Lotus2mq

 

ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมานี้ วงการพัฒนาและธุรกิจเริ่มหันมาสนใจการแก้โจทย์แนวใหม่ที่เรียกกันว่า “ไบโอมิมิครี” หรือการเลียนแบบธรรมชาติเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน

หัวใจหลักคือเรียนรู้จากธรรมชาติ หาไอเดีย หาแรงบันดาลใจ และทางออกต่อโจทย์ปัญหาที่ต้องการแก้จากธรรมชาติ เพื่อให้ผลิตภัณฑ์หรือการดำเนินธุรกิจมีประสิทธิภาพและกลมกลืนกับธรรมชาติ ไม่สร้างปัญหาต่อสภาพแวดล้อม

แน่นอนว่า แนวคิดนี้ไม่ใช่แนวคิดใหม่ ที่จริงต้องถือว่าเป็นหลักการเรียนรู้ที่เก่าแก่ที่สุดก็คงได้ แต่บังเอิญสังคมมนุษย์หลงทางไปแว็บหนึ่ง—แว็บเดียวจริงจริ้งจริงจริง มารู้ตัวอีกที ป่าหายไป 80 เปอร์เซ็นต์ ปลาทะเลหายไป 90 เปอร์เซ็นต์ ดิน น้ำ อากาศ ชุ่มฉ่ำไปด้วยสารพิษ ร้อนระอุในเตาอบก๊าซเรือนกระจก

ถ้าจะเอาตัวรอด สังคมมนุษย์กระแสหลักจึงจำเป็นต้องเปลี่ยนวิธีคิดใหม่ เหมือนที่ไอนสไตน์เคยพูดไว้ “โลกจะไม่สามารถวิวัฒนาการผ่านภาวะวิกฤตที่เป็นอยู่ได้ด้วยวิธีคิดที่สร้างปัญหานี้ขึ้นมา”

เพราะงั้น จากเดิมที่สังคมธุรกิจและอุตสาหกรรมมองธรรมชาติเป็นแหล่งสกัดวัตถุดิบ ก็ต้องหัดเปลี่ยนมามองธรรมชาติเป็นแหล่งเรียนรู้เพื่อหาแนวทางเลียนแบบ ตั้งแต่ในระดับระบบนิเวศถึงระดับโมเลกุล

ธรรมชาติไม่สร้างขยะ ไม่มีของเสีย มีแต่ผลผลิตจากกระบวนการต่างๆ ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นประโยชน์แก่ผู้ใดผู้หนึ่งในระบบนิเวศ จึงสามารถหมุนเวียนวัตถุดิบไปได้เรื่อยๆ

และถ้าพิจารณาต่อสักนิด เราจะเริ่มสังเกตเห็นกระบวนการผลิตและดีไซน์แสนมหัศจรรย์

ลองเทียบดูความแตกต่างระหว่างเหล็กกล้าเกรดเอกับใยแมงมุม ในความหนาเท่ากัน ใยแมงมุมแข็งแรงกว่าเหล็กกล้ามาก ว่ากันว่า ถ้าขึงใยแมงมุมหนาเท่ากับแท่งดินสอขวางรันเวย์สนามบิน จะสามารถหยุดเรือบินโบอิ้ง 747 ได้

ไม่เพียงแค่นั้น ใยแมงมุมยังยืดได้ถึง 140 เปอร์เซ็นต์ และเบาแสนเบา ใยแมงมุมความยาวขนาดพันได้รอบโลกมีน้ำหนักน้อยกว่า 500 กรัม
ที่สำคัญ ใยแมงมุมผลิตขึ้นภายใต้อุณหภูมิปกติ ต่างจากเหล็กกล้าซึ่งต้องใช้พลังงานความร้อนมหาศาล

ชัดเจนไหมว่าเทคโนโลยีมนุษย์ศตวรรษ 20 ที่เพิ่งผ่านมานั้น เทียบชั้นไม่ติดกับเทคโนโลยีในธรรมชาติ โลเทคขนาดนี้ มนุษย์ยังไม่ค่อยเจียมตัวกันเสียเลย

