หมายเหตุ : ฉันเริ่มเขียนบทความนี้หลังสลายการชุมนุมไปไม่กี่วัน ตั้งใจจะเอาลงคอลัมน์ที่เขียนทุกต้นเดือนใน นสพ.กรุงเทพธุรกิจ แต่ยังเขียนไม่ทันจบก็ตัดสินใจทิ้ง เพราะรู้สึกว่าเริ่มเชยไปเสียแล้ว ยังไงก็ลองอ่านเป็นน้ำจิ้ม ก่อนบทความชิ้นใหม่จะตีพิมพ์ในกรุงเทพธุรกิจ ฉบับวันพฤหัสที่ 3 มิถุนายน เพราะจริงๆ แล้วมันเชื่อมโยงกัน

ในวันนี้ ชาวกรุงเทพฯ จำนวนมากรู้สึกเจ็บปวดกับความสูญเสียและความรุนแรงที่เกิดขึ้น อึดอัดโกรธแค้นกับการถูกริดรอนสิทธินานนับกว่าสองเดือน แถมยังถูกด่าทอเหยียดหยามต่อความเป็นคนชนชั้นกลาง ว่าเป็นชนชั้นกลวง เห็นแก่ตัว ไม่มีหัวใจคิดถึงความทุกข์ยากและสิทธิของเพื่อนร่วมโลกจากชนบท ทำให้พวกเขาต้องเดินทางมาเขย่ากรุง จนเกิดการสูญเสียชีวิต แต่ชนชั้นกลวงก็ยังเสียดายกันแต่ตึกที่ถูกไฟเผา

มันเป็นการกล่าวหาแบบเหมารวมที่ไม่มีประโยชน์ ไม่สร้างสรรค์ และไม่ยุติธรรม แม้จะมีข้อเท็จจริงอยู่บ้างในระดับปัจเจกชนบางกลุ่มบางคนบางราย แต่เราต้องระลึกจำความรู้สึกนี้ไว้ เพราะมันเป็นความรู้สึกเดียวกันกับที่คนชนบทจำนวนมากเช่นกันต้องประสบมาเป็นเวลาหลายสิบปี

การสูญเสียวิถีชีวิต ทรัพย์สิน หนทางดำรงชีพทำมาหากินของชาวเมืองผู้บริสุทธิ์จากเหตุการณ์ชุมนุมกลางกรุงของคนเสื้อแดงครั้งนี้ ไม่ต่างไปจากการสูญเสียวