ฉันมีงานอดิเรกอยู่อย่าง คือฝึกระบำหน้าท้อง เรียนมาได้หลายปีแล้ว แต่ยังยืนหยัดคงตำแหน่งสุดห่วยประจำคลาส ควบตำแหน่งนางเฒ่าในหมู่สาวรุ่น เต้นตามครูก็งงซ้ายหลงขวา ย่อตัวมากนักก็ปวดเข่าตามภาษาผู้สูงวัย เช่นนี้เป็นธรรมดา

ดูเผินๆ ก็อาจน่าสมเพช เพราะนอกจากจะแก่แล้ว ฉันยังเป็นคนมีความฉลาดทางกายต่ำผิดชาวบ้านชาวเมืองเป็นทุนเดิม เล่นได้แต่กีฬาแนวเซน ประเภทเจริญสติกับลมหายใจ อย่างว่ายน้ำ เดินป่า ขึ้นเขา ส่วนอะไรที่ต้องใช้การประสานประสาทการเคลื่อนไหวหลายๆ อย่างพร้อมกันในทิศต่างๆ กัน เช่น การเต้นรำ รับส่งลูกบอลล์ อะไรจำพวกนี้ ฉันทำไม่ได้เลย

แต่ความสนุกจากการหัดทำของที่เราทำไม่เก่ง มันเป็นความสุขแปลกๆ บอกไม่ถูก คือนอกเหนือจากการได้พัฒนาส่วนด้อยของตัวเองให้สมดุลขึ้น ซึ่งแน่นอนว่าดีต่อสุขภาพและสติปัญญา มันยังรู้สึกดีที่พบว่าเราสามารถเป็นสุขได้แม้เราจะห่วย ศักยภาพนี้แหละที่ทำให้รู้สึกว่าเราก็เป็นคนน่ารักดีเหมือนกัน
ฉันก็เลยเรียนไปเรื่อยๆ แม้ว่าการฝึกกล้ามเนื้อใหม่แต่ละชิ้น จะต้องใช้เวลานานกว่าคนอื่นๆ หลายเท่า
มาช่วงปีหลังที่ฉันห่างเหินไป ด้วยเหตุผลเดิมๆ ของมนุษย์ทำงาน—งานเยอะ เดินทางบ่อย เพิ่งกลับมารวมฝูงกับสาวระบำหน้าท้องอีกครั้งเมื่อเดือนที่ผ่านมา
พอดีว่าโรงเรียน “รำปุรี” (www.rumpuree.com) ที่เราเรียนระบำหน้าท้องกันอยู่กำลังจะจัดงานแสดงครั้งใหญ่ในวันที่ 27 มิถุนายนนี้ เพื่อนกลุ่มหนึ่งก็มาชวนเต้นแสดงแนวชนเผ่าอเมริกัน (American Tribal Style) หรือเรียกย่อๆ ว่า ATS
ATS ไม่ใช่ระบำอินเดียนแดง หากเป็นระบำหน้าท้องที่ถูกสังเคราะห์ขึ้นมาใหม่ในอเมริกา โดยรื้อฟื้นลีลาภาษากายแนวชนเผ่าโบราณหลากหลายวัฒนธรรม แสดงออกถึงจิตวิญญาณผู้หญิงแท้ๆ เป็นผู้หญิงที่เหยียบแผ่นดินแม่ธรณีเต็มฝ่าเท้า ท้าวตะโพกแหงนหน้าหัวเราะเอิ้กๆ ได้ลั่นฟ้า ไม่ใช่ผู้หญิงที่ต้องยั่วผู้ชายหรือทำตัวคิ้วน่าเอ็นดูเพื่อการอยู่รอด
ว่าอย่างไทยๆ ก็ประมาณแม่อำแดงมือขวาแกว่งดาบ มือซ้ายไกวเปลนั่นแหละ

แต่มันไม่ใช่แค่อารมณ์จากท่วงท่าอย่างเดียวที่ทำให้พวกเราชอบ ATS กันมาก แม้จะเพิ่งได้ฝึกสไตล์นี้ แต่ที่สำคัญ ATS อาศัยวัฒนธรรมการทำงานกลุ่มเป็นตัวขับเคลื่อนการรำ มีการผลัดเวียนเป็นผู้นำกลุ่ม เหมือนการเคลื่อนไหวของฝูงปลา หรือการบินอพยพของฝูงห่านป่า มีการกำหนดรหัสส่งสัญญาณต่อกัน เพื่อเปลี่ยนลีลา

