ะท่าน สำรวจทั้งทางอินเทอร์เน็ตและตามถนนหนทางที่มีรถไฟฟ้าผ่าน คนส่วนใหญ่ที่เราถามเป็นคนขับรถหรือใช้ขนส่งมวลชน เป็นคนขี่จักรยานประจำแค่ 8 เปอร์เซ็นต์ แต่เราพบว่าคนที่เราสำรวจถึง 86 เปอร์เซ็นต์บอกว่าจะหันมาขี่จักรยานถ้าเขาปั่นได้อย่างปลอดภัยค่ะ และ 93 เปอร์เซ็นต์ยินยอมให้แบ่งพื้นที่บนถนนมากั้นเป็นเลนจักรยานค่ะ ท่านไม่เชื่อท่านลองสำรวจใหม่เองสิคะ เพราะเครือข่ายสังคมออนไลน์ของเราคงจะค่อนไปทางเขียวๆ อยู่บ้างแหละค่ะ อันนี้ไม่ปฏิเสธ แต่ดิฉันฟันธงเลยค่ะว่า คนที่อยากขี่จักรยานมีจำนวนมากกว่าที่เราเห็นๆ บนท้องถนนหลายเท่าตัวค่ะ สิ่งที่เขาต้องการคือสภาพทางจักรยานที่ปลอดภัยเชื่อมต่อเป็นโครงข่ายให้ขี่ไปไหนๆ ได้ ต่อระบบขนส่งมวลชนได้ ความไม่ปลอดภัยมันมากับรถยนต์และมอเตอร์ไซต์ค่ะ นอกจากเสี่ยงถูกเฉี่ยวชนแล้ว เรายังไม่ชอบดมควันพิษเหม็นๆ ด้วยค่ะ</p>
<p>นโยบายเก็บค่าจราจรติดขัดจากรถยนต์เป็นมาตรการสร้างความยุติธรรมในสังคมค่ะ เพราะถนนเป็นพื้นที่ของทุกคน ต้องแบ่งปันกันใช้ ไม่ใช่เฉพาะสำหรับคนนั่งรถยนต์ อากาศหายใจก็เป็นสิทธิพื้นฐานของทุกชีวิต</p>
<p>สิ่งนี้ท่านมอบให้เราได้ จึงเรียกร้องมาเพื่อพิจารณา</p>
<p><em>กรุงเทพธุรกิจ: โลกในมือคุณ, ตุลาคม 2554</em></p>
<br />  <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gocomments/oyspace.wordpress.com/193/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/comments/oyspace.wordpress.com/193/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godelicious/oyspace.wordpress.com/193/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/delicious/oyspace.wordpress.com/193/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gofacebook/oyspace.wordpress.com/193/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/facebook/oyspace.wordpress.com/193/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gotwitter/oyspace.wordpress.com/193/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/twitter/oyspace.wordpress.com/193/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gostumble/oyspace.wordpress.com/193/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/stumble/oyspace.wordpress.com/193/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godigg/oyspace.wordpress.com/193/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/digg/oyspace.wordpress.com/193/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/goreddit/oyspace.wordpress.com/193/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/reddit/oyspace.wordpress.com/193/" /></a> <img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=oyspace.wordpress.com&amp;blog=9764418&amp;post=193&amp;subd=oyspace&amp;ref=&amp;feed=1" width="1" height="1" />]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://oyspace.wordpress.com/2011/10/03/%e0%b8%88%e0%b8%94%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b8%b4%e0%b8%94%e0%b8%96%e0%b8%b6%e0%b8%87%e0%b8%99%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%81%e0%b8%ab%e0%b8%8d%e0%b8%b4%e0%b8%87/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>14</slash:comments>
	
		<media:content url="http://1.gravatar.com/avatar/56ec08b638a684ff09256b09222cf47d?s=96&#38;d=identicon&#38;r=G" medium="image">
			<media:title type="html">oykanjanavanit</media:title>
		</media:content>

		<media:content url="http://oyspace.files.wordpress.com/2011/10/bkktraffic.jpg?w=300" medium="image">
			<media:title type="html">BKKTraffic</media:title>
		</media:content>
	</item>
		<item>
		<title>ความจริงวันนี้</title>
		<link>http://oyspace.wordpress.com/2011/09/02/%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%88%e0%b8%a3%e0%b8%b4%e0%b8%87%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%99%e0%b8%b5%e0%b9%89/</link>
		<comments>http://oyspace.wordpress.com/2011/09/02/%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%88%e0%b8%a3%e0%b8%b4%e0%b8%87%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%99%e0%b8%b5%e0%b9%89/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 02 Sep 2011 11:36:01 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Oy Kanjanavanit</dc:creator>
				<category><![CDATA[environment]]></category>
		<category><![CDATA[sustainability]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://oyspace.wordpress.com/?p=186</guid>
		<description><![CDATA[คงปฏิเสธไม่ได้ว่าตัวการสำคัญที่ทำให้โลกต้องเผชิญกับวิกฤตสิ่งแวดล้อมถึงขั้นสาหัสสากัณฑ์อยู่ทุกวันนี้ หนีไม่พ้นการบริโภคทรัพยากรทิ้งๆ ขว้างๆ ในอัตราและปริมาณมหาศาล ขับเคลื่อนโดยระบบเศรษฐกิจการตลาดที่ไม่คิดราคาต้นทุนที่แท้จริงของสิ่งแวดล้อม สองวิชาว่าด้วยศาสตร์แห่ง eco หรือ oikos&#8211;“บ้าน” ในรากภาษากรีก ได้แก่ economic เศรษฐศาสตร์ และ ecology นิเวศวิทยา แม้จะเป็นการศึกษาเกี่ยวกับบ้านหรือโลกใบนี้ของเราเหมือนกัน แต่ระบบเศรษฐกิจที่มนุษย์สร้างขึ้นทุกวันนี้กลับกลายเป็นระบบที่ไม่สอดคล้องกับระบบผลิตในวงจรธรรมชาติเลย เรียน eco เหมือนกันแท้ๆ แต่กลับพูดกันไม่ค่อยจะรู้เรื่อง เลยกลายเป็นว่าสินค้าและบริการหลายอย่างในสังคมที่มีต้นทุนทางสิ่งแวดล้อมสูง เช่น พืชผักที่ใช้ยาฆ่าหญ้า ยาฆ่าแมลง และปุ๋ยเคมี ซึ่งใช้น้ำมันปริมาณมากในการผลิต สามารถขายได้ในราคาถูกกว่าพืชผักอินทรีย์ปลอดสารที่อาศัยการดูแลระบบนิเวศตามธรรมชาติในดินเกื้อกูลการเจริญเติบโต มันเป็นเรื่องที่ทำให้เข้าใจเศรษฐศาสตร์ระบบตลาดปัจจุบันได้ยาก ธรรมชาติใช้เวลา 60 ล้านปีผลิตน้ำมัน ขุดเจาะขึ้นเอามาเผาแล้วทำโลกร้อน เอามาผลิตปุ๋ยไนโตรเจนก็ทำให้โลกร้อนมากขึ้นไปอีก แถมทำลายระบบนิเวศในดิน ทำให้ดินตาย ชะลงน้ำลงทะเลก็ทำให้สัตว์ในทะเลตาย ซ้ำกระบวนการผลิตปุ๋ยก็ต้องลงทุนลงแรงสร้างโรงงาน บริหารโรงงาน ทำการตลาด ฯลฯ ใส่พลังงานลงไปมากขนาดนี้ เหตุไฉนพืชผักเคมีจึงราคาถูก สำหรับคนที่เรียนวิชาคำนวณบวกลบคูณหารแบบตรงไปตรงมา กดเครื่องคิดเลขทำบัญชีรายรับรายจ่ายอย่างไร ก็ไม่เห็นว่ามันควรจะถูกได้เลย นี่คือความสามารถพิเศษของมนุษย์ เราสร้างระบบตลาดที่ไม่สะท้อนราคาที่แท้จริงของระบบธรรมชาติ ทั้งๆที่เราเป็นสัตว์ชนิดหนึ่ง ต้องพึ่งพาระบบธรรมชาติเพื่อดำรงพื้นฐานชีวิต หายใจ กิน ขี้ ปี้ [...]<img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=oyspace.wordpress.com&amp;blog=9764418&amp;post=186&amp;subd=oyspace&amp;ref=&amp;feed=1" width="1" height="1" />]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><a href="http://oyspace.files.wordpress.com/2011/09/oilspill.jpg"><img class="aligncenter size-medium wp-image-195" title="OilSpill" src="http://oyspace.files.wordpress.com/2011/09/oilspill.jpg?w=300&#038;h=225" alt="" width="300" height="225" /></a></p>
<p>คงปฏิเสธไม่ได้ว่าตัวการสำคัญที่ทำให้โลกต้องเผชิญกับวิกฤตสิ่งแวดล้อมถึงขั้นสาหัสสากัณฑ์อยู่ทุกวันนี้ หนีไม่พ้นการบริโภคทรัพยากรทิ้งๆ ขว้างๆ ในอัตราและปริมาณมหาศาล ขับเคลื่อนโดยระบบเศรษฐกิจการตลาดที่ไม่คิดราคาต้นทุนที่แท้จริงของสิ่งแวดล้อม</p>
<p>สองวิชาว่าด้วยศาสตร์แห่ง eco หรือ oikos&#8211;“บ้าน” ในรากภาษากรีก ได้แก่ economic เศรษฐศาสตร์ และ ecology นิเวศวิทยา แม้จะเป็นการศึกษาเกี่ยวกับบ้านหรือโลกใบนี้ของเราเหมือนกัน แต่ระบบเศรษฐกิจที่มนุษย์สร้างขึ้นทุกวันนี้กลับกลายเป็นระบบที่ไม่สอดคล้องกับระบบผลิตในวงจรธรรมชาติเลย</p>
<p><span id="more-186"></span></p>
<p>เรียน eco เหมือนกันแท้ๆ แต่กลับพูดกันไม่ค่อยจะรู้เรื่อง</p>
<p>เลยกลายเป็นว่าสินค้าและบริการหลายอย่างในสังคมที่มีต้นทุนทางสิ่งแวดล้อมสูง เช่น พืชผักที่ใช้ยาฆ่าหญ้า ยาฆ่าแมลง และปุ๋ยเคมี ซึ่งใช้น้ำมันปริมาณมากในการผลิต สามารถขายได้ในราคาถูกกว่าพืชผักอินทรีย์ปลอดสารที่อาศัยการดูแลระบบนิเวศตามธรรมชาติในดินเกื้อกูลการเจริญเติบโต มันเป็นเรื่องที่ทำให้เข้าใจเศรษฐศาสตร์ระบบตลาดปัจจุบันได้ยาก ธรรมชาติใช้เวลา 60 ล้านปีผลิตน้ำมัน ขุดเจาะขึ้นเอามาเผาแล้วทำโลกร้อน เอามาผลิตปุ๋ยไนโตรเจนก็ทำให้โลกร้อนมากขึ้นไปอีก แถมทำลายระบบนิเวศในดิน ทำให้ดินตาย ชะลงน้ำลงทะเลก็ทำให้สัตว์ในทะเลตาย ซ้ำกระบวนการผลิตปุ๋ยก็ต้องลงทุนลงแรงสร้างโรงงาน บริหารโรงงาน ทำการตลาด ฯลฯ ใส่พลังงานลงไปมากขนาดนี้ เหตุไฉนพืชผักเคมีจึงราคาถูก สำหรับคนที่เรียนวิชาคำนวณบวกลบคูณหารแบบตรงไปตรงมา กดเครื่องคิดเลขทำบัญชีรายรับรายจ่ายอย่างไร ก็ไม่เห็นว่ามันควรจะถูกได้เลย</p>
<p>นี่คือความสามารถพิเศษของมนุษย์ เราสร้างระบบตลาดที่ไม่สะท้อนราคาที่แท้จริงของระบบธรรมชาติ ทั้งๆที่เราเป็นสัตว์ชนิดหนึ่ง ต้องพึ่งพาระบบธรรมชาติเพื่อดำรงพื้นฐานชีวิต หายใจ กิน ขี้ ปี้ เยี่ยว เลี้ยงดูลูกหลาน เหมือนกับสัตว์อื่นๆ แต่เรากลับไปเข้าใจว่าระบบเศรษฐกิจการตลาดที่เราสร้างขึ้นมาทุกวันนี้คือ “ความเป็นจริง” ในชีวิตจริง และคนจำนวนไม่น้อยมองว่าพวกนักอนุรักษ์ นักสิ่งแวดล้อม เป็นคนที่ไม่มองโลกตาม “ความเป็นจริง”</p>
<p>แต่ความจริงก็คือ มันมีความเป็นจริงทางนิเวศและความเป็นจริงของสังคมมนุษย์ ทั้งนักนิเวศวิทยาและนักเศรษฐศาสตร์ต่างก็พยายามเข้าใจโลกตามจริง และเราขาดมุมมองทั้งสองไม่ได้เลย ตราบเท่าที่มนุษย์ยังเป็นสัตว์ และตราบเท่าที่มนุษย์ต้องอยู่ร่วมกับมนุษย์อื่น เพราะเราเป็นสัตว์สังคม เราแบ่งหน้าที่ทำงาน พึ่งพาอาศัยกัน</p>
