เมื่อวันที่ 28 กันยายน 2551 ที่ผ่านมา ประชาชนชาวเอควาดอร์ได้ร่วมกันสร้างประวัติศาสตร์โลกด้วยการลงประชามติให้ธรรมชาติและชีวิตสายพันธุ์อื่นมีสิทธิในการดำรงอยู่เท่าเทียมกับมนุษย์ในรัฐธรรมนูญฉบับล่าสุดของประเทศเอควาดอร์ด้วยคะแนนเสียงถึงร้อยละ 65


นับว่าเป็นครั้งแรกในโลกที่รัฐธรรมนูญให้สิทธิทางกฎหมายแก่ป่า แม่น้ำ พืช และสัตว์ เท่าเทียมกับมนุษย์ โดยบัญญัติว่า “สังคมธรรมชาติและระบบนิเวศมีสิทธิพื้นฐานในตัวเองแต่ดั้งเดิม (unalienable right) ที่จะดำรงอยู่ เจริญงอกงาม และวิวัฒนาการภายในประเทศเอควาดอร์ สิทธิเหล่านี้พึงถือเป็นการใช้สิทธิโดยอัตโนมัติ (self-executing) และเป็นหน้าที่และสิทธิของรัฐบาลเอควาดอร์ ชุมชน และปัจเจกชน ที่จะบังคับใช้สิทธินี้”

รายงานข่าวได้เล่ารายละเอียดว่า รัฐบาลจึงต้องมีหน้าที่ที่จะ “มีมาตรการระมัดระวังและจำกัดกิจกรรมทุกอย่างที่สามารถนำไปสู่การสูญพันธุ์ของชนิดพันธุ์ การทำลายระบบนิเวศ หรือการเปลี่ยนแปลงวงจรธรรมชาติอย่างถาวร”

พูดง่าย ๆ คือ ให้พัฒนาโดยสอดคล้องกับธรรมชาติ ไม่ใช่ฝืนเอาชนะธรรมชาติ ตามแนวคิดท้องถิ่นที่เรียกว่า “ซูมัคคัวเซ” แปลว่าวิถีชีวิตที่ดีงาม

คุณอาจถามว่า แล้วมันจะต่างจากการมอบสิทธิประชาชนดูแลธรรมชาติเช่นในรัฐธรรมนูญไทยอย่างไร เพราะไง ๆ ธรรมชาติก็พูดภาษามนุษย์ขึ้นโรงขึ้นศาลไม่ได้อยู่ดี

หัวใจสำคัญที่ทำให้บทบัญญัตินี้แตกต่างไปจากกฎหมายสิ่งแวดล้อมอื่น ๆ ที่ใช้กันอยู่ทั่วโลก คือฐานคิดที่มองธรรมชาติเป็นสิ่งที่มีสิทธิดำรงอยู่เอง ไม่ใช่เป็นสมบัติทรัพยากรภายใต้อำนาจปกครองของมนุษย์

ไม่ต่างจากที่ครั้งหนึ่งสังคมเราเคยมองทาสเป็นสมบัติของผู้เป็นนาย หรือผู้หญิงเป็นสมบัติของสามี

กองทุนนิติกรรมสิ่งแวดล้อมชุมชน (CELDF) ผู้ผลักดันและเป็นกำลังหลักในการร่างมาตรานี้อธิบายว่า กฎหมายสิ่งแวดล้อมแบบเดิมๆ ที่มองธรรมชาติเป็นสมบัติของมนุษย์ จะตั้งกฎระเบียบเพื่อกำกับการจัดการของมนุษย์ เช่น รับรองการทำลายธรรมชาติโดยกำหนดระดับมลภาวะที่ผู้ประกอบการกลุ่มต่างๆ สามารถปล่อยได้ แทนที่จะป้องกันการก่อมลภาวะหรือการทำลายธรรมชาติไม่ให้เกิดขึ้น กฎหมายเหล่านี้กลับมาประมวลหมวดจัดเกณฑ์การทำลายธรรมชาติ