แน่นอนว่าเรามีภูมิปัญญาและเทคโนโลยีที่ได้จากการเรียนรู้เลียนแบบธรรมชาติอยู่แล้วไม่น้อย โดดเด่นและสำคัญที่สุด ได้แก่ ระบบเกษตรธรรมชาติ ซึ่งรู้จักพึ่งพาความหลากหลายทางชีวภาพให้ทำหน้าที่บำรุงดิน ควบคุมโรคและศัตรูพืชแทน แถมยังช่วยซับก๊าซเรือนกระจกมีเทน ในขณะที่ให้ผลผลิตอาหารได้ปริมาณสูงเท่ากับระบบเกษตรเจริญโภคภัณฑ์

สถาปนิกก็เรียนรู้การสร้างบ้านออกแบบตึกให้มีอุณหภูมิคงที่ เย็นสบายกำลังดีตามธรรมชาติ โดยเลียนแบบการถ่ายอากาศในรังปลวก ไม่ต้องใช้แอร์ ที่มีชื่อที่สุดคือตึกสำนักงาน/ห้างสรรพสินค้า Eastgate Centre ที่ซิมบับเวย์ในทวีปแอฟริกา

น่าเสียดาย ป่าบ้านเราก็มีรังปลวกรูปแบบเดียวกันกับแอฟริกาให้ดู

เมื่อเร็วๆ นี้ก็มีการคิดค้นซีเมนต์แบบใหม่ เลียนแบบปะการังสร้างบ้านหินปูน จดสิทธิบัตรเรียบร้อยแล้วชื่อคาเลร่า เป็นกระบวนการผลิตซีเมนต์ซึ่งดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์เข้ามาภายใต้อุณหภูมิและความดันปกติ แทนที่จะเป็นตัวการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์อันดับต้นๆ ด้วยอุณหภูมิสูงใช้พลังงานมหาศาลแบบปูนซีเมนต์ที่เราใช้ๆ กันอยู่

และในยุคนาโนนี้ เราสามารถเข้าถึงและเลียนแบบธรรมชาติในมิติใหม่ที่ไม่เคยเข้าใจมาก่อน

จากการศึกษาตีนจิ้งจกตุ๊กแก ซึ่งประกอบด้วยขอขนาดเล็กจำนวนมากเรียงเป็นแถว ใช้เกาะพื้นผิวต่างๆ ได้แนบแน่น นำไปสู่การผลิตเทปเก็คโคเลียนแบบโครงสร้างตีนตุ๊กแกในระดับนาโน แปะแล้วลอกออกไปแปะที่ใหม่ได้เหมือนตุ๊กแกยกตีน ไม่ต้องทิ้งขว้างเหมือนเราใช้เทปกาว

ใบบัวก็เช่นกัน ไม่เปียกน้ำไม่เปื้อนโคลน เลยใช้เทคโนโลยีนาโนผลิตพื้นผิวทำความสะอาดดตัวเองจากการเลียนแบบใบบัว

ไบโอมิมิครีไม่ใช่ความคิดใหม่ นักชีวะ/นิเวศวิทยาและนักพัฒนาสังคมพยายามขายแนวคิดเรียนรู้จากธรรมชาติมาโดยตลอด จนอดส่ายหน้า ถอนหายใจ ทำเสียงจึ๊จ๊ะด้วยความละเหี่ยใจปนหมั่นไส้ไม่ได้ หึ! พวกตรูบอกสรูมาตั้งนานแล้ว ทีนี้ล่ะมาทำกิ๊บเก๋ ตั้งชื่อแบรนด์ความคิด ฝรั่งบ้าการตลาด น่ารำคาญ

ก้อ..หยวนๆ แล้วกัน

คนตั้งชื่อนี้ ที่จริงก็เป็นนักชีวะป่าไม้ ชื่อนางแจนนีน เบนีอุส เธอประสบความสำเร็จในการบรรจุหีบห่อแนวคิดให้มีเสน่ห์สำหรับโลกธุรกิจ ซึ่งกำลังคลำหาทางเดินสู่เศรษฐกิจสีเขียวแห่งศตวรรษ 21 นับเป็นการเชื่อมสะพานการสื่อสารระหว่างความคิดต่างวงการที่สำคัญมาก ทำให้การเรียนรู้ดีไซน์จากธรรมชาติเป็นศาสตร์แขนงใหม่ขึ้นมา

แล้วรัฐบาลไทยไม่สนใจสนับสนุนการเรียนรู้ธรรมชาติอย่างจริงจังบ้างเลยหรือ?

กรุงเทพธุรกิจ: กันยายน 2009

Advertisements