<p>ทางออกของเราจึงต้องทำให้ความเป็นจริงทางเศรษฐกิจของสังคมมนุษย์สะท้อนความเป็นจริงทางนิเวศ ทั้งสองระบบ ทั้งสองมุมมอง ต้องไปด้วยกัน ส่งเสริมกัน ไม่ใช่ขัดแย้งกัน</p>
<p>เมื่อเร็วๆ นี้ ผู้เขียนได้คุยกับนักเศรษฐศาสตร์สิ่งแวดล้อมชาวเยอรมันคนหนึ่ง ชื่อคุณไค ชเลเกลมิลค์ (Kai Schlegelmilch) เขาอธิบายได้เห็นภาพว่า ทุกวันนี้ ประชากร 5-10% ในสังคมเปรียบเสมือนคนเดินขึ้นเขา เป็นกลุ่มคนที่ตัดสินใจทำสิ่งที่ไม่คุ้มค่าทางเศรษฐกิจ ไร้เหตุผลทางการเงินโดยสิ้นเชิง แต่ก็เลือกกระทำเพื่อส่งผลดีต่อสิ่งแวดล้อม ปัญหาก็คือตราบใดที่ทางเดินสีเขียวเป็นทางเดินขึ้นเขาชัน คนเดินต้องออกแรงต้านแรงดึงดูดโลก คนส่วนใหญ่ก็จะไม่เลือกเดินทางนี้ ซึ่งหมายความว่าปัญหาสิ่งแวดล้อมจะไม่ได้รับการแก้ไขอย่างยั่งยืนในวงกว้าง เราจึงจำเป็นต้องเปลี่ยนกฎกติกาในสังคมเพื่อปรับองศาความลาดชัน ให้ทางเดินสีเขียวเป็นเส้นทางที่ราบขึ้น จนคนอีก 90% ที่เหลือหันมาเดินทางนี้ เพราะมันเป็นทางเดินสะดวก คุ้มค่า กำไรดี โอ้ว! และแถมสิ่งแวดล้อมดีด้วย</p>
<p>กฎกติกาที่ว่าคือนโยบายและกฎหมายที่จะส่งผลให้ราคาสินค้าและการบริการในตลาดสะท้อนความเป็นจริงทางนิเวศ เพื่อจูงใจให้คนส่วนใหญ่หันมาตัดสินใจลงทุน จับจ่าย และเปลี่ยนพฤติกรรมในเชิงที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพราะนั่นคือความเป็นจริงที่สัตว์บนโลกอย่างเราต้องยอมรับ</p>
<p>หมายความว่ารัฐบาลต้องปฎิบัติการอีโคสองเด้ง ดูแลบ้านช่องและการบัญชีให้ดี เก็บภาษีสิ่งที่เป็นโทษต่อสิ่งแวดล้อม สิ่งที่เราไม่ต้องการให้เกิดขึ้นในสังคม และต้องเลิกอุดหนุนการประกอบการหรือกิจกรรมใดๆ ที่ทำลายสิ่งแวดล้อม (เช่น เกษตรใช้สารเคมี) พูดง่ายๆ ให้ครอบคลุมตามสำนวนคุณไค คือ แรงจูงใจทางเศรษฐกิจทั้งหมดที่วิ่งสวนทางกับเป้าหมายเพื่อสิ่งแวดล้อมควรจะได้รับการแก้ไข</p>
<p>ที่เหลือก็แล้วแต่จะจินตนาการคิดออกแบบกฎกติกา กูเกิ้ลเข้าไปหาดูตัวอย่างได้มากมาย อิตาลีออกกองทุนดอกเบี้ยต่ำให้เจ้าของอาคารปรับปรุงตึกรามบ้านช่องให้ประหยัดพลังงานภายใน 5 ปีก่อนเริ่มเก็บภาษีพลังงานกับอาคาร ลอนดอนเก็บค่าทำจราจรติดขัดกับรถยนต์ เยอรมันเก็บภาษีการบิน และแน่นอนว่าเก็บภาษีพลังงานจากเชื้อเพลิงฟอซซิล และภาษีถุงพลาสติกตามห้าง อันนี้พื้นฐานสุดๆ</p>
<p>หลายประเทศได้เริ่มดำเนินการเหล่านี้ไปแล้ว โดยเฉพาะประเทศในสหภาพยุโรป ริเริ่มไปกว่า 10 ปี บางประเทศเกือบ 20 ปี และหลายประเทศในเอเชียก็เริ่มแล้ว มาตรการการคลังเหล่านี้ทำพรวดพราดไม่ได้ ต้องค่อยๆ ทำ เพื่อให้ผู้คนในสังคมสามารถค่อยๆ ปรับตัวได้ ใครเริ่มมานานก็ทำได้มาก และจะได้เปรียบทางการค้าเมื่อเกิดข้อตกลงระดับโลกขึ้น</p>
<p>เรากำลังพูดถึงอนาคตอันใกล้ เพราะปีหน้าสังคมโลกมีนัดประชุมที่กรุงรีโอ ประเทศบราซิล ว่าด้วยวาระ “เศรษฐศาสตร์สีเขียว” เพื่อสิ่งแวดล้อม</p>
<p>หันมาดูประเทศไทย เรากำลังทำอะไรอยู่ เรามีนโยบายสวนทางกระแสโลก ภาษีรถยนต์บ้านเรา 15-25% ในขณะที่ภาษีรถจักรยานพับได้สูงถึง 30% ทั้งๆ ที่มันเป็นพาหนะปลอดมลพิษที่เหมาะที่สุดแก่การสัญจรในกรุง ก่อนยุคยิ่งลักษณ์ ไม่ว่าเราจะบ่นว่าน้ำมันแพงขนาดไหน แต่ราคาน้ำมันในบ้านเราที่ผ่านมาก็แทบจะถูกที่สุดในโลกอยู่แล้ว นี่เรายังมาทำให้ถูกลงไปอีก และเราไม่มีมาตรการทางกฎหมายเพื่อลดละเลิกการใช้ถุงพลาสติกเลยไม่ว่าจะในรัฐบาลยุคใด</p>
<p>จะเกิดอะไรขึ้น เมื่อหลายๆ ประเทศเสียภาษีคาร์บอนหรือภาษีพลังงาน แต่เราไม่เสีย ในอนาคตประเทศที่มีกฎหมายภาษีคาร์บอนอาจไม่สามารถนำเข้าสินค้าจากไทยแลนด์ได้ หรือมีกติกาบังคับให้ผู้ส่งออกสินค้าไทยต้องเสียภาษีคาร์บอนแก่ประเทศคู่ค้า แทนที่เม็ดเงินนั้นจะจ่ายเข้าคลังประเทศไทยในรูปแบบของภาษีภายในประเทศ เรากลับอาจต้องจ่ายให้แก่ประเทศอื่น</p>
<p>ตื่นเถิดชาวไทย เลิกฝันถึงน้ำมันราคาถูก เผชิญหน้ากับโลกของความจริง เพราะความเป็นจริงทางเศรษฐศาสตร์และสิ่งแวดล้อมกำลังจูนคลื่นเข้าหากัน</p>
<p><em>กรุงเทพธุรกิจ: กันยายน 2554</em></p>
<br />  <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gocomments/oyspace.wordpress.com/186/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/comments/oyspace.wordpress.com/186/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godelicious/oyspace.wordpress.com/186/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/delicious/oyspace.wordpress.com/186/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gofacebook/oyspace.wordpress.com/186/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/facebook/oyspace.wordpress.com/186/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gotwitter/oyspace.wordpress.com/186/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/twitter/oyspace.wordpress.com/186/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gostumble/oyspace.wordpress.com/186/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/stumble/oyspace.wordpress.com/186/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godigg/oyspace.wordpress.com/186/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/digg/oyspace.wordpress.com/186/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/goreddit/oyspace.wordpress.com/186/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/reddit/oyspace.wordpress.com/186/" /></a> <img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=oyspace.wordpress.com&amp;blog=9764418&amp;post=186&amp;subd=oyspace&amp;ref=&amp;feed=1" width="1" height="1" />]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://oyspace.wordpress.com/2011/09/02/%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%88%e0%b8%a3%e0%b8%b4%e0%b8%87%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%99%e0%b8%b5%e0%b9%89/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>3</slash:comments>
	
		<media:content url="http://1.gravatar.com/avatar/56ec08b638a684ff09256b09222cf47d?s=96&#38;d=identicon&#38;r=G" medium="image">
			<media:title type="html">oykanjanavanit</media:title>
		</media:content>

		<media:content url="http://oyspace.files.wordpress.com/2011/09/oilspill.jpg?w=300" medium="image">
			<media:title type="html">OilSpill</media:title>
		</media:content>
	</item>
		<item>
		<title>10 กติกาใช้ถนนร่วมกันกับจักรยาน</title>
		<link>http://oyspace.wordpress.com/2011/08/01/%e0%b9%83%e0%b8%8a%e0%b9%89%e0%b8%96%e0%b8%99%e0%b8%99%e0%b8%a3%e0%b9%88%e0%b8%a7%e0%b8%a1%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%88%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%a2%e0%b8%b2/</link>
		<comments>http://oyspace.wordpress.com/2011/08/01/%e0%b9%83%e0%b8%8a%e0%b9%89%e0%b8%96%e0%b8%99%e0%b8%99%e0%b8%a3%e0%b9%88%e0%b8%a7%e0%b8%a1%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%88%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%a2%e0%b8%b2/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 01 Aug 2011 04:23:06 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Oy Kanjanavanit</dc:creator>
				<category><![CDATA[Bangkok]]></category>
		<category><![CDATA[bicycle]]></category>
		<category><![CDATA[environment]]></category>
		<category><![CDATA[sustainability]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://oyspace.wordpress.com/?p=181</guid>
		<description><![CDATA[ถนนเป็นพื้นที่สาธารณะ เป็นทรัพยากรส่วนกลาง มีค่าและมีอยู่จำกัด จึงต้องจัดสรรแบ่งปันให้ยุติธรรม ความคิดว่าถนนเป็นพื้นที่ของรถยนต์เป็นสาเหตุต้นตอของปัญหาสังคมเมืองกรุงเทพฯ มันมีอิทธิพลต่อผังเมืองและวิศวกรรมการออกแบบถนนในบ้านเรา ทำให้มันมีรูปแบบที่เหมาะสมต่อรถยนต์เป็นหลัก แทบทุกคนจึงอยากมีรถยนต์ไว้ใช้ จนถนนหนทางแน่นขนัดไปด้วยรถยนต์ส่วนตัว เข้ามาล้ำพื้นที่เลนรถเมล์ซึ่งควรเป็นสิทธิของมวลชนหมู่มาก เมื่อรถติดไปไหนไม่ได้ มอเตอร์ไซค์ก็เข้ามาตอบโจทย์ สอดแทรกลัดเลาะตามช่องว่างระหว่างรถ และป่ายปีนขึ้นทางเท้าล่วงล้ำสิทธิคนเดินถนน แถวบ้านผู้เขียน รถยนต์เองก็ชอบปีนขึ้นมาจอดอยู่บ่อยๆ ช่วยกันพ่นไอเสีย ทำลายอากาศหายใจ สร้างปัญหาความเหลื่อมล้ำในสังคม ไฟจราจร ทางข้ามถนน ระบบเดินรถ ทั้งระบบวิ่งทางเดียว คู่ขนาน และยูเทิร์น ทั้งหมดออกแบบให้กับรถยนต์ ผู้ใช้ถนนอื่นๆ มีสภาพเป็นลูกเมียน้อยของคนใช้ในละครช่องเจ็ดสี ต้องลีบๆ ตัวลนลานคลานผ่านตีนคุณนาย หลบหลีกอารมณ์เกรี้ยวกราดของหญิงเล็กเอาแต่ใจตัว ไฟจราจรมากมายหลายแยกไม่มีจังหวะให้คนข้ามถนน เพราะอนุญาตให้รถเลนซ้ายวิ่งได้ตลอด แยกที่มีจังหวะข้ามก็ต้องยืนปิดจมูกรอกันนานมาก เพราะเราคิดว่าถนนเป็นคฤหาสถ์ของรถยนต์ รถยนต์จึงเบ่งครองเมืองได้เต็มที่ วิถีเบ่งด้วยกำลังไม่ใส่ใจผู้อ่อนแอกว่ากลายเป็นวิถีปกติที่เรายอมรับสภาพและถ่ายทอดให้ลูกหลาน ปัญหาการล่วงเกินสิทธิการสัญจรทางเลือกปลอดมลพิษสามารถบรรเทาได้ไม่ยากด้วยการปรับรายละเอียดรูปแบบถนนที่มีอยู่แล้ว แต่ก่อนอื่นใด เรามาปรับความเข้าใจกันใหม่ดีกว่า : ถนนเป็นพื้นที่ของทุกคน เราทั้งหมดล้วนแล้วแต่เป็นแขกผู้มาเยือน ขอยืมใช้ทรัพยากรส่วนรวม นั่นหมายความว่าเราต้องมีกติกาการใช้ถนนร่วมกัน “เรา” หมายถึงผู้ใช้ถนนสัญจร ได้แก่ รถยนต์ต่างๆ อาทิ รถเมล์ รถเก๋ง รถบรรทุก รถแท๊กซี่ สามล้อ [...]<img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=oyspace.wordpress.com&amp;blog=9764418&amp;post=181&amp;subd=oyspace&amp;ref=&amp;feed=1" width="1" height="1" />]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><a href="http://oyspace.files.wordpress.com/2011/08/isharetheroadsign.jpg"><img class="aligncenter size-medium wp-image-187" title="iShareTheRoadSign" src="http://oyspace.files.wordpress.com/2011/08/isharetheroadsign.jpg?w=300&#038;h=225" alt="" width="300" height="225" /></a></p>