ที่สำคัญ ภายใต้รัฐธรรมนูญใหม่นี้ ประชาชนจะไม่จำเป็นต้องพิสูจน์ความเสียหายที่เกิดขึ้นต่อตนเองจากปัญหาสภาพแวดล้อม เช่น เป็นมะเร็งเพราะมลภาวะหรือเพราะสาเหตุอื่น ซึ่งเป็นเรื่องที่พิสูจน์ให้เป๊ะๆ ได้ยากมาก ต่อไปนี้ ใครๆ ก็สามารถลุกขึ้นฟ้องผู้ก่อการทำลายธรรมชาติได้เลย โดยไม่ต้องเป็นผู้รับผลกระทบโดยตรง

ต้นเหตุสำคัญที่ทำให้ชาวเอควาดอร์พร้อมใจกันโหวตเอากฎหมายนี้ ได้แก่ บริษัทข้ามชาติยักษ์ใหญ่ที่ผลัดกันเข้ามาปู้ยี่ปู้ยำเอควาดอร์ ฟางเส้นสุดท้ายที่ทำให้ทนไม่ไหวแล้วโว้ย ได้แก่ กรณีหายนะที่ถูกขานว่าเป็น “เชอร์โนบิลแห่งอเมซอน”

ว่ากันว่าบริษัทเชฟรอน เมื่อสมัยยังเป็นบริษัทเท็กซาโก้ ได้ทิ้งน้ำมันดิบและสารพิษอื่นปริมาณ 18 ล้านตันลงหลุมที่ไม่ได้ซีลกันการรั่วซึมในป่าอเมซอนตลอดช่วงเวลา 20 ปี ทำให้ทั้งน้ำบาดาลและแม่น้ำปนเปื้อน สร้างปัญหาสุขภาพมากมายแก่คนท้องถิ่น

ประเทศเอควาดอร์เป็นแหล่งสุดยอดมรดกธรรมชาติ มีทุกระบบนิเวศของทวีปอเมริกาใต้ภายในพื้นที่เล็กนิดเดียว ตั้งแต่ภูเขาหิมะสูง 6,000 เมตร ป่าดิบชื้นเขตร้อน ไปจนถึงทะเลที่มีหมู่เกาะกาลาปากอส ไอคอนแห่งทฤษฎีวิวัฒนาการของชาร์ลส์ ดาร์วิน

ประเทศนี้จะมาใช้เป็นถังขยะของบริษัทน้ำมันได้อย่างไร

องค์กรสิ่งแวดล้อมใช้เวลากว่า 15 ปีในการผลักดันกฎหมายตัวนี้ จากเดิมที่ถูกมองเป็นเพียงความคิดฝันเฟื่องที่เป็นไปไม่ได้ ณ วันนี้เอควาดอร์กลับกลายเป็นผู้เบิกทางที่จุดประกายให้แก่คนในประเทศอื่น ๆ
ประเทศเนปาลถึงกับติดต่อกองทุนนิติกรรมสิ่งแวดล้อมชุมชนของเอควาดอร์ เพื่อปรึกษาการร่างรัฐธรรมนูญฉบับแรกของเนปาล ในขณะที่กลุ่มผู้หญิงอังกฤษกำลังรณรงค์ผลักดันให้สหประชาชาติออกแถลงการณ์ “ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิดาวเคราะห์โลก” (Universal Declaration of Planetary Rights) เช่นเดียวกับที่เคยแถลงปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนเมื่อ 60 ปีก่อน

ไม่มีใครรู้ว่ากฎหมายใหม่ของเอควาดอร์จะใช้ปฏิบัติจริงได้ดีแค่ไหน ประชาคมโลกจึงยังคงจับตาดูตาไม่กระพริบ

สำหรับคนไทยที่สนใจคงต้องคอยติดตามความเป็นไปในโลกทางอินเตอร์เน็ต เพราะข่าวบ้านเรามีแต่เรื่องเสื้อต่างสีกับนักการเมืองไทย

กรุงเทพธุรกิจ, มีค 2009

Advertisements