๑๕ เดือนมกราคมที่ผ่านมา เกิดปรากฎการณ์สุริยุปราคาวงแหวนเหนือฟ้าใต้สุดแดนชมพูทวีป

            สุริยุปราคาวงแหวน (annular eclipse) ต่างจากสุริยุปราคาเต็มดวง (total eclipse) ตรงที่เงาพระจันทร์มีขนาดเล็กกว่าพระอาทิตย์ ปิดไม่มิดพอดีทั้งดวง จึงเห็นเป็นขอบแหวนทอง หรือวงล้อไฟ (Ring of Fire)

            วันนั้น ปรากฏการณ์สุริยุปราคาวงแหวน เงามืดจะเริ่มพาดผ่านแอฟริกาตะวันออก ได้แก่ ประเทศคองโก ประเทศเคนยา ก่อนลงสู่มหาสมุทรอินเดีย แล้วขึ้นสู่แผ่นดินบริเวณตอนใต้ของประเทศอินเดีย ตอนเหนือของประเทศศรีลังกา อ่าวเบงกอล ตอนเหนือของประเทศพม่า และไปสิ้นสุดที่ภาคตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศจีน

            เพราะพลาดชมสุริยุปราคาเต็มดวงเหนือแม่น้ำคงคาที่กรุงพาราณสีเมื่อ ๖-๗ เดือนก่อน หนนี้ผู้เขียนจึงเตรียมตัวล่วงหน้าหลายเดือน เคลียร์งานการ เพื่อเดินทางจากบางกอกริมอ่าวไทย ไปยืนอยู่ริมทะเลคาบระหว่างทะเลเบงกอลและมหาสมุทรอินเดียบนแหลมราเมชวาราม — แผ่นดินยาวๆ ที่ยื่นไปเกือบถึงเกาะศรีลังกา หรือสะพานที่พระรามกับกองทัพลิงสร้างข้ามไปช่วยนางสีดาในตำนานรามเกียรติ์  แนวปะการังตรงนี้แหละที่หนุมานดำลงไปเจริญสัมพันธไมตรีกับนางสุพรรณมัจฉา ให้ฝูงเงือกหยุดรื้อสะพานตอนกลางคืน จนสร้างสะพานถึงลังกาได้สำเร็จ

            แน่นอนว่าราเมชวารามเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของนักแสวงบุญ แถมยังตั้งอยู่ในรัฐทมิฬนาฑู ดินแดนแห่งพระศิวะและรากวัฒนธรรมของอินเดียฮินดู ว่ากันว่าพระศิวะปรากฎกายครั้งแรกในดินแดนนี้  ลุกขึ้นเต้นรำสร้างจักรวาลด้วยบิ๊กแบงก็ในพื้นที่แถบนี้

            พอดีว่าช่วงเกิดสุริยุปราคาตรงกับเทศกาลปีใหม่ “มหาสงกรานติ” ของฮินดูพอดี ชายแขกจำนวนมากจะลุกขึ้นบวชสามอาทิตย์ในช่วงนี้ ถือศีลแปด นุ่งผ้าดำผืนเดียวเพื่อละเสพสุขจากสีสัน และจับกลุ่มเดินทางกันไปกราบไหว้สถานที่ศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ

            สถานที่สำคัญแห่งหนึ่งในรายการจาริกบุญ ได้แก่ ท่าน้ำศาลอัคนีธีรธรรมริมทะเล ผู้คนจะลงมาสวดมนต์ชำระกายใจในทะเลกันแต่เช้ามืด ทั้งหญิงชาย หนุ่มสาว เด็กน้อยและผู้เฒ่า กวักน้ำขึ้นบูชา พนมมือลงชุบตัว ไม่ต่างไปจากพิธีกรรมริมแม่น้ำคงคา แต่บรรยากาศจะออกกึ่งพักร้อน คนส่วนใหญ่ตั้งสมาธิชุปตัวเพียงเสี้ยววิเดียว ก็อดไม่ได้ที่จะปล่อยใจให้เบิกบานไปกับฟ้ากว้างและเกลียวคลื่น เสียงหัวเราะเริงร่าจึงดังพอๆ กับเสียงสวดมนต์