<p>ถนนเป็นพื้นที่สาธารณะ เป็นทรัพยากรส่วนกลาง มีค่าและมีอยู่จำกัด</p>
<p>จึงต้องจัดสรรแบ่งปันให้ยุติธรรม</p>
<p>ความคิดว่าถนนเป็นพื้นที่ของรถยนต์เป็นสาเหตุต้นตอของปัญหาสังคมเมืองกรุงเทพฯ มันมีอิทธิพลต่อผังเมืองและวิศวกรรมการออกแบบถนนในบ้านเรา ทำให้มันมีรูปแบบที่เหมาะสมต่อรถยนต์เป็นหลัก แทบทุกคนจึงอยากมีรถยนต์ไว้ใช้ จนถนนหนทางแน่นขนัดไปด้วยรถยนต์ส่วนตัว เข้ามาล้ำพื้นที่เลนรถเมล์ซึ่งควรเป็นสิทธิของมวลชนหมู่มาก เมื่อรถติดไปไหนไม่ได้ มอเตอร์ไซค์ก็เข้ามาตอบโจทย์ สอดแทรกลัดเลาะตามช่องว่างระหว่างรถ และป่ายปีนขึ้นทางเท้าล่วงล้ำสิทธิคนเดินถนน แถวบ้านผู้เขียน รถยนต์เองก็ชอบปีนขึ้นมาจอดอยู่บ่อยๆ ช่วยกันพ่นไอเสีย ทำลายอากาศหายใจ สร้างปัญหาความเหลื่อมล้ำในสังคม</p>
<p><span id="more-181"></span></p>
<p>ไฟจราจร ทางข้ามถนน ระบบเดินรถ ทั้งระบบวิ่งทางเดียว คู่ขนาน และยูเทิร์น ทั้งหมดออกแบบให้กับรถยนต์ ผู้ใช้ถนนอื่นๆ มีสภาพเป็นลูกเมียน้อยของคนใช้ในละครช่องเจ็ดสี ต้องลีบๆ ตัวลนลานคลานผ่านตีนคุณนาย หลบหลีกอารมณ์เกรี้ยวกราดของหญิงเล็กเอาแต่ใจตัว ไฟจราจรมากมายหลายแยกไม่มีจังหวะให้คนข้ามถนน เพราะอนุญาตให้รถเลนซ้ายวิ่งได้ตลอด แยกที่มีจังหวะข้ามก็ต้องยืนปิดจมูกรอกันนานมาก</p>
<p>เพราะเราคิดว่าถนนเป็นคฤหาสถ์ของรถยนต์ รถยนต์จึงเบ่งครองเมืองได้เต็มที่ วิถีเบ่งด้วยกำลังไม่ใส่ใจผู้อ่อนแอกว่ากลายเป็นวิถีปกติที่เรายอมรับสภาพและถ่ายทอดให้ลูกหลาน</p>
<p>ปัญหาการล่วงเกินสิทธิการสัญจรทางเลือกปลอดมลพิษสามารถบรรเทาได้ไม่ยากด้วยการปรับรายละเอียดรูปแบบถนนที่มีอยู่แล้ว แต่ก่อนอื่นใด เรามาปรับความเข้าใจกันใหม่ดีกว่า : ถนนเป็นพื้นที่ของทุกคน เราทั้งหมดล้วนแล้วแต่เป็นแขกผู้มาเยือน ขอยืมใช้ทรัพยากรส่วนรวม</p>
<p>นั่นหมายความว่าเราต้องมีกติกาการใช้ถนนร่วมกัน</p>
<p>“เรา” หมายถึงผู้ใช้ถนนสัญจร ได้แก่ รถยนต์ต่างๆ อาทิ รถเมล์ รถเก๋ง รถบรรทุก รถแท๊กซี่ สามล้อ มอเตอร์ไซต์ รถเข็น สามล้อถีบ คนเดิน และจักรยานปั่นสองล้อ ส่วนผู้ใช้ถนนหนทางเพื่อกิจกรรมอื่น เช่น ขายของ ประท้วงรัฐบาล ฯลฯ เป็นคนละประเด็น ขออนุญาตไม่พูดถึง</p>
<p>เราตกลงกติกากันไม่ได้ถ้าเราไม่เข้าใจมุมมองและความต้องการของแต่ละฝ่าย ทุกวันนี้เรารู้ความต้องการของคนขับรถยนต์ เราเข้าใจหัวอกคนขึ้นรถเมล์และคนเดินถนน แม้ว่าการสัญจรโหมดนี้จะยังไม่ได้รับความยุติธรรมก็ตาม แต่คนในสังคมส่วนใหญ่ยังไม่ค่อยเข้าใจจักรยาน ในฐานะที่ผู้เขียนใช้การสัญจรทุกรูปแบบ รวมถึงเรือด้วย วันนี้จึงขอนำเสนอเฉพาะกติกาการใช้ถนนร่วมกับจักรยาน</p>
<p>จักรยานมีคุณสมบัติต่างและคล้ายกับการสัญจรอื่นๆ ดังนี้ 1) ปลอดมลพิษเช่นเดียวกับคนเดิน สามล้อถีบ และรถเข็น 2) ปราดเปรียวรวดเร็วกว่าคนเดินและรถเข็น 3) ช้ากว่ารถยนต์และมอเตอร์ไซค์ในสภาพจราจรคล่องตัว แต่เร็วกว่ารถยนต์ในสภาพจราจรติดขัด 4) เลี้ยงตัวบนสองล้อ เสียสมดุลย์ได้ง่าย 5) เงียบ มีขนาดเล็ก ผู้ใช้ถนนอื่นจึงมักไม่ได้ยิน หรือมองไม่เห็น</p>
<p>จักรยานจึงต้องการลู่วิ่งแยกจากคนเดินและรถเครื่องทั้งหลาย เพราะสปีดไม่สอดคล้องกับการสัญจรอื่น และต้องการพื้นที่ “กันชน/กันล้ม” เพื่อความปลอดภัย</p>
<p>ขอนำเสนอกติกา 10 ข้อเมื่อใช้ถนนร่วมกับจักรยาน หลายข้อเป็นกติกาสากล สะสมจากประสบการณ์ร่วมมากมาย ไม่ได้นั่งเทียนเขียน อีกหลายขอเป็นสามัญสำนึก และบางข้อเป็นกรณีเฉพาะของกรุงเทพฯ ที่ต้องขอความเห็นใจกัน</p>
<p>1).เมื่อขับผ่านจักรยาน เว้นระยะห่าง 1 เมตรระหว่างรถและจักรยาน อย่าเฉี่ยวผ่านใกล้ๆ</p>
<p>2).ไม่ขับรถทับเลนจักรยานบนถนนที่มีเลนจักรยาน</p>
<p>3).จอดรถยนต์ด้านนอกเลนจักรยาน อย่าจอดทับเลน อันนี้เป็นกฎระเบียบตามกฎหมายที่ไม่มีใครรู้</p>
<p>4).เปิดประตูรถโปรดระวังจักรยาน</p>
<p>5).เลี้ยวซ้ายหรือหยุดจอดรถ โปรดให้สัญญานไฟและดูดีๆ ก่อนเลี้ยว ระวังตัดหน้าจักรยาน</p>
<p>6).เมื่อจอดรอไฟแดง ปล่อยให้จักรยานจอดข้างหน้ารถยนต์และมอเตอร์ไซค์ เพื่อให้ทุกคนมองเห็นจักรยานเมื่อออกรถตอนไฟเขียว</p>
<p>7).บางครั้งจักรยานไม่สามารถขี่ชิดซ้ายได้เพราะต้องหลีกเลี่ยงฝาท่อหรือร่องอันตรายบนผิวถนน พื้นผิวพวกนี้ไม่เป็นอุปสรรคต่อรถยนต์ แต่มันเป็นมหาภัยแก่จักรยาน ล้มได้ง่ายๆ ขอความเข้าใจ ทำใจเย็นๆ รอหน่อยนะคุณพี่ คิดเสียว่าจักรยานหนึ่งคันบนถนนหมายถึงมีรถยนต์ใช้ถนนน้อยลงไปหนึ่งคัน กินที่น้อยกว่าเยอะ พ้นอุปสรรคตรงนี้เดี๋ยวเขาก็ชิดซ้ายหลีกทางให้คุณวิ่งสบาย (แต่อย่าลืมกติกาข้อ 1 ก็แล้วกัน)</p>
<p>8).ไม่ขายของหรือตั้งสิ่งกีดขวางทางจักรยาน</p>
<p>9).คนข้ามถนนอย่าใจลอย ดูดีๆ ก่อนก้าวลงถนน จักรยานไม่มีเสียง คุณชนจักรยานคุณแค่เจ็บ จักรยานโดนคุณชนล้มบนถนนมีรถวิ่ง ถึงตายได้ง่ายๆ ผู้เขียนโดนมาแล้ว ทิ้งฟันหน้าไว้หนึ่งซี่บนถนนในกรุงลอนดอน ในกรุงเทพฯ ก็โดนมาแล้วเหมือนกัน แต่แค่เข่าถลอก</p>
<p>10).จักรยานวิ่งบนทางเท้าได้และใช้ทางม้าลายข้ามถนนได้ แต่ต้องเคารพสิทธิคนเดินเป็นอันดับหนึ่ง</p>
<p>และแน่นอนว่าจักรยานเองก็พึงปฏิบัติตามกฎจราจรเช่นเดียวกับพาหนะอื่น รู้จักหยุดให้คนข้ามทางม้าลาย และอย่าลืมติดไฟรอบตัวให้คนอื่นเห็นเวลาปั่นตอนกลางคืน เข้าใจด้วยว่าคนขับรถทรงสูงๆ อย่างรถเมล์หรือรถบรรทุกมีมุมอับ มองไม่เห็นวัตถุเล็กๆ ผอมๆ ที่อยู่ต่ำใกล้ๆ เขา ทางที่ดีอย่าเข้าไปประชิดใกล้</p>
<p>เอาใจเขามาใส่ใจเราได้ไม่ยากถ้าหาประสบการณ์ร่วม คนขี่จักรยานลองกลับไปขึ้นรถเมล์ และคนขับรถยนต์ลองหาโอกาสขี่จักรยาน</p>
<p>โลกทัศน์หลากสีได้ด้วยมุมมองที่หลากหลาย</p>
<p><em>กรุงเทพธุรกิจ: โลกในมือคุณ, สิงหาคม 2554</em></p>
<br />  <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gocomments/oyspace.wordpress.com/181/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/comments/oyspace.wordpress.com/181/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godelicious/oyspace.wordpress.com/181/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/delicious/oyspace.wordpress.com/181/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gofacebook/oyspace.wordpress.com/181/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/facebook/oyspace.wordpress.com/181/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gotwitter/oyspace.wordpress.com/181/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/twitter/oyspace.wordpress.com/181/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gostumble/oyspace.wordpress.com/181/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/stumble/oyspace.wordpress.com/181/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godigg/oyspace.wordpress.com/181/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/digg/oyspace.wordpress.com/181/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/goreddit/oyspace.wordpress.com/181/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/reddit/oyspace.wordpress.com/181/" /></a> <img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=oyspace.wordpress.com&amp;blog=9764418&amp;post=181&amp;subd=oyspace&amp;ref=&amp;feed=1" width="1" height="1" />]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://oyspace.wordpress.com/2011/08/01/%e0%b9%83%e0%b8%8a%e0%b9%89%e0%b8%96%e0%b8%99%e0%b8%99%e0%b8%a3%e0%b9%88%e0%b8%a7%e0%b8%a1%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%88%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%a2%e0%b8%b2/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>3</slash:comments>
	
		<media:content url="http://1.gravatar.com/avatar/56ec08b638a684ff09256b09222cf47d?s=96&#38;d=identicon&#38;r=G" medium="image">
			<media:title type="html">oykanjanavanit</media:title>
		</media:content>

		<media:content url="http://oyspace.files.wordpress.com/2011/08/isharetheroadsign.jpg?w=300" medium="image">
			<media:title type="html">iShareTheRoadSign</media:title>
		</media:content>
	</item>
		<item>
		<title>จักรยานน่าหมั่นไส้?</title>
		<link>http://oyspace.wordpress.com/2011/07/05/%e0%b8%88%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%a2%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%99%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b1%e0%b9%88%e0%b8%99%e0%b9%84%e0%b8%aa%e0%b9%89/</link>
		<comments>http://oyspace.wordpress.com/2011/07/05/%e0%b8%88%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%a2%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%99%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b1%e0%b9%88%e0%b8%99%e0%b9%84%e0%b8%aa%e0%b9%89/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 05 Jul 2011 12:42:28 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Oy Kanjanavanit</dc:creator>