มันสร้างสังคมผู้หญิงที่เป็นทีม ไม่ใช่ผู้หญิงแข่งกันชิงเด่น

เพราะงั้น เพื่อนชวนเต้น เราก็เต้นด้วยกัน

ที่นี้ คิดจะแสดงก็ต้องมีชุด ซึ่งไม่ใช่กางเกเลกะเสื้อยืดกะผ้าพันสะโพกเหมือนเวลาฝึกเรียน

ไอ้ที่ฉันเคยโม้กับคนอื่นว่า การเต้นรำเป็นงานสร้างสรรค์ที่ไม่ทำลายทรัพยากรธรรมชาติ เพราะนักเต้นรำสร้างโลกจากอากาศธาตุ ไม่ต้องระเบิดภูเขามาทำปูนสร้างวัด ไม่ต้องตัดต้นไม้มาทำกระดาษ ก็เป็นอันฟังไม่ขึ้นอีกต่อไป

ชุดระบำหน้าท้องแบบที่เห็นในหนังฮอลลีวู้ดชุดหนึ่งราคาเหยียบหมื่นกว่าๆ ถ้าเป็นชุดแนวชนเผ่าก็ถูกหน่อย แต่เอาสวยๆ ถ้าซื้อสำเร็จหรือสั่งตัด รวมชิ้นโน้นชิ้นนี้ก็ถึงหมื่นได้เหมือนกัน

อย่ากระนั้นเลย ทำเองดีกว่า

พาหุรัด-สำเพ็งเป็นแดนสวรรค์ของนักประดิษฐ์ มีครบแทบทุกอย่างที่ต้องการ ตั้งแต่ผ้าฝ้ายหลากสี ผ้ากำมะหยี่ยืด ตับไหมญี่ปุ่น เหรียญมีรู และของประดับอื่นๆ

พวกเราตั้งใจทำชุดเต้นรำไม่หนักโลก ไม่มีการใช้เปลือกหอยประดับอย่างของคนอื่น และถ้ารีไซเคิ้ลเสื้อผ้าเก่ามาดัดแปลงใช้ใหม่ได้ก็เอา
ฉันอาจหาญหัดเย็บจักรเป็นครั้งแรกในชีวิต บางชิ้นมั่วเอง เช่น กางเกงติดระบายฟู่เป็นชั้นๆ แบบกระโปรงฟลาเมงโก้ บางชิ้นดาวน์โหลดแพ็ทเทิร์นจากเว็บ

เพื่อนอีกคนเต้นแนวคลาสสิค ต้องใส่ชุดฮอลลีวู้ด เธอก็เย็บมือเองทั้งตัว แถมปักเพชรเก๊ว๊อบแว็บเพียบ ไม่รู้เธอทำได้ยังไงเหมือนกัน สวยดั่งเจ้าหญิงหนึ่งพันหนึ่งราตรี

แค่หัดเต้นระบำหน้าท้องก็สนุกแล้ว แต่ใส่ชุดทำเองแล้วเต้นมันสนุกคูณสอง
บางที แก๊งเต้นรำยังนัดเอาชุดมาปักเย็บด้วยกัน ทำกันไป เม้ากันไป

มันเป็นคุณภาพชีวิตแบบคนรุ่นแม่รุ่นยาย ที่ไม่ได้พึ่งช้อปปิ้งมอลล์เป็นแหล่งหาความสุขยามว่างเป็นหลัก

ไม่นานมานี้เอง ในยุคสมัยนิตยสารขวัญเรือนเฟื้องฟู จำได้ว่าคนรอบตัวแทบทุกคนล้วนแล้วแต่มีงานอดิเรก เป็นกิจกรรมหลังเลิกงานหรือโปรเจ็กสุดสัปดาห์ ทุกบ้านมีจักรเย็บผ้า มีเครื่องมืองานไม้เป็นของปกติ

ตอนเด็กๆ ฉันสังเกตว่าไม่ค่อยเห็นใครบ่นว่าเหงาหรือเซ็ง (ยกเว้นเซ็งการเมือง)

ลดซื้อของสำเร็จรูป กลับมาประดิษฐ์ของใช้เองกันดีกว่า

กรุงเทพธุรกิจ, มิย 2009

Advertisements