            พราหมณ์มากหน้าหลายตานั่งจับจองที่ประกอบธุรกิจริมหาด คือประกอบพิธีกรรมให้ผู้คนทั้งหญิงชาย บางคนดูท่าจะเป็นพราหมณ์มีชื่อพอควร เพราะมีคิวรอ มีมือถือดังกริ๊งกร้างระหว่างพิธี ในขณะที่พราหมณ์บางคนนั่งหง่าว ไม่มีลูกค้าตั้งแต่เช้าจนสาย

            วัวหลายตัวถูกแต่งตัวทาเขาแต้มสีรับปีใหม่ พาเดินรับประกอบพิธีกรรม  บางครอบครัวช่วยกันก่อเขาเมรุทรายรูปศีวลึงค์กลางโยนี โรยผงคุมคุมสีแดงบนยอด แล้วพากันเดินจงกลมเวียนขวา ๓ รอบ

            ผู้คนจำนวนมากพากันปลดเปลื้องผ้าเก่า โยนมันทิ้งลงทะเล อาจเป็นสัญลักษ์พิธีกรรมตัดกิเลสสิ่งยึดมั่นที่ปฏิบัติกัน ณ ชายทะเลแห่งนี้ แบบที่ปฎิบัติกันตามเส้นทางสู่เขาไกรลาศ หรืออาจเป็นการปฎิบัติเฉพาะเทศกาลปีใหม่ ประมาณว่าทิ้งของเก่าผลัดของใหม่ก็ไม่อาจทราบได้  จะด้วยความเชื่อเช่นไรก็ตาม ผลคือคลื่นซัดเสื้อผ้าหลากสีขึ้นมากองเป็นแนวเต็มหาด อีกหลายคนลุกขึ้นตัดผมโกนหัว ทิ้งลงทะเลเช่นกัน แต่ทิ้งอะไรก็ไม่เท่ากับทิ้งซากอาหารวันวาน เป็นกองสีทองอร่ามตามแนวหาดด้านบน

            ถัดจากท่าน้ำไปเพียงราว ๒๐๐ เมตร ก็เป็นทางน้ำทิ้งโบกปูนเล่นลีลาตวัดคดเคี้ยวเลียนแบบทางน้ำธรรมชาติเล็กน้อย แต่น้ำเหม็นดำสนิท ชนิดไม่ต้องสงสัยที่มา

            บางครั้งก็เป็นเรื่องยากที่จะเข้าใจวัฒนธรรมอินเดียว่าทำไมเราห้ามหิ้วรองเท้าเข้าวัด แต่กลับถ่ายเรี่ยราดได้ตามสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่เป็นพื้นที่ธรรมชาติ  ขี้ตีนกะขี้ตูด อะไรมันสกปรกกว่ากัน ?

            เราพักกันที่โรงแรมทมิฬนาฑู เป็นโรงแรมการท่องเที่ยวของรัฐ ได้โลเคชั่นดีที่สุด ตั้งห่างจากท่าน้ำ เพียงสี่ร้อยเมตร  เราจองและจ่ายค่าห้องริมทะเลไว้ตั้งแต่สามเดือนก่อน แต่สองวันก่อนดีเดย์ ท่านผู้ว่าการรัฐทมิฬนาฑูและคณะเกิดมีประสงค์จะพักที่โรงแรมเพื่อดูสุริยุปราคา ทางโรงแรมเลยจับเราไปอยู่ที่ห้องสกปรกทรุดโทรมด้านหลัง

            จริงๆ ทางโรงแรมก็พยายามทำความสะอาดให้เราอย่างดีที่สุด แต่มุมมองความสะอาดไม่ค่อยจะตรงกันสักเท่าไหร่ เราเลยถลกแขนเสื้อเช็ดถูกันเอง ปูผ้าโสร่งสีสันงดงามบนเตียงและไปวัดซื้อมาลัยแสนหอมมาประดับ พอยกระดับคุณภาพชีวิตขึ้นมาได้หนึ่งคืน

            เช้าวันที่ ๑๕ มกราคม ๒๐๑๐ วันที่คำนวณไว้ว่าจะเกิดสุริยุปราคาวงแหวนยาวนานกว่า ๑๑ นาที ถือเป็นระยะเวลาเกิดสุริยุปราคาวงแหวนยาวนานที่สุดรอบพันปีในคริสต์สหัสวรรษที่ ๓ (ค.ศ. ๒๐๐๑-๓๐๐๐)  ทีวีอินเดีย ทีวีฝรั่ง ยกกล้องมาเตรียมถ่ายปรากฎการณ์ธรรมชาติครั้งสำคัญนี้ เช่นเดียวกับสมาคมดาราศาสตร์แห่งมุมไบ และนักดาราศาสตร์สมัครเล่นอื่นๆ ราวยี่สิบกว่าคนที่เดินทางมาจากเมืองต่างๆ ในอินเดีย กระจายกันหาจุดที่มั่นชมสุริยุปราคา บางกลุ่มขึ้นไปอยู่บนหลังคาตึก บางคนอยู่ตามพื้นที่กลางแจ้งในโรงแรม บางคนนั่งริมหาดกลางผู้คนแถวท่าน้ำ คุณปู่ผมขาวคนหนึ่งสอนหลานชายวัยสิบขวบทำเครื่องเล่นดูเงาสุริยุปราคา ใครสนใจเจ้าหนูก็แสดงให้ดู มีคุณย่ายิ้มหน้าบานด้วยความภูมิใจยืนอยู่ข้างๆ  พยักเพยิดให้เรารับรู้ “มายแกรนด์ซัน—หลานฉันเอง”

            น่าประหลาดว่าคนท้องถิ่น ประชาชนอินเดียทั่วไปแถบนั้นกลับไม่รู้เรื่องอะไรเลย ไม่รู้ว่าจะมีสุริยุปราคา ไม่รู้เทคนิคการดูพระอาทิตย์อย่างปลอดภัยแก่สายตา ไม่มีการประชาสัมพันธ์ใดๆ ทั้งสิ้น ฉะนั้นจึงไม่มีใครเอาแว่นชมดวงตะวันราคาไม่กี่สิบรูปีมาเดินขาย ดีว่าเราพกของเรามาเองจากท้องฟ้าจำลองกรุงเทพ  ถ่อ! ให้เป็นเมืองไทยหน่อยเหอะ อย่าว่าแต่แว่นเลย รับรองว่ามีทั้งเสื้อยืด แบนเนอร์ และสารพัดของที่ระลึกเหตุการณ์เร่ขายกันล้นตลาด

ในประเทศระบบประชาธิปไตยใหญ่ที่สุดในโลกอย่างอินเดีย สังคมผู้ผลิตนักดาราศาสตร์ระดับท๊อปของโลก เจ้าของดาวเทียมและจรวดนิวเคลียร์ ขอบเขตการเรียนรู้ยังคงจำกัด การชมความเป็นไปบนท้องฟ้าแดนสวรรค์เป็นเรื่องของอีลิตระดับผู้ว่าฯ จอมเบ่งเท่านั้น

จึงเป็นหน้าที่ของพวกเราที่คอยชี้ชวนให้คนดูการเปลี่ยนแปลงของเงาใบไม้บนดิน ที่ค่อยๆ กลายเป็นเงาวงเสี้ยวตามลำแสงพระอาทิตย์ที่ถูกพระจันทร์เริ่มคืบเข้ามาบังเป็นครั้งแรกตอนเวลา ๑๑.๑๔ น. (เวลาที่นี่ต่างจากเมืองไทยหนึ่งชั่วโมงครึ่ง) จากเสี้ยวน้อยๆ โค้งมากขึ้น ชัดมากขึ้น จนเมื่อพระจันทร์เข้ามาซ้อนกลางพระอาทิตย์พอดีตั้งแต่เวลา ๑๓.๑๖ น. บดบังเนื้อที่ประมาณ ๙๑ เปอร์เซนต์ ไม่มิดดวงเหลือเป็นวงแหวนจึงเรียกว่า สุริยุปราคาวงแหวน เงาใบไม้บนพื้นโลกก็กลายเป็นเงาวงแหวนกลมๆ ซึ่งเป็นลักษณะเงาพิเศษเฉพาะตัว หาดูไม่ได้ในปรากฎการณ์สุริยุปราคาเต็มดวง

เราแบ่งแว่นให้คนอื่นดู คนมีกล้องใหญ่ก็แบ่งให้เราดูอีกต่อหนึ่ง ๑๑ นาทีกว่า ๆ ผ่านไป พระจันทร์ค่อยๆ เคลื่อนออก รู้สึกอิ่มเอิบใจอย่างประหลาด เป็นความรู้สึกสุขสงบนิ่งที่อยู่ลึกในจิตใจ เป็นความสงบของความเป็นหนึ่งเดียวกับจักรวาล

คุ้มแสนคุ้มที่เดินทางมา

โอม ศานติ ศานติ

Advertisements