				<category><![CDATA[bicycle]]></category>
		<category><![CDATA[environment]]></category>
		<category><![CDATA[sustainability]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://oyspace.wordpress.com/?p=175</guid>
		<description><![CDATA[ต้องยอมรับว่าปีนี้จักรยานกำลังเป็นเทรนด์ที่เริ่มมาแรงชัดเจน เราเห็นคนขี่จักรยานกันมากขึ้น เห็นจักรยานขึ้นปกนิตยสารหลายฉบับ ตั้งแต่นิตยสารสายสังคมและสิ่งแวดล้อม ไปถึงนิตยสารแฟชั่นไลฟ์สไตล์ เราเห็นคอลัมน์จักรยานผุดขึ้นมาตามสื่อต่างๆ เห็นร้านค้าหลายแห่งสรรหาจักรยานโบราณมาประดับตกแต่งหน้าต่างร้าน โดยเฉพาะร้านอาหารเก๋ๆ กาแฟถ้วยละเกือบ 100 บาท ร้านเสื้อผ้าชิคๆ ขายกระโปรงตัวละ 3-4,000 บาทขึ้นไป ตัวหนึ่งซื้อจักรยานแม่บ้านมือสองได้ 3-4 คัน ไอ้จักรยานโบราณที่มาตั้งโชว์ มีดอกไม้เสียบในตะกร้า ดูสดใสสบายใจดี แต่หนักโคตรๆ จนมั่นใจได้ว่าคนไทยหนึ่งล้านคน โดยเฉพาะคนที่ซื้อกระโปรงนั่นไป จะไม่เอามาปั่นลั่นล้าจริงจังแน่นอน อะไรที่เริ่มเป็นแฟชั่นย่อมเจอปฏิกิริยาโต้กลับ ไม่ทันที่วาระการสัญจรด้วยจักรยานในเมืองจะตั้งไข่ได้เท่าไหร่ ก็มีกระแสหมั่นไส้จักรยานในสังคมไทยตามเสียดเทรนด์มาติดๆ รับประกันอาการขี้หมั่นไส้ชอบบั่นทอนคู่จริตวิถีไทย หมั่นไส้ความตอแหลของแฟชั่นตรงนู้นตรงนี้พอเม้าท์สนุกปากก็ว่าไปอย่าง แต่ตอนนี้ชักพาลเลยเถิดเป็นแอนตี้จักรยานในฐานะพาหนะสัญจร หรือแอนตี้กลุ่มคนขับเคลื่อนการใช้จักรยานเป็นพาหนะทางเลือก อาทิ “พวกจักรยานมันคนรวย เรื่องอะไรกรูจะแบ่งถนนให้พวกมัน เรื่องอะไรจะไปช่วยคนรวย” “ดูดิ ขี่จักรยานเที่ยวเล่นสุดสัปดาห์ มีเวลาว่างมากกันจัง” เทรนด์จักรยานดูเผินๆ อาจเหมือนเป็นแฟชั่นฉาบฉวย แต่ขอฟันธงว่าเทรนด์นี้ต่างจากแฟชั่นกางเกงขาลีบขาบานที่ผันแปรไปตามฤดูกาล กระแสที่เรากำลังเห็นเป็นปรากฎการณ์ของการแปรเปลี่ยนยุคสมัย เป็นการผลัดเปลี่ยนกระบวนทัศน์ในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ จากสังคมเสพน้ำมันแห่งศตวรรษที่ 20 สู่สังคมคาร์บอนต่ำแห่งศตวรรษที่ 21 เทรนด์จักรยานฟื้นขึ้นมาทั่วโลกเพราะวิกฤตสิ่งแวดล้อม ภาวะโลกร้อนกำลังเปลี่ยนความคิดคนรุ่นใหม่ ผนวกกับวิกฤตเศรษฐกิจน้ำมันแพงเป็นแรงผลักดันให้คนหันมาขี่จักรยานกันมากขึ้น ความเห็นว่าจักรยานเป็นเรื่องของคนรวยเป็นแค่ความเห็นของคนปากพล่อยที่ขาดความรู้และข้อมูล ทุกวันนี้ แม้ว่าคนรุ่นใหม่มีสตังค์จะขี่จักรยานกันมากขึ้น แต่คนใช้จักรยานหรือรถถีบอื่นๆ [...]<img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=oyspace.wordpress.com&amp;blog=9764418&amp;post=175&amp;subd=oyspace&amp;ref=&amp;feed=1" width="1" height="1" />]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><a href="http://oyspace.files.wordpress.com/2011/07/woman-bicycle-commute1.png"><img class="aligncenter size-medium wp-image-182" title="woman-bicycle-commute1" src="http://oyspace.files.wordpress.com/2011/07/woman-bicycle-commute1.png?w=300&#038;h=170" alt="" width="300" height="170" /></a></p>
<p>ต้องยอมรับว่าปีนี้จักรยานกำลังเป็นเทรนด์ที่เริ่มมาแรงชัดเจน</p>
<p>เราเห็นคนขี่จักรยานกันมากขึ้น เห็นจักรยานขึ้นปกนิตยสารหลายฉบับ ตั้งแต่นิตยสารสายสังคมและสิ่งแวดล้อม ไปถึงนิตยสารแฟชั่นไลฟ์สไตล์ เราเห็นคอลัมน์จักรยานผุดขึ้นมาตามสื่อต่างๆ เห็นร้านค้าหลายแห่งสรรหาจักรยานโบราณมาประดับตกแต่งหน้าต่างร้าน โดยเฉพาะร้านอาหารเก๋ๆ กาแฟถ้วยละเกือบ 100 บาท ร้านเสื้อผ้าชิคๆ ขายกระโปรงตัวละ 3-4,000 บาทขึ้นไป ตัวหนึ่งซื้อจักรยานแม่บ้านมือสองได้ 3-4 คัน ไอ้จักรยานโบราณที่มาตั้งโชว์ มีดอกไม้เสียบในตะกร้า ดูสดใสสบายใจดี แต่หนักโคตรๆ จนมั่นใจได้ว่าคนไทยหนึ่งล้านคน โดยเฉพาะคนที่ซื้อกระโปรงนั่นไป จะไม่เอามาปั่นลั่นล้าจริงจังแน่นอน</p>
<p><span id="more-175"></span></p>
<p>อะไรที่เริ่มเป็นแฟชั่นย่อมเจอปฏิกิริยาโต้กลับ ไม่ทันที่วาระการสัญจรด้วยจักรยานในเมืองจะตั้งไข่ได้เท่าไหร่ ก็มีกระแสหมั่นไส้จักรยานในสังคมไทยตามเสียดเทรนด์มาติดๆ รับประกันอาการขี้หมั่นไส้ชอบบั่นทอนคู่จริตวิถีไทย</p>
<p>หมั่นไส้ความตอแหลของแฟชั่นตรงนู้นตรงนี้พอเม้าท์สนุกปากก็ว่าไปอย่าง แต่ตอนนี้ชักพาลเลยเถิดเป็นแอนตี้จักรยานในฐานะพาหนะสัญจร หรือแอนตี้กลุ่มคนขับเคลื่อนการใช้จักรยานเป็นพาหนะทางเลือก อาทิ</p>
<p>“พวกจักรยานมันคนรวย เรื่องอะไรกรูจะแบ่งถนนให้พวกมัน เรื่องอะไรจะไปช่วยคนรวย”</p>
<p>“ดูดิ ขี่จักรยานเที่ยวเล่นสุดสัปดาห์ มีเวลาว่างมากกันจัง”</p>
<p>เทรนด์จักรยานดูเผินๆ อาจเหมือนเป็นแฟชั่นฉาบฉวย แต่ขอฟันธงว่าเทรนด์นี้ต่างจากแฟชั่นกางเกงขาลีบขาบานที่ผันแปรไปตามฤดูกาล กระแสที่เรากำลังเห็นเป็นปรากฎการณ์ของการแปรเปลี่ยนยุคสมัย เป็นการผลัดเปลี่ยนกระบวนทัศน์ในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ จากสังคมเสพน้ำมันแห่งศตวรรษที่ 20 สู่สังคมคาร์บอนต่ำแห่งศตวรรษที่ 21</p>
<p>เทรนด์จักรยานฟื้นขึ้นมาทั่วโลกเพราะวิกฤตสิ่งแวดล้อม ภาวะโลกร้อนกำลังเปลี่ยนความคิดคนรุ่นใหม่ ผนวกกับวิกฤตเศรษฐกิจน้ำมันแพงเป็นแรงผลักดันให้คนหันมาขี่จักรยานกันมากขึ้น ความเห็นว่าจักรยานเป็นเรื่องของคนรวยเป็นแค่ความเห็นของคนปากพล่อยที่ขาดความรู้และข้อมูล ทุกวันนี้ แม้ว่าคนรุ่นใหม่มีสตังค์จะขี่จักรยานกันมากขึ้น แต่คนใช้จักรยานหรือรถถีบอื่นๆ ส่วนใหญ่ยังคงเป็นคนมีรายได้ต่ำอยู่ดี จำนวนไม่น้อยเพิ่งเปลี่ยนจากมอไซต์มาเป็นจักรยานไม่กี่ปีมานี้เองเมื่อราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้น คนถีบสามล้อขายไอติมคนหนึ่งเล่าให้ฟังว่า ตั้งแต่เปลี่ยนจากรถเครื่องมาเป็นรถถีบ เขาประหยัดเงินได้ถึงเดือนละ 2,000 บาท แถมสุขภาพดีขึ้นเพราะได้ออกกำลัง</p>
<p>การเอื้ออำนวยความสะดวกแก่จักรยานจึงไม่ใช่การช่วยคนรวย จริงๆ แล้วเป็นการลดความเหลื่อมล้ำในสังคมลงไปด้วยซ้ำ จึงต้องถือว่าเป็นการช่วยส่วนรวม คนรวยมีรถยนต์แต่บางครั้งเลือกขี่จักรยานแทนเอารถออกมาวิ่ง หมายถึงอากาศที่มีมลพิษน้อยลงสำหรับทุกคน หมายถึงจำนวนรถกินที่บนถนนทำจราจรติดขัดน้อยลงไปอีกหนึ่งคัน เพราะจักรยานจะแพงจะถูกแค่ไหนก็มีขนาดไม่ต่างกันเท่าไหร่ ไม่สามารถวางก้ามใหญ่โตเบียดเบียนผู้อื่นได้มากมาย ราคาของจักรยานที่แตกต่างกันก็ไม่ใช่เรื่องใหม่ในสังคม มันก็เหมือนราคาสินค้าทั้งหลาย เหมือนกับรถยนต์ที่มีหลายเกรดตามคุณภาพที่ต่างกัน หรือมอไซต์ หรือเสื้อผ้า หรือรองเท้า สินค้าต่างระดับไม่ใช่ประเด็นใหม่ ถ้าจะโวยวายเรื่องนี้ ก็ไม่ต้องมาเจาะจงเฉพาะจักรยาน มันฟังไม่ขึ้น</p>
<p>น่าสังเกตว่าจักรยานอย่างดีราคาหลักหมื่น อย่างไรๆ ก็ถูกกว่ารถยนต์ แล้วทำไมไม่หมั่นไส้รถยนต์? หรือว่าเราชินชากับรถยนต์ คิดไปเองว่ามันเป็นของจำเป็น เลยยอมรับมัน แต่ยังไม่คุ้นเคยกับจักรยาน ซึ่งถือว่าเป็นน้องใหม่เข้ามาทวงสิทธิบนท้องถนน เลยพาลเห็นมันเป็นเพียงแค่ของเล่น?</p>
<p>แฟชั่นจักรยานเก๋ไก๋ไม่ใช่อุบัติเหตุ มันเป็นความจงใจสร้างสรรค์ให้สังคมดีขึ้นของคนในวงการดีไซน์ที่ใช้จุดแข็งของตัวเองช่วยแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อม เพราะความเท่มันมีพลังมหาศาล สามารถเปลี่ยนสังคมกระแสหลักได้ง่ายและเร็วกว่าการใช้ความรู้สร้างจิตสำนึก ซึ่งแม้จะยั่งยืนกว่าในที่สุด แต่มันเจอแรงเสียดทานสูงกว่า ต้องยอมรับว่าคนทำงานสิ่งแวดล้อมสายตรงอย่างผู้เขียน ซึ่งคนส่วนใหญ่ไม่เห็นว่าเป็นคนเท่ ไม่สามารถมีอิทธิพลได้กว้างไกลมากนักในสังคม เราต้องใช้จุดแข็งด้านองค์ความรู้และข้อมูลของเราไปเชื่อมต่อกับจุดแข็งของคนอื่น เพราะที่สุดแล้ว เราทุกคนจุดประกายคนได้เพียงกลุ่มหนึ่ง จุดกันต่อๆ เป็นทอดๆ จึงจะเปลี่ยนสังคม</p>
<p>วงการแฟชั่นและดีไซน์ไม่ได้เป็นเพียงวงการฟุ้งเฟ้อถลุงทรัพยากรเสมอไป แฟชั่นเป็นเครื่องมือน่าทึ่ง โกโก้ ชาเนล ไต่เต้าจากชนชั้นล่างขึ้นมามีอิทธิพลเหนือความคิดและพฤติกรรมของชนชั้นสูงและสังคมวงกว้าง พร้อมๆ กับปลดปล่อยผู้หญิงจากเครื่องแต่งกายรุ่มร่ามบีบรัดซี่โครงหายใจได้ไม่เต็มปอด เปลี่ยนไปนุ่งกางเกงและเสื้อผ้าง่ายๆ ใส่สบายคล่องตัว เปลี่ยนบทบาทผู้หญิงสู่อิสรภาพชนิดไม่มียูเทิร์น วิเวียน เวสต์วู้ด หลอกล่อให้หญิงไฮโซมาใส่เสื้อผ้าขาดวิ่นแนวพั้งค์ สร้างความเท่แบบสาวงบต่ำ ลดช่องว่างระหว่างชนชั้นในสังคมอังกฤษกันจะๆ ต่อหน้าต่อตา แม้ไม่ชอบเสื้อผ้าของวิเวียน เวสต์วู้ด แต่ก็ต้องปรบมือให้ คารวะเธอสักหนึ่งจอก</p>
<p>ทั้งชาเนลและเวสต์วู้ดเป็นคนที่รู้จักคุณค่าของตัวเองในฐานะมนุษย์ เธอเป็นตัวของตัวเองและความมั่นใจของเธอแปรออกมาเป็นความเท่ที่คนอื่นอยากลอกเลียนแบบ</p>
<p>แฟชั่นจักรยานเก๋ก็เป็นยุทธศาสตร์แนวเดียวกัน จักรยานเป็นพาหนะเชื่องๆ ไม่ดุร้าย จึงยากที่จะใช้กำลังเข้าสู้ยื้อแย่งสิทธิอันชอบธรรมบนถนนได้อย่างที่รถยนต์และมอไซต์ทำ หากเราอยากดึงดูดให้จักรยานเข้ามาอยู่ในสายตา ก็จำเป็นต้องใช้กลเม็ดอื่น การสร้างเสน่ห์แก่ภาพลักษณ์จักรยานเป็นเครื่องมือไม่กี่อย่างที่เราทำกันได้</p>
<p>แต่ที่สุดแล้วก็ไม่มีใครมีเสน่ห์เท่เก๋ไก๋สำหรับทุกคน กลุ่มจักรยานแนวสปอร์ตก็ชอบจักรยานไฮเทคใส่ชุดจิ้งเหลน เพราะสิ่งที่พวกเขาชื่นชอบคือประสิทธิภาพและความเร็ว กลุ่มเด็กแนวชอบฟิกซ์เกียร์ ส่วนคนอีกจำนวนหนึ่งเลือกใช้จักรยานที่เหมาะแก่การขี่ไปทำงานไปไหนต่อไหนในชีวิตประจำวัน หลายคนถือเป็นหน้าที่ทางการเมือง ตั้งใจให้คนเห็นว่าตนเป็นคนธรรมดาแต่งตัวธรรมดาขี่จักรยานธรรมดาเพื่อให้จักรยานดูเป็นพาหนะปกติบนท้องถนน เช่นผู้เขียนตั้งใจซื้อกระโปรงใส่ปั่นไปทำงานให้เห็นกันว่าสาวออฟฟิซก็ขี่จักรยานได้ เป็นเลดี้ไม่โป๊เลย</p>
<p>ขอให้กำลังใจแก่ผู้ใช้จักรยานทุกคน โปรดอย่าหวั่นไหวกับเสียงเหน็บแนบ</p>
<p>เราไม่ปล่อยมลพิษ เราไม่ได้เบียดเบียนผู้อื่น เราจึงไม่หนักปอดทับกบาลอะไรใครเลย พับผ่าสิ</p>
<p><em>กรุงเทพธุรกิจ: โลกในมือคุณ, กรกฎาคม 2554</em></p>
<br />  <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gocomments/oyspace.wordpress.com/175/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/comments/oyspace.wordpress.com/175/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godelicious/oyspace.wordpress.com/175/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/delicious/oyspace.wordpress.com/175/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gofacebook/oyspace.wordpress.com/175/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/facebook/oyspace.wordpress.com/175/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gotwitter/oyspace.wordpress.com/175/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/twitter/oyspace.wordpress.com/175/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gostumble/oyspace.wordpress.com/175/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/stumble/oyspace.wordpress.com/175/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godigg/oyspace.wordpress.com/175/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/digg/oyspace.wordpress.com/175/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/goreddit/oyspace.wordpress.com/175/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/reddit/oyspace.wordpress.com/175/" /></a> <img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=oyspace.wordpress.com&amp;blog=9764418&amp;post=175&amp;subd=oyspace&amp;ref=&amp;feed=1" width="1" height="1" />]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://oyspace.wordpress.com/2011/07/05/%e0%b8%88%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%a2%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%99%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b1%e0%b9%88%e0%b8%99%e0%b9%84%e0%b8%aa%e0%b9%89/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>7</slash:comments>
	
		<media:content url="http://1.gravatar.com/avatar/56ec08b638a684ff09256b09222cf47d?s=96&#38;d=identicon&#38;r=G" medium="image">
			<media:title type="html">oykanjanavanit</media:title>
		</media:content>

		<media:content url="http://oyspace.files.wordpress.com/2011/07/woman-bicycle-commute1.png?w=300" medium="image">
			<media:title type="html">woman-bicycle-commute1</media:title>
		</media:content>
	</item>
		<item>
		<title>มหัศจรรย์ไลเคนกลางเมืองสิงคโปร์</title>
		<link>http://oyspace.wordpress.com/2011/05/30/%e0%b8%a1%e0%b8%ab%e0%b8%b1%e0%b8%a8%e0%b8%88%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a2%e0%b9%8c%e0%b9%84%e0%b8%a5%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%99%e0%b8%81%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%a1%e0%b8%b7%e0%b8%ad/</link>
		<comments>http://oyspace.wordpress.com/2011/05/30/%e0%b8%a1%e0%b8%ab%e0%b8%b1%e0%b8%a8%e0%b8%88%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a2%e0%b9%8c%e0%b9%84%e0%b8%a5%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%99%e0%b8%81%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%a1%e0%b8%b7%e0%b8%ad/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 30 May 2011 14:51:14 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Oy Kanjanavanit</dc:creator>
				<category><![CDATA[biodiversity]]></category>
		<category><![CDATA[biological indicators]]></category>
		<category><![CDATA[environment]]></category>
		<category><![CDATA[sustainability]]></category>
		<category><![CDATA[urban ecology]]></category>
		<category><![CDATA[air pollution]]></category>
		<category><![CDATA[lichen]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://oyspace.wordpress.com/?p=169</guid>
		<description><![CDATA[ในที่สุดก็ได้โอกาสไปสำรวจไลเคนเมืองสิงคโปร์ ไลเคนเป็นสิ่งมีชีวิตกึ่งพืชกึ่งรา ชอบขึ้นตามต้นไม้และก้อนหิน คุณสมบัติพิเศษของพวกมันประการหนึ่งคือมีความอ่อนไหวต่อมลพิษในอากาศ จึงสามารถเอามาใช้เป็นตัวชี้วัดความสะอาดบริสุทธิ์ของอากาศที่เราหายใจเข้าไปได้เป็นอย่างดี การสำรวจในหลายประเทศทั่วโลกยังพบว่าปริมาณและความหลากหลายของไลเคนสัมพันธ์พ้องจ้องกับปริมาณผู้ป่วยมะเร็งปอดอีกด้วย พูดง่ายๆ คือไลเคนบ่งบอกถึงโอกาสเป็นมะเร็งปอดของพลเมือง ไลเคนจึงเป็นตัวชี้วัดสุขภาวะเมือง เมื่อปีที่แล้ว 2553 เรา—ได้แก่ทีมงานมูลนิธิโลกสีเขียวกับเครือข่ายเยาวชน ได้ทำการสำรวจไลเคนทั่วกรุงเทพฯ เลยอยากเห็นสภาพไลเคนในเมืองใหญ่ที่อื่นๆ บ้างเพื่อเปรียบเทียบ โดยเฉพาะในประเทศเพื่อนบ้านที่มีชนิดพันธุ์ไลเคนคล้ายคลึงกับบ้านเรา และโดยเฉพาะในสิงคโปร์ เมืองต้นฉบับอ้างอิงที่ผู้ใหญ่ไทยชอบหยิบยกเปรียบเทียบ “ทำไมไม่เป็นอย่างสิงคโปร์” คือถ้าเราไปพบว่าไลเคนที่เวียงจันทร์หรือย่างกุ้งดีกว่ากรุงเทพฯ แสดงถึงคุณภาพอากาศที่ดีกว่า ผู้ใหญ่ไทยก็รู้สึกเฉยๆ ก็เค้าไม่ใช่ประเทศพัฒนาเดิ้นเก๋ไก๋เท่าเรานี่ ผู้เขียนมีเวลาแค่สองวันครึ่ง จึงวางแผนสำรวจได้แค่สองจุด จุดแรกขอเป็นย่านดาวน์ทาวน์จอแจริมถนนออร์ชาร์ด แหล่งช้อปปิ้งที่มีรถยนต์วิ่งควั่กไคว่ ถนนช่วงที่สำรวจมีต้นนนทรีขนาดใหญ่ปลูกไว้ตลอดแนว ยืนห่างๆ ก็เห็นไลเคนขึ้นเป็นดวงด่างสีเขียวๆ ไม่น้อยเลย แต่จะให้รู้ว่าเป็นไลเคนอะไรก็ต้องเข้าไปส่องใกล้ๆ ด้วยแว่นขยายสิบเท่าแบบที่เราใช้ส่องพระ เป็นงานที่อาศัยความหน้าด้านตามธรรมชาติของคนวัยทองรุ่นป้า ถ้าเป็นเมืองไทยก็ไม่แปลกเท่าไหร่ จะมีคนแวะเข้ามาถามไถ่ว่าเห็นเลขอะไรอยู่เรื่อยๆ แต่ที่สิงคโปร์ผู้เขียนคงดูเหมือนคนสติไม่ค่อยดี กระนั้นตำรวจก็ไม่ว่าอะไร ผลสำรวจทำให้แปลกใจ เดิมทีคิดว่าคงมีไลเคนบ้าง ดีกว่าถนนย่านดาวน์ทาวน์เราที่ไม่มีเลย แต่คาดว่าก็คงเป็นพวกทนมลภาวะสุดๆ เป็นส่วนใหญ่ แต่ที่ไหนได้ ปรากฎว่าไลเคนส่วนมากที่พบ ราวร้อยละ 70 กลับเป็นพวกที่ทนมลภาวะพอประมาณ พวกนี้เป็นไลเคนที่ทนไนโตรเจนออกไซด์ซึ่งเป็นก๊าซประเภทหนึ่งที่ปล่อยออกมาจากท่อไอเสียรถยนต์ได้พอสมควร มันมีเอนไซม์ย่อยสลายจัดการพิษประเภทนี้ได้ในระดับหนึ่ง แถมได้ประโยชน์เอามาใช้เป็นปุ๋ยอีก แต่ถ้ามากไปมันก็จัดการไม่ไหว อยู่ไม่ได้ เจ็บป่วย ตาย [...]<img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=oyspace.wordpress.com&amp;blog=9764418&amp;post=169&amp;subd=oyspace&amp;ref=&amp;feed=1" width="1" height="1" />]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><a href="http://oyspace.files.wordpress.com/2011/05/img_4121.jpg"><img class="aligncenter size-medium wp-image-176" title="IMG_4121" src="http://oyspace.files.wordpress.com/2011/05/img_4121.jpg?w=300&#038;h=225" alt="" width="300" height="225" /></a></p>
<p>ในที่สุดก็ได้โอกาสไปสำรวจไลเคนเมืองสิงคโปร์</p>
<p>ไลเคนเป็นสิ่งมีชีวิตกึ่งพืชกึ่งรา ชอบขึ้นตามต้นไม้และก้อนหิน คุณสมบัติพิเศษของพวกมันประการหนึ่งคือมีความอ่อนไหวต่อมลพิษในอากาศ จึงสามารถเอามาใช้เป็นตัวชี้วัดความสะอาดบริสุทธิ์ของอากาศที่เราหายใจเข้าไปได้เป็นอย่างดี การสำรวจในหลายประเทศทั่วโลกยังพบว่าปริมาณและความหลากหลายของไลเคนสัมพันธ์พ้องจ้องกับปริมาณผู้ป่วยมะเร็งปอดอีกด้วย พูดง่ายๆ คือไลเคนบ่งบอกถึงโอกาสเป็นมะเร็งปอดของพลเมือง ไลเคนจึงเป็นตัวชี้วัดสุขภาวะเมือง</p>
<p><span id="more-169"></span></p>
<p>เมื่อปีที่แล้ว 2553 เรา—ได้แก่ทีมงานมูลนิธิโลกสีเขียวกับเครือข่ายเยาวชน ได้ทำการสำรวจไลเคนทั่วกรุงเทพฯ เลยอยากเห็นสภาพไลเคนในเมืองใหญ่ที่อื่นๆ บ้างเพื่อเปรียบเทียบ โดยเฉพาะในประเทศเพื่อนบ้านที่มีชนิดพันธุ์ไลเคนคล้ายคลึงกับบ้านเรา และโดยเฉพาะในสิงคโปร์ เมืองต้นฉบับอ้างอิงที่ผู้ใหญ่ไทยชอบหยิบยกเปรียบเทียบ “ทำไมไม่เป็นอย่างสิงคโปร์”</p>
<p>คือถ้าเราไปพบว่าไลเคนที่เวียงจันทร์หรือย่างกุ้งดีกว่ากรุงเทพฯ แสดงถึงคุณภาพอากาศที่ดีกว่า ผู้ใหญ่ไทยก็รู้สึกเฉยๆ ก็เค้าไม่ใช่ประเทศพัฒนาเดิ้นเก๋ไก๋เท่าเรานี่</p>
<p>ผู้เขียนมีเวลาแค่สองวันครึ่ง จึงวางแผนสำรวจได้แค่สองจุด จุดแรกขอเป็นย่านดาวน์ทาวน์จอแจริมถนนออร์ชาร์ด แหล่งช้อปปิ้งที่มีรถยนต์วิ่งควั่กไคว่ ถนนช่วงที่สำรวจมีต้นนนทรีขนาดใหญ่ปลูกไว้ตลอดแนว ยืนห่างๆ ก็เห็นไลเคนขึ้นเป็นดวงด่างสีเขียวๆ ไม่น้อยเลย แต่จะให้รู้ว่าเป็นไลเคนอะไรก็ต้องเข้าไปส่องใกล้ๆ ด้วยแว่นขยายสิบเท่าแบบที่เราใช้ส่องพระ เป็นงานที่อาศัยความหน้าด้านตามธรรมชาติของคนวัยทองรุ่นป้า ถ้าเป็นเมืองไทยก็ไม่แปลกเท่าไหร่ จะมีคนแวะเข้ามาถามไถ่ว่าเห็นเลขอะไรอยู่เรื่อยๆ แต่ที่สิงคโปร์ผู้เขียนคงดูเหมือนคนสติไม่ค่อยดี กระนั้นตำรวจก็ไม่ว่าอะไร</p>
<p>ผลสำรวจทำให้แปลกใจ เดิมทีคิดว่าคงมีไลเคนบ้าง ดีกว่าถนนย่านดาวน์ทาวน์เราที่ไม่มีเลย แต่คาดว่าก็คงเป็นพวกทนมลภาวะสุดๆ เป็นส่วนใหญ่ แต่ที่ไหนได้ ปรากฎว่าไลเคนส่วนมากที่พบ ราวร้อยละ 70 กลับเป็นพวกที่ทนมลภาวะพอประมาณ พวกนี้เป็นไลเคนที่ทนไนโตรเจนออกไซด์ซึ่งเป็นก๊าซประเภทหนึ่งที่ปล่อยออกมาจากท่อไอเสียรถยนต์ได้พอสมควร มันมีเอนไซม์ย่อยสลายจัดการพิษประเภทนี้ได้ในระดับหนึ่ง แถมได้ประโยชน์เอามาใช้เป็นปุ๋ยอีก แต่ถ้ามากไปมันก็จัดการไม่ไหว อยู่ไม่ได้ เจ็บป่วย ตาย</p>
<p>ถ้าเทียบกับผลสำรวจที่กรุงเทพฯ ไลเคนริมถนนออร์ชาร์ดของสิงคโปร์แสดงถึงคุณภาพอากาศที่ดีพอใช้เทียบเท่ากับใจกลางสวนลุมพิณีของเรา</p>
<p>มันน่าแปลกใจเพราะรถยนต์ถนนออร์ชาร์ดถึงจะไม่ติดเป็นอัมพาตเหมือนกรุงเทพฯ แต่ก็มีจำนวนมากเหมือนกัน อ่านในหนังสือพิมพ์สิงคโปร์สเตรทไทม์เมื่อปีกลาย มีบทความท้วงติงรัฐบาลว่ามาตรฐานกำหนดระดับการปล่อยมลพิษจากรถยนต์ของสิงคโปร์ล้าสมัย เพราะใช้มาตรฐาน Euro II สู้เมืองไทยไม่ได้ ล้ำหน้ากว่า ใช้มาตรฐาน Euro III ของปี ค.ศ.2007 แต่ถ้าไม่ดูกฎระเบียบกระดาษ ว่ากันตามสภาพที่จับต้องได้ต่อหน้าต่อตา ยืนจิบกาแฟสำรวจไลเคนอยู่ริมถนนข้างฝูงรถติดไฟแดง เรากลับรู้สึกสบายไม่ได้กลิ่นไอเสีย และตลอดสองวันที่อยู่สิงคโปร์ก็เห็นไอเสียปล่อยควันเทาๆ ออกมาเพียงหนึ่งคัน ผิดกับข้างถนน กทม.</p>
<p>แน่นอนว่าสิงคโปร์มีตัวช่วยทางภูมิศาสตร์ ที่ตั้งมีลมพัดดีระบายอากาศ และมีฝนตกมากกว่ากรุงเทพฯ ช่วยชะมลพิษในอากาศอยู่เรื่อยๆ ในขณะที่ถนนหลักย่านดาวน์ทาวน์หลายสายของเราไม่ได้วางอยู่ตามทิศทางลมพัด แต่เราปฏิเสธไม่ได้ว่าตัวช่วยทางพฤตินัยในเรื่องนี้เขาก็ดีกว่าด้วย นอกจากการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด อันเป็นเอกลักษณ์ประจำชาติสิงคโปร์ การันตีว่าทั้งสภาพเครื่องยนต์และเชื้อเพลิงมีคุณภาพดีจริง อยู่ภายใต้มาตรฐานที่กำหนดจริง หากถนนออร์ชาร์ดยังมีต้นไม้ใหญ่ร่มรื่นขึ้นปกคลุมเช่นเดียวกับถนนอื่นๆ ในสิงคโปร์ ต้นไม้เหล่านี้ช่วยดูดซับมลพิษที่รถยนต์ปล่อยออกมา และกรองแสงยูวีไม่ให้ส่องลงมาทำปฏิกิริยากับไนโตรเจนออกไซด์ก่อเกิดเป็นโอโซนผิวดินซึ่งเป็นอันตรายต่อเนื้อเยื่อปอดเรามากนัก</p>
<p>และที่ลืมไม่ได้—ไม่ว่าเราจะเห็นรถวิ่งเต็มถนนออร์ชาร์ดอย่างไร แต่ถึงที่สุดแล้วสิงคโปร์ก็มีรถยนต์แค่ล้านคัน (ซึ่งนักข่าว นสพ.สิงคโปร์เสตรทไทม์บ่นว่ามี “ตั้งล้านคัน”) น้อยกว่ากรุงเทพฯ บ้านเราถึง 6 เท่า คนขี่จักรยานมีให้เห็นเรื่อยๆ พอๆ กับกรุงเทพฯ คนส่วนใหญ่ใช้ขนส่งมวลชน</p>
<p>จุดที่สองที่ไปสำรวจไลเคน ได้แก่ สวนพฤกษศาสตร์กลางเมืองขนาดใหญ่ ห่างจากถนนออร์ชาร์ดไปไม่กี่ป้ายรถเมล์ สวนนี้ออกจะพิเศษมาก มีป่าฝนเขตร้อนดั้งเดิมอยู่ มีไม้ใหญ่หลายหลากพันธุ์ นกอีกเพียบ แถมเก็บรักษาบ้านเก่าของยอดนักพฤกษศาสตร์ชาวอังกฤษแห่งแหลมมาลายู E.H.Corner เอาไว้ ตั้งใจว่าจะเข้ามาเสาะหาไลเคนกลุ่มชอบอากาศดี เป็นพวกไม่ทนมลพิษ ซึ่งในเขต กทม.และปริมณฑลยังไม่พบเลย ต้องเดินทางไปถึงสุพรรณหรือระยองจึงจะเริ่มพบเห็น</p>
<p>แต่ก็ต้องแปลกใจอีก เพราะเพียงเดินเข้ามาในสวน ห่างจากประตูใหญ่แค่ 10 เมตรก็เจอมันเกาะอยู่บนกิ่งต้นลั่นทม พวกมันปรากฎอยู่ทั่วไป รวมแล้วคิดเป็นร้อยละ 35 ของไลเคนที่สำรวจได้ ฟันธงได้สบายๆ ว่าอากาศอยู่ในเกณฑ์ดี ไม่ต้องสงสัยเลย</p>
<p>ณ สวนพฤกษศาสตร์แห่งนี้ คนด้มๆ มองๆ สำรวจไลเคนไม่ใช่มนุษย์ประหลาดอีกต่อไป ใกล้ๆ กันมีหญิงวัยกลางคนนั่งวาดรูป และเด็กหนุ่มเดินถ่ายภาพแมลง</p>
<p>เมื่อเดือนตุลาคมปีที่แล้ว ในเวทีประชุมอนุสัญญาความหลากหลายทางชีวภาพที่นาโกยา ประเทศญี่ปุ่น สิงคโปร์ได้นำเสนอการใช้ความหลากหลายทางชีวภาพเป็นดัชนีบ่งชี้สุขภาวะเมืองและการพัฒนาอย่างยั่งยืน กระตุ้นให้ประเทศเอเซียอื่นๆ ต้องขยับตัว และนำไปสู่การประเมิน “เมืองเขียว” อาเซียนเมื่อต้นปีนี้</p>
<p>เพราะหากชีวิตอื่นอยู่ได้ นั่นหมายความว่าเราก็อยู่ได้ด้วยเช่นกัน</p>
<p>นักชีวะพูดประเด็นนี้มานานแสนนานแต่ถูกปัดทิ้งเสมอมาว่าเป็นเรื่องของคนเพ้อฝัน ซีอีโอบริษัทรถยนต์ใหญ่คนหนึ่งยังบอกผู้เขียนเมื่อสามปีก่อนว่า มันเป็นไปไม่ได้ที่จะเรียกร้องให้มีไลเคนขึ้นริมถนนในเมือง</p>
<p>ท่านค้า เชยนักเดี๋ยวหุ้นตกนะค้า ไม่ฟังหนู ฟังสิงคโปร์ก็ได้ค่ะ</p>
<p><em>กรุงเทพธุรกิจ: โลกในมือคุณ, มิถุนายน 2554</em></p>
<br />  <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gocomments/oyspace.wordpress.com/169/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/comments/oyspace.wordpress.com/169/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godelicious/oyspace.wordpress.com/169/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/delicious/oyspace.wordpress.com/169/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gofacebook/oyspace.wordpress.com/169/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/facebook/oyspace.wordpress.com/169/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gotwitter/oyspace.wordpress.com/169/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/twitter/oyspace.wordpress.com/169/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gostumble/oyspace.wordpress.com/169/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/stumble/oyspace.wordpress.com/169/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godigg/oyspace.wordpress.com/169/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/digg/oyspace.wordpress.com/169/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/goreddit/oyspace.wordpress.com/169/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/reddit/oyspace.wordpress.com/169/" /></a> <img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=oyspace.wordpress.com&amp;blog=9764418&amp;post=169&amp;subd=oyspace&amp;ref=&amp;feed=1" width="1" height="1" />]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://oyspace.wordpress.com/2011/05/30/%e0%b8%a1%e0%b8%ab%e0%b8%b1%e0%b8%a8%e0%b8%88%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a2%e0%b9%8c%e0%b9%84%e0%b8%a5%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%99%e0%b8%81%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%a1%e0%b8%b7%e0%b8%ad/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
	
		<media:content url="http://1.gravatar.com/avatar/56ec08b638a684ff09256b09222cf47d?s=96&#38;d=identicon&#38;r=G" medium="image">
			<media:title type="html">oykanjanavanit</media:title>
		</media:content>

		<media:content url="http://oyspace.files.wordpress.com/2011/05/img_4121.jpg?w=300" medium="image">
			<media:title type="html">IMG_4121</media:title>
		</media:content>
	</item>
		<item>
		<title>ภัยของความสะดวก</title>
		<link>http://oyspace.wordpress.com/2011/05/02/%e0%b8%a0%e0%b8%b1%e0%b8%a2%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%aa%e0%b8%b0%e0%b8%94%e0%b8%a7%e0%b8%81/</link>
		<comments>http://oyspace.wordpress.com/2011/05/02/%e0%b8%a0%e0%b8%b1%e0%b8%a2%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%aa%e0%b8%b0%e0%b8%94%e0%b8%a7%e0%b8%81/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 02 May 2011 07:20:10 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Oy Kanjanavanit</dc:creator>
				<category><![CDATA[biodiversity]]></category>
		<category><![CDATA[environment]]></category>
		<category><![CDATA[sustainability]]></category>
		<category><![CDATA[soil microbes]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://oyspace.wordpress.com/?p=164</guid>
		<description><![CDATA[นานครั้งจะได้อ่านอะไรที่ทำให้หัวสว่างตัวเบา ยูเรก้า มันเป็นเช่นนั้นเอง ข้อมูลที่ทำให้ผู้เขียนตื่นตะลึงลิงโลดครั้งนี้มาจากหนังสือหน้าตาน่าเบื่อสุดฤทธิ์ ปกเหมือนตำราเรียนชีววิทยามัธยมปลายเบื้องต้นชื่อ “Teaming with Microbes” หรือ “จุลินทรีย์เต็มไปหมด” เขียนโดยคอลัมนิสต์ Jeff Lowenfels และชาวสวนอเมริกัน Wayne Lewis ได้มาจากร้านหนังสือในเมืองเล็กๆ ในมลรัฐวอชิงตัน สหรัฐอเมริกา ผู้เขียน “Teaming with Microbes” ทั้งสองคนทำงานใกล้ชิดกับนักนิเวศวิทยาดิน Dr.Elaine Ingham แห่งมหาวิทยาลัยมลรัฐออริกอน หนึ่งในผู้บุกเบิกความรู้ใหม่ๆ เรื่องดินในสองทศวรรษที่ผ่านมา สมัยผู้เขียนเรียนมหาลัยในยุค 80 เราไม่มีความรู้เรื่องนิเวศวิทยาของดินกันมากนัก เรารู้ว่าดินดีมีสุขภาพต้องมีชีวิตเล็กๆ อยู่มากมายเต็มไปหมด คิดรวมเป็นมวลแล้วมักจะมากกว่ามวลของชีวิตที่เราเห็นเดินไปเดินมาบนดินเสียอีก เรารู้มานานแล้วว่าโลกใต้ดินเป็นตัวหนุนโลกบนดิน เพราะชีวิตเล็กๆ เหล่านี้ทำหน้าที่ย่อยสลายสสาร หมุนเวียนวงจรแร่ธาตุ แปรขี้ ขยะ ของเสีย และซากศพกลับไปเป็นอาหารให้พืช ซึ่งเป็นอาหารให้สัตว์และคน เรียกว่าเป็นผู้หมุนโลกตัวแม่ เรารู้ว่ามันสำคัญ แต่เราไม่รู้กลไกละเอียดของชีวิตพวกมัน เรารู้อีกด้วยว่าชีวิตเล็กๆ ในดินพวกนี้จะหายไปเมื่อเราใช้สารเคมีในการเกษตรกันมากๆ จากดินเป็นมีชีวิตกลายเป็นดินตายไร้ชีวิต ทำให้ต้องใช้สารเคมีมากขึ้นไปอีก กลายเป็นวงจรอุบาทว์ ใช้สารเคมี-ผลผลิตพืชเพิ่ม-ดินป่วย-พืชอ่อนแอ-เพิ่มสารเคมี-ได้ผลผลิตพืช-ดินป่วยหนัก-พืชอ่อนแอ ฯลฯ แต่สมัยนั้นเราไม่รู้ว่าทำไมชีวิตในดินจึงตาย [...]<img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=oyspace.wordpress.com&amp;blog=9764418&amp;post=164&amp;subd=oyspace&amp;ref=&amp;feed=1" width="1" height="1" />]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><a href="http://oyspace.files.wordpress.com/2011/05/microbes.png"><img class="aligncenter size-medium wp-image-171" title="microbes" src="http://oyspace.files.wordpress.com/2011/05/microbes.png?w=300&#038;h=300" alt="" width="300" height="300" /></a></p>
