ทุกเสาร์อาทิตย์ที่สองของเดือนกุมภาพันธ์ กลุ่มนักดูนกและนักนิยมธรรมชาติจากทุกสารทิศในประเทศไทยมีนัดไปรวมฝูงกันที่ดอยอินทนนท์ เพื่อสำรวจประชากรนกและสัตว์ป่าอื่นๆ

            เป็นการตรวจสุขภาพดอยประจำปี เพราะสถานภาพสัตว์ป่าบ่งบอกถึงความปกติสุขของระบบนิเวศ         ทำกันมานานนับ 10 ปีแล้ว ริเริ่มโดยชมรมอนุรักษ์นกและธรรมชาติล้านนา แต่เดิมเน้นเฉพาะการสำรวจนก แต่ในช่วง 2 ปีนี้ ได้นักสำรวจธรรมชาติสาขาอื่นมาร่วมด้วย นอกจากนก จึงมีการสำรวจสัตว์เลื้อยคลาน สัตว์สะเทินน้ำสะเทินบก และปลา  

            การเฝ้าระวังตรวจสุขภาพดอยสูงสุดของไทย ที่ที่มีระบบนิเวศพิเศษของประเทศ มีพืชสัตว์เฉพาะถิ่น หาไม่ได้ที่อื่นใดในโลกยกเว้นบนดอยนี้ แสดงให้เห็นแนวโน้มอาการป่วยไข้ที่นับวันมีแต่ทรุดโทรมลงไปเรื่อยๆ อย่างชัดเจน ทั้งชนิดพันธุ์และประชากรสัตว์ลดลงน่าใจหาย สาเหตุหลักจากการพัฒนาและกิจกรรมผิดที่ผิดทางของหลายหน่วยงานที่แห่กันขึ้นไปกระทำบนดอยอินทนนท์ (อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้จากนิตยสารสารคดี ฉบับกุมภาพันธ์ 2553 หน้าปกพระอาจารย์มั่น ซึ่งกำลังวางแผงอยู่)

            แค่หน่วยงานรัฐที่มีจุดมุ่งหมายขัดแย้งสวนทางกันก็เกินกำลังธรรมชาติดอยจะรับไหว หากในระยะหลังยังมีกิจกรรมซีเอสอาร์ (CSR, Corporate Social Responsibility) ของเอกชนร่วมผสมโรงด้วย

            อาทิ กิจกรรมสร้างฝายกั้นลำธาร

            ในช่วง 5-6 ปีที่ผ่านมานี้ บ้านเรานิยมสร้างฝายกันมาก เริ่มจากการสร้างฝายในพื้นที่เสื่อมโทรม เพื่อชะลอน้ำกักเก็บความชื้นในดินให้พืชพันธุ์งอกงาม ป่าฟื้นตัว  แนวคิดการฟื้นฟูสีเขียวด้วยการกักความชื้นในดินมาจากแนวคิด permaculture ของออสเตรเลีย ซึ่งน่าสนใจว่าไม่ได้เน้นสร้างฝาย แต่อาจใช้วิธีขุดแหล่งน้ำในพื้นที่ก็ได้  อย่างไรก็ตาม ณ วันนี้  การสร้างฝายถูกมองว่าเป็นการสร้างความชุ่มชื้น สร้างความชุ่มชื้นก็เท่ากับสร้างความดี เลยกลายเป็นกิจกรรมจิตอาสาและซีเอสอาร์ช่วยสังคม จนกิจกรรมสร้างฝายแพร่กระจายไปทุกหนแห่ง โดยเฉพาะในอุทยานแห่งชาติต่างๆ ที่มีป่าสมบูรณ์ดีอยู่แล้ว

            เราเป็นสัตว์บก มุมมองก็มักจำกัดอยู่บนบกเป็นธรรมดา ต้องยอมรับว่ามนุษย์ส่วนใหญ่มองเห็นสายน้ำเป็นแค่ทางส่งน้ำหล่อเลี้ยงแผ่นดิน แต่จริงๆ แล้วใต้น้ำก็มีโลกของมัน เป็นโลกที่ต้องการความวามหลากหลายของภูมิประเทศไม่ต่างไปจากโลกบนบก มีที่หากิน ที่หลบภัย ที่วางไข่ ที่เลี้ยงลูกต่างๆ นานา ที่ต่างๆ ก็มีลักษณะต่างกัน การทำลายกายภาพลำน้ำ เช่น ขุดลำน้ำให้ตรง  ดาดคอนกรีต สร้างเขื่อนกั้นน้ำไหล ทำลายแก่งน้ำ ฯลฯ  บางครั้งจึงไม่ต่างจากการตัดไฮเวย์ผ่าป่าอเมซอน

            สำหรับสัตว์น้ำตามลำธาร โดยเฉพาะลำธารบนเขา  การทำลายกายภาพลำน้ำยิ่งเป็นเรื่องซีเรียส   โดยธรรมชาติ  พื้นลำธารที่สูงชันน้ำไหลแรงจะเต็มไปด้วยก้อนหินก้อนกรวดขนาดย่อมๆ ที่ไม่ไหลง่ายๆ ตามน้ำ  โดยเฉพาะบริเวณแก่ง ในขณะที่น้ำจะพัดพาทรายหรือกรวดเล็กๆ ลงไปสู่ที่ลุ่ม น้ำไหลช้าลง ก็ทิ้งทรายลงตามท้องน้ำ พื้นแม่น้ำที่ราบลุ่มเลยเป็นทรายเสียมาก นี่เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้บ้านของสัตว์ในแก่งน้ำตามลำธารบนเขาแตกต่างจากบ้านสัตว์ในแม่น้ำที่ลุ่มโดยสิ้นเชิง ฉะนั้นก็ไม่แปลกว่าปลาที่อาศัยในลำธารคงเป็นปลาคนละชนิดกับปลาแม่น้ำ หลายชนิดเป็นปลาที่อาศัยตามซอกหินในแก่งลำธาร มีระบบเลือดและอวัยวะพิเศษสำหรับปรับตัวอยู่กับสภาพแก่งเชี่ยว น้ำเย็นไหลแรง อ๊อกซิเจนในน้ำสูง เป็นปลาเกาะหิน ไม่ใช่ปลาว่ายไปมาในน้ำหรือมุดทรายอยู่

            ปัจจัยพิเศษหลายอย่าง (ที่ไม่อาจเล่าได้เพราะเนื้อที่คอลัมน์จำกัด) ทำให้เมืองไทยของเราไม่เพียงแต่มีความหลากหลายของปลาน้ำจืดในระดับท็อปๆ ของโลก หากยังมีปลาเฉพาะถิ่นอยู่ไม่น้อย หมายความว่าไม่พบในประเทศอื่นใดในโลก ยิ่งเขาสูงอย่างดอยอินทนนท์ยิ่งมีความจำเพาะ คือพบเฉพาะบนดอยอินทนนท์เพียงแห่งเดียวในโลกนี้

            หนึ่งในนั้น ได้แก่ ปลาค้างคาวติดหิน (Oreoglanis siamensis หรือ Siamese Bat Catfish)

            ปลาค้างคาวติดหินอาศัยตามซอกหินในน้ำเย็นเฉียบไหลแรงบนดอยอินทนนท์ ปัจจุบันได้รับสถานะเป็นสัตว์คุ้มครองตามกฎหมาย แต่ในช่วงปีหลังๆ มีการสังเกตกันว่าหายากขึ้นเรื่อยๆ  อย่างไรก็ตาม เราไม่มีการบันทึกจริงๆ จังๆ จนเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ปี 2552  ผู้เชี่ยวชาญปลา คุณนณณ์ ผาณิตวงศ์ และเพื่อนฝูงนักนิยมธรรมชาติกลุ่ม siamensis ได้ร่วมงานสำรวจสุขภาพดอยอินทนนท์ประจำปี  พบปลาค้างคาวติดหินในน้ำตกห้วยทรายเหลืองบนดอยอินทนนท์ประมาณ 20 ตัว

            หนึ่งปีต่อมา กุมภาพันธ์ 2553 สำรวจซ้ำที่เดิม ไม่พบเลยแม้แต่ตัวเดียว

พบแต่ฝายกั้นลำธารหลายฝาย

            จากลำธารพื้นก้อนหินปลอดฝายปีที่แล้ว ห้วยทรายเหลืองกลายเป็นลำธารน้ำเอื่อยลง มีทรายเข้าไปอุดซอกโพรงหินที่ปลาค้างคาวติดหินเคยใช้อาศัยอยู่ได้ เนื่องจากฝายกั้นทรายไม่ให้ไหลไปกับน้ำตามธรรมชาติ การสร้างฝายบนห้วยนี้จึงเป็นการทำลายถิ่นอาศัยของปลาภูเขาอย่างจัง

            ฝายเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมซีเอสอาร์ของบริษัทเอ็กโก เมื่อมีการนำผลสำรวจปลาค้างคาวไปแจ้งให้ทราบ และขอให้รื้อฝายออก ทางบริษัทก็จัดการรื้อออกไปสามอันทันที

            ปัญหาคือยังคงเหลือฝายอีกหลายอันที่บริษัทสร้างบนห้วยทรายเหลืองและยังไม่ได้รื้อ หากจะหวังให้โอกาสประชากรปลาค้างคาวฟื้นกลับคืนมา เราจำเป็นจะต้องรีบรื้อฝายเหล่านี้ออกไป และหวังว่าหนึ่งปีที่ไปทำลายบ้านปลามายังคงไม่สายเกินแก้

            อย่าลืมว่า บ้านของปลาค้างคาวติดหินมีอยู่ที่เดียวในโลก และลำธารหลายสายบนดอยอินทนนท์ถูกทำลายไปกับการพัฒนาแล้ว

            การยินยอมรื้อฝายไปสามฝายของบริษัทเอ็กโกเป็นเรื่องน่าชื่นชม เป็นการแสดงวุฒิภาวะของการเรียนรู้ เมื่อพบว่าผิด แม้จะทำไปด้วยเจตนาดี ก็ยอมรับผิด แต่หากจะแก้ผิดเป็นชอบ บริษัทเอ็กโกจะต้องรีบรื้อฝายทั้งหมดออกโดยเร็วที่สุด

            การแสดงความรับผิดชอบไม่ใช่การเสียหน้า แต่เป็นการให้การศึกษาแก่สังคมด้วยแบบอย่างที่ดี

และนี่คือซีเอสอาร์ที่แท้จริง

กรุงเทพธุรกิจ:  มีนาคม 53

Advertisements