<p>นานครั้งจะได้อ่านอะไรที่ทำให้หัวสว่างตัวเบา ยูเรก้า มันเป็นเช่นนั้นเอง</p>
<p><span id="more-164"></span></p>
<p>ข้อมูลที่ทำให้ผู้เขียนตื่นตะลึงลิงโลดครั้งนี้มาจากหนังสือหน้าตาน่าเบื่อสุดฤทธิ์ ปกเหมือนตำราเรียนชีววิทยามัธยมปลายเบื้องต้นชื่อ “Teaming with Microbes” หรือ “จุลินทรีย์เต็มไปหมด” เขียนโดยคอลัมนิสต์ Jeff Lowenfels และชาวสวนอเมริกัน Wayne Lewis ได้มาจากร้านหนังสือในเมืองเล็กๆ ในมลรัฐวอชิงตัน สหรัฐอเมริกา</p>
<p>ผู้เขียน “Teaming with Microbes” ทั้งสองคนทำงานใกล้ชิดกับนักนิเวศวิทยาดิน Dr.Elaine Ingham แห่งมหาวิทยาลัยมลรัฐออริกอน หนึ่งในผู้บุกเบิกความรู้ใหม่ๆ เรื่องดินในสองทศวรรษที่ผ่านมา</p>
<p>สมัยผู้เขียนเรียนมหาลัยในยุค 80 เราไม่มีความรู้เรื่องนิเวศวิทยาของดินกันมากนัก เรารู้ว่าดินดีมีสุขภาพต้องมีชีวิตเล็กๆ อยู่มากมายเต็มไปหมด คิดรวมเป็นมวลแล้วมักจะมากกว่ามวลของชีวิตที่เราเห็นเดินไปเดินมาบนดินเสียอีก เรารู้มานานแล้วว่าโลกใต้ดินเป็นตัวหนุนโลกบนดิน เพราะชีวิตเล็กๆ เหล่านี้ทำหน้าที่ย่อยสลายสสาร หมุนเวียนวงจรแร่ธาตุ แปรขี้ ขยะ ของเสีย และซากศพกลับไปเป็นอาหารให้พืช ซึ่งเป็นอาหารให้สัตว์และคน เรียกว่าเป็นผู้หมุนโลกตัวแม่ เรารู้ว่ามันสำคัญ แต่เราไม่รู้กลไกละเอียดของชีวิตพวกมัน</p>
<p>เรารู้อีกด้วยว่าชีวิตเล็กๆ ในดินพวกนี้จะหายไปเมื่อเราใช้สารเคมีในการเกษตรกันมากๆ จากดินเป็นมีชีวิตกลายเป็นดินตายไร้ชีวิต ทำให้ต้องใช้สารเคมีมากขึ้นไปอีก กลายเป็นวงจรอุบาทว์ ใช้สารเคมี-ผลผลิตพืชเพิ่ม-ดินป่วย-พืชอ่อนแอ-เพิ่มสารเคมี-ได้ผลผลิตพืช-ดินป่วยหนัก-พืชอ่อนแอ ฯลฯ</p>
<p>แต่สมัยนั้นเราไม่รู้ว่าทำไมชีวิตในดินจึงตาย โอเคล่ะ ถ้าสารเคมีที่ใช้เป็นพวกยาพิษปราบศัตรูพืชโดยตรง จำพวกยาฆ่ารา ฆ่าแมลง ฆ่าวัชพืช อย่างนั้นก็เข้าใจได้ ที่ไม่เข้าใจก็คือปุ๋ยเคมีอาหารพืชธรรมดา พวกปุ๋ยแอมโมเนียปุ๋ยไนเตรทเหล่านี้ ทำไมใช้มากๆ แล้วดินตายไร้ชีวิต มันไม่ได้ฆ่าสัตว์ฆ่ารานี่นา</p>
<p>ปัญหาข้อนี้สงสัยมานานแล้ว แต่ถามใครก็ไม่เคยได้คำตอบชัดๆ จนได้อ่านหนังสือเล่มนี้</p>
<p>ก่อนเฉลย ขออนุญาตทบทวนพื้นฐาน นอกเหนือจากน้ำ แร่ธาตุที่สำคัญที่สุดที่ประกอบขึ้นเป็นร่างกายของชีวิตส่วนใหญ่ ได้แก่ คาร์บอน เป็นวัตถุดิบสร้างตัวร่าง และไนโตรเจน เป็นตัวสร้างโปรตีน คือตัวกำหนดคุณภาพและคุณสมบัติของร่าง ตลอดจนขับเคลื่อนกลไกต่างๆในชีวิต</p>
<p>คาร์บอนและไนโตรเจนมีอยู่ทั่วไปในอากาศ พวกเราเป็นสัตว์ รับมาไม่ได้โดยตรง ต้องผ่านพืชให้เล่นแร่แปรธาตุ ดึงเอาพลังงานจากแสงอาทิตย์มาสังเคราะห์คาร์บอนไดออกไซด์ในอากาศและน้ำ เพื่อเก็บพลังงานแสงอาทิตย์ไว้ในรูปแบบของน้ำตาล กลายเป็นพลังงานเคมีที่เรากินได้ เอาไปใช้งานต่อได้ แต่ไนโตรเจนนั้น ตามปกติในธรรมชาติพืชไม่สามารถดึงมาใช้ได้เองจากอากาศ พวกมันต้องอาศัยแบคทีเรียและราในดินเป็นตัวแปรไนโตรเจนในอากาศมาอยู่ในรูปแบบที่ละลายน้ำได้ รากของพืชจึงจะดึงไปใช้ได้ และเราก็ได้อาศัยกินร่างกายของพืชอีกต่อหนึ่ง รับมาทั้งสสารและพลังงานที่เก็บไว้ในสสารนั้น</p>
<p>แต่สิ่งที่ไม่รู้มาก่อนก็คือ ที่พวกแบคทีเรียและราไปอาศัยอยู่กันในโซนรอบรากพืชก็เพราะตัวพืชเองจะแบ่งสารอาหารจำพวกน้ำตาลที่มันสังเคราะห์ขึ้นมาได้ให้กับชีวิตเล็กๆ พวกนี้ เลี้ยงมันไว้เพื่อแลกเปลี่ยนกับบริการตรึงไนโตรเจนและหมุนเวียนแร่ธาตุอื่นๆ แถมกำจัดศัตรูพืชเป็นบริการเสริมอีกต่างหาก ราหลายชนิดคอยดักห่วงคล้องหนอนไชรากไม้ไม่ให้ทำลายพืชได้ นี่เป็นสิ่งที่พืชทั่วไปทำ ไม่ใช่เฉพาะพืชตระกูลถั่วที่มีบ้านพิเศษให้แบคทีเรียอาศัยในรากมัน หรือพวกต้นไม้ในป่าที่มีรารากไม้อาศัยเป็นหุ้นส่วนกัน แต่เป็นหน้าที่พลเมืองของพืชทั่วไป พืชแต่ละชนิดจะปล่อยอาหารสูตรต่างๆ กันไป ดึงดูดราและแบคทีเรียมากมายหลากหลายชนิดแตกต่างกัน ซึ่งก็แน่นอนว่า จุลินทรีย์ต่างชนิดมีความสามารถในการย่อยสลายเศษซากสสารอินทรีย์ต่างกันไปด้วย ความหลากหลายของมันเป็นเคล็ดลับของประสิทธิภาพตามธรรมชาติในการหมุนเวียนแร่ธาตุต่างๆ</p>
<p>แต่เมื่อมนุษย์คิดค้นวิธีแปรไนโตรเจนในอากาศมาเป็นปุ๋ยเคมี เพื่อเพิ่มผลผลิตพืช พืชได้ธาตุอาหารฟรีๆ ก็เริ่มมีอาการคุณหนูสุดสปอยล์ เสียนิสัย เลิกแบ่งน้ำตาลให้ราและแบคทีเรีย มากๆ เข้า ชีวิตเล็กๆ ก็ไม่อยู่ปรนนิบัติพืช เป็นหน้าที่ของมนุษย์ต้องคอยขุดน้ำมันปริมาณมหาศาลมาผลิตปุ๋ยเคมีป้อนมาม่าให้คุณหนู เมื่อดินไม่มีราและแบคทีเรีย ก็ไม่มีสัตว์อื่นๆ ที่กินมัน เช่น หนอน แมลง และไส้เดือน ที่คอยช่วยดูแลสภาพดินให้ร่วนซุยอุดมสมบูรณ์ และเมื่อดินไม่มีชีวิต มันก็หมดความสามารถในการซึมซับธาตุไนเตรทจากปุ๋ยเคมีที่พืชดูดไม่หมด ปุ๋ยก็ถูกชะล้างลงไปในน้ำ ออกสู่ทะเล เป็นปัญหามลภาวะที่กำลังฆ่าสัตว์ทะเลจำนวนมากในวันนี้ (แต่มนุษย์บนบกไม่ค่อยยอมรับรู้)</p>
<p>สรุปว่าปัญหาเกิดจากปุ๋ยเคมีทำให้พืชเกียจคร้าน ไม่ทำหน้าที่ที่ควรจะทำ</p>
<p>นี่คือภัยแฝงของความสะดวกสบาย มันตัดทอนกระบวนการทำงานของสิ่งต่างๆ ทำให้เกิดการละเลย เพิกเฉย มองข้าม เลิกใส่ใจรายละเอียดกลไกที่สำคัญของระบบ มันทำให้เราโง่โดยไม่รู้ตัวว่าโง่</p>
<p>ยกตัวอย่างน้ำประปา สะดวก ทุ่นแรง ไม่ต้องคอยหาบน้ำใส่ตุ่ม หรือลุกไปเปิดฝาตุ่มเพื่อรองน้ำยามฝนตก แต่นานเข้าเราก็คิดว่าน้ำมาจากก๊อก ลืมไปว่าน้ำสะอาดไหลดีมาจากป่า และหน้าแล้งเป็นช่วงขาดน้ำ ต้องประหยัด</p>
<p>เด็กๆ กินนมจากกล่อง หาซื้อง่าย แสนสะดวก แต่ทุกวันนี้เด็กจำนวนไม่น้อยไม่รู้ว่านมมาจากวัว ที่ควรจะกินหญ้า ไม่ใช่กินข้าวโพดผสมเครื่องในวัวด้วยกันเองจนเป็นบ้า</p>
<p>สั่งซื้อของทางอินเตอร์เน็ต กดปุ่มทีเดียว อีกสองวันได้ของ ไม่ต้องเดินไปร้านผ่านแผงกล้วยทอด ไม่ต้องเข้าคิว ไม่ต้องเห็นได้ยินเสียงคนกอซซิบกัน ไม่ต้องคุยกับคนขาย ไม่ต้องมีปฏิสัมพันธ์กับคนตัวเล็กตัวน้อยรอบตัว</p>
<p>ยกตัวอย่างมา แต่ไม่ได้มองว่าประปา นมกล่อง และอีคอมเมิร์สเป็นสิ่งชั่วร้าย และไม่ได้มองว่าความสะดวกเป็นสิ่งชั่วร้าย ผู้เขียนก็ชอบความสะดวกเหมือนทุกคน แต่อดไม่ได้ที่จะกลัวความเคยตัวและชินชา</p>
<p>ที่เราเคยเชื่อกันว่า ปัญหาสิ่งแวดล้อมจะแก้ได้ก็ต่อเมื่อเราสามารถผลักดันการพัฒนาอย่างยั่งยืนให้เป็นวิถีกระแสหลักในสังคม ให้วิถีสีเขียวเป็นวิถีชีวิตที่สะดวกที่สุด เพราะความสะดวกจะเป็นทางเลือกที่ชนะเสมอ บางทีมันอาจจะไม่ใช่คำตอบทั้งหมด จริงอยู่ว่าเราต้องสร้างระบบในสังคมที่ทำให้สินค้า บริการ และสาธารณูปโภคสีเขียวหาซื้อได้ง่ายและราคาถูกกว่าผลผลิตจากระบบที่ทำลายมนุษย์และสิ่งแวดล้อม แต่อยากเสริมว่าสังคมกลุ่มใหญ่ยังต้องเห็นอีกด้วยว่า ความสะดวกเกินไปเป็นเรื่องน่าเบื่อ เป็นวิถีชีวิตของซอมบี้โง่ๆ ที่ไม่เรียนรู้สัมผัสโลกจริง</p>
<p>เราต้องออกแรงบ้าง กอบโกยน้อยลงบ้าง ให้อะไรกับส่วนรวมบ้าง ชีวิตจึงมีค่า เหมือนต้นไม้ที่ดูแลดิน</p>
<p><em>กรุงเทพธุรกิจ: โลกในมือคุณ, พฤษภาคม 2554</em></p>
<br />  <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gocomments/oyspace.wordpress.com/164/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/comments/oyspace.wordpress.com/164/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godelicious/oyspace.wordpress.com/164/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/delicious/oyspace.wordpress.com/164/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gofacebook/oyspace.wordpress.com/164/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/facebook/oyspace.wordpress.com/164/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gotwitter/oyspace.wordpress.com/164/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/twitter/oyspace.wordpress.com/164/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gostumble/oyspace.wordpress.com/164/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/stumble/oyspace.wordpress.com/164/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godigg/oyspace.wordpress.com/164/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/digg/oyspace.wordpress.com/164/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/goreddit/oyspace.wordpress.com/164/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/reddit/oyspace.wordpress.com/164/" /></a> <img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=oyspace.wordpress.com&amp;blog=9764418&amp;post=164&amp;subd=oyspace&amp;ref=&amp;feed=1" width="1" height="1" />]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://oyspace.wordpress.com/2011/05/02/%e0%b8%a0%e0%b8%b1%e0%b8%a2%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%aa%e0%b8%b0%e0%b8%94%e0%b8%a7%e0%b8%81/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
	
		<media:content url="http://1.gravatar.com/avatar/56ec08b638a684ff09256b09222cf47d?s=96&#38;d=identicon&#38;r=G" medium="image">
			<media:title type="html">oykanjanavanit</media:title>
		</media:content>

		<media:content url="http://oyspace.files.wordpress.com/2011/05/microbes.png?w=300" medium="image">
			<media:title type="html">microbes</media:title>
		</media:content>
	</item>
		<item>
		<title>ถึงเวลาของวาระรถเมล์</title>
		<link>http://oyspace.wordpress.com/2011/04/22/%e0%b8%96%e0%b8%b6%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%a7%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%a3%e0%b8%96%e0%b9%80%e0%b8%a1%e0%b8%a5%e0%b9%8c/</link>
		<comments>http://oyspace.wordpress.com/2011/04/22/%e0%b8%96%e0%b8%b6%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%a7%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%a3%e0%b8%96%e0%b9%80%e0%b8%a1%e0%b8%a5%e0%b9%8c/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 22 Apr 2011 11:19:21 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Oy Kanjanavanit</dc:creator>
				<category><![CDATA[Bangkok]]></category>
		<category><![CDATA[sustainability]]></category>
		<category><![CDATA[bus]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://oyspace.wordpress.com/?p=158</guid>
		<description><![CDATA[ปัจจุบัน คนกรุงเทพฯ เดินทางกันวันละ 18 ล้านเที่ยว คิดเป็นการเดินทางโดยรถยนต์ส่วนตัวร้อยละ 45 รถเมล์ร้อยละ 40 มอเตอร์ไซค์ส่วนบุคคลร้อยละ 10 รถรางไฟฟ้า ทั้งลอยฟ้าและใต้ดิน รวมกันร้อยละ 2.5 เรือโดยสารร้อยละ 1 ที่เหลืออีกร้อยละ 1.5 เป็นขนส่งสาธารณะอื่นๆ ส่วนจักรยานถีบสองล้อประเมินได้เป็นสัดส่วนกระผีกนิดเดียว ราวร้อยละ 0.2 แม้ว่าการเดินทางโดยรถยนต์ส่วนตัวจะมีมากที่สุด แต่รถเมล์ 1 คันสามารถขนคนได้มากกว่ารถยนต์หลายเท่า คิดง่ายๆ ถ้าเอารถเมล์ขนาดจุคน 60 คนเรียงต่อกัน 2 คัน จะเรียงรถยนต์ขนาดกลางได้เพียง 5 คัน ต่อให้คนนั่งเต็มรถยนต์คันละ 5 คน ก็ยังขนคนได้เพียง 25 คน เทียบกับรถเมล์ขนคนในพื้นที่เท่ากัน 120 คน ต่างกันเกือบ 5 เท่า แต่ในความเป็นจริงที่เกิดขึ้นบนท้องถนน กทม. คือรถเมล์ 1 คันขนคนในชั่วโมงเร่งด่วนอัดแน่นเข้าไป 70-80 คน [...]<img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=oyspace.wordpress.com&amp;blog=9764418&amp;post=158&amp;subd=oyspace&amp;ref=&amp;feed=1" width="1" height="1" />]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><a href="http://oyspace.files.wordpress.com/2011/04/picoftheday0012-space-60people.jpg"><img class="aligncenter size-medium wp-image-166" title="picoftheday0012-space-60people" src="http://oyspace.files.wordpress.com/2011/04/picoftheday0012-space-60people.jpg?w=300&#038;h=219" alt="" width="300" height="219" /></a></p>
<p>ปัจจุบัน คนกรุงเทพฯ เดินทางกันวันละ 18 ล้านเที่ยว</p>
<p>คิดเป็นการเดินทางโดยรถยนต์ส่วนตัวร้อยละ 45 รถเมล์ร้อยละ 40 มอเตอร์ไซค์ส่วนบุคคลร้อยละ 10 รถรางไฟฟ้า ทั้งลอยฟ้าและใต้ดิน รวมกันร้อยละ 2.5 เรือโดยสารร้อยละ 1 ที่เหลืออีกร้อยละ 1.5 เป็นขนส่งสาธารณะอื่นๆ ส่วนจักรยานถีบสองล้อประเมินได้เป็นสัดส่วนกระผีกนิดเดียว ราวร้อยละ 0.2</p>
<p>แม้ว่าการเดินทางโดยรถยนต์ส่วนตัวจะมีมากที่สุด แต่รถเมล์ 1 คันสามารถขนคนได้มากกว่ารถยนต์หลายเท่า คิดง่ายๆ ถ้าเอารถเมล์ขนาดจุคน 60 คนเรียงต่อกัน 2 คัน จะเรียงรถยนต์ขนาดกลางได้เพียง 5 คัน ต่อให้คนนั่งเต็มรถยนต์คันละ 5 คน ก็ยังขนคนได้เพียง 25 คน เทียบกับรถเมล์ขนคนในพื้นที่เท่ากัน 120 คน ต่างกันเกือบ 5 เท่า</p>
<p><span id="more-158"></span></p>
<p>แต่ในความเป็นจริงที่เกิดขึ้นบนท้องถนน กทม. คือรถเมล์ 1 คันขนคนในชั่วโมงเร่งด่วนอัดแน่นเข้าไป 70-80 คน ในขณะที่รถยนต์มักจะนั่งกันเพียง 1-2 คน ความต่างในการขนคนจึงห่างกันมากกว่า 10 เท่า</p>
<p>อย่างไรก็ตาม ถ้าตีไปว่ารถเมล์ 1 คันขนคน 60 คน และรถยนต์ 1 คันขนคน 2 คน เลนถนน 1 กิโลเมตร เรียงรถยนต์ต่อกันได้ 200 คัน จะขนคนได้ 400 คน คนจำนวนแค่นี้ รถเมล์ 7 คันสามารถขนได้แบบสบายๆ ทีนี้ ถ้าเราถือว่าประชาชนทุกคนควรมีสิทธิพื้นฐานเท่ากัน วันแมนวันโหวต ถนนซึ่งเป็นพื้นที่สาธารณะ ก็ต้องนับเป็นทรัพยากรมีค่าส่วนกลางที่คนเมืองทุกคนมีสิทธิเข้าถึงได้เท่ากัน ประชาชนแต่ละคนจึงควรได้รับการแบ่งปันพื้นที่ถนนในสัดส่วนที่ไม่เหลื่อมล้ำจนเกินไป ซึ่งหมายความว่ารถเมล์ควรมีเลนเฉพาะของตนเองตามสัดส่วนพื้นที่ถนนต่อประชากร</p>
<p>ถนนวิ่งทางเดียว 3 เลน ก็ควรแบ่งให้รถเมล์ 1 เลน ในระยะ 1 กิโลเมตร รถเมล์ 4 คันวิ่งได้ฉิวๆ ขนคนได้ 240 คน อีก 2 เลนให้รถยนต์เลนละ 100 คันขนคน 200 คน แบบนี้ค่อยยุติธรรมหน่อย ถ้าทนรถติดไม่ได้ ก็เปลี่ยนมาขึ้นรถเมล์ดิ</p>
<p>จำได้ว่าสมัยผู้เขียนเป็นเด็ก ยุคเผด็จการจอมพลถนอม เคยออกมาตรการบังคับใช้เลนรถเมล์อยู่พักหนึ่ง นั่งรถเมล์จากทองหล่อไปสยามใช้เวลาแค่ 30 นาที แทนที่จะเป็นชั่วโมง แต่ก็บังคับใช้ได้ไม่ถึงเดือน ก็ปล่อยให้รถยนต์ส่วนตัวละเมิดเลนตามปกติเช่นเดิม</p>
<p>ถึงวันนี้ คนเคยชินกับอภิสิทธิ์ที่รถยนต์ได้รับจนเป็นปกติ มองว่าถนนเป็นพื้นที่ของรถยนต์แต่เพียงเท่านั้น เมื่อ กทม.ริเริ่มรถด่วนพิเศษ BRT คนขับรถจำนวนหนึ่งจึงโวยวายว่า เอาเลน (ของฉัน) ไปได้ยังไงตั้งหนึ่งเลน ลองกูเกิ้ลค้นดูความเห็น ยังเจอบทความของด๊อกเตอร์นักประเมินการลงทุนที่ทำเป็นเขียนเชิงวิชาการแต่ไม่ได้ใช้วิชาการต่อว่าการตัดสินใจทำรถ BRT ว่าใช้อะไรคิดถึงเอาเลนรถยนต์ไปใช้ ทำรถติดหมด</p>
<p>วันๆ ท่านด็อกคงขลุกอยู่แต่กับนักธุรกิจทุนหนาขี่เบนซ์มีตาชมขับรับส่งหน้าประตูตลาดหลักทรัพย์</p>
<p>นักการเมืองและคนใหญ่โตในราชการก็เช่นกัน มีรถนั่ง มีตาชมขับรถให้กันถ้วนหน้า พอได้ยินคนสถานะและพื้นเพเดียวกันบ่นเรื่องรถ BRT ได้เลนบนถนนที่มีเลนรถยนต์ถึง 8 เลน ก็รู้สึกหวั่นไหว เห็นอกเห็นใจ รีบอนุโลมให้รถยนต์เข้าไปวิ่งในเลน BRT ได้ในชั่วโมงเร่งด่วน – ช่วงเวลาที่คนนั่งรถเมล์ควรจะได้สิทธิคุ้มครองเป็นพิเศษ</p>
<p>น่ากลัวว่าผ่อนผันกันไปมา BRT จะกลายเป็น BST – Bangkok Slow Transit ไปเสียนี่</p>
<p>มันช่างต่างกับการตัดสินใจแก้ปัญหาของชาวบ้านชนบท เช่น ปัญหาเขื่อนปากมูล ที่มีงานวิจัยมากมายล้นหลาม ศึกษาร่วม 20 ปี ชี้ไปในทางเดียวกันว่าเป็นเขื่อนไม่คุ้มค่า สมควรยกเลิก เปิดประตูเขื่อนฟื้นฟูระบบนิเวศให้ปลาอพยพไปมาได้ดีกว่า แต่พวกท่านผู้มีอำนาจก็ยังบอกว่าต้องศึกษาเพิ่มเติม</p>
<p>คนไม่เอาเสื้อแดงก็ยังต้องว่าสองมาตรฐานเหลือรับประทาน</p>
<p>ถ้าเข้าไปดูในเฟซบุ๊ค BRT จะพบว่ามีคนชมและชอบ BRT มากกว่าที่เห็นด่าตามสื่อมวลชนและอินเตอร์เน็ต คนที่สนับสนุนหลายคนยังเป็นคนที่ขับรถบนเส้นทางเดียวกันนั้นด้วยซ้ำ เป็นคนที่มีความจำเป็นต้องใช้รถยนต์ แต่ก็เห็นแก่ส่วนรวม</p>
<p>คนไทยไม่ได้เห็นแก่ตัวกันหมดหรอก</p>
<p>อย่างไรก็ตาม ปัญหาใหญ่ของการส่งเสริมรถเมล์ก็คือคุณภาพของรถเมล์ใน กทม. แม้ว่าปัจจุบันเราจะมีรถเมล์ดีๆ อย่างรถยูโรให้นั่งสบาย (แต่ไม่สะดวก เพราะไม่มีเลนให้ขับเคลื่อนได้คล่องตัว) แต่ทั้งรถร้อน รถแอร์ และรถเล็กร่วมบริการ ก็มีสภาพสุดจะทน ปล่อยควันดำชนิดที่โรงงานในมาบตาพุดแทบเรียกพ่อ ช่วงวันหยุดถนนโล่งแต่รถเมล์วิ่ง คนเดินถนนก็ยังต้องอุดจมูก แถมขับปาดไปกระชากมาตามกติกากอซซิลล่า ขนาดใหญ่เท่านั้นครองโลก</p>
<p>การให้สิทธิรถเมล์จึงต้องควบคู่ไปกับการควบคุมคุณภาพรถเมล์</p>
<p>นี่เป็นเรื่องที่รัฐบาลทำได้ถ้าคิดจะทำ ไม่ต้องใช้ทุนสูง ไม่ต้องใช้เวลาก่อสร้าง ได้ผลลัพธ์ทันตาเห็น แต่ต้องใช้ความมุ่งมั่นและเจตนารมณ์ทางการเมือง</p>
<p>ถึงเวลาออกนโยบายประชานิยม ส่งเสริมรถเมล์จริงๆ จังๆ ได้แล้วหรือยัง?</p>
<p><em>กรุงเทพธุรกิจ: โลกในมือคุณ, เมษายน 2554</em></p>
<br />  <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gocomments/oyspace.wordpress.com/158/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/comments/oyspace.wordpress.com/158/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godelicious/oyspace.wordpress.com/158/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/delicious/oyspace.wordpress.com/158/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gofacebook/oyspace.wordpress.com/158/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/facebook/oyspace.wordpress.com/158/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gotwitter/oyspace.wordpress.com/158/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/twitter/oyspace.wordpress.com/158/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gostumble/oyspace.wordpress.com/158/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/stumble/oyspace.wordpress.com/158/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godigg/oyspace.wordpress.com/158/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/digg/oyspace.wordpress.com/158/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/goreddit/oyspace.wordpress.com/158/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/reddit/oyspace.wordpress.com/158/" /></a> <img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=oyspace.wordpress.com&amp;blog=9764418&amp;post=158&amp;subd=oyspace&amp;ref=&amp;feed=1" width="1" height="1" />]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://oyspace.wordpress.com/2011/04/22/%e0%b8%96%e0%b8%b6%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%a7%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%a3%e0%b8%96%e0%b9%80%e0%b8%a1%e0%b8%a5%e0%b9%8c/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>2</slash:comments>
	
		<media:content url="http://1.gravatar.com/avatar/56ec08b638a684ff09256b09222cf47d?s=96&#38;d=identicon&#38;r=G" medium="image">
			<media:title type="html">oykanjanavanit</media:title>
		</media:content>

		<media:content url="http://oyspace.files.wordpress.com/2011/04/picoftheday0012-space-60people.jpg?w=300" medium="image">
			<media:title type="html">picoftheday0012-space-60people</media:title>
		</media:content>
	</item>
	</channel>
</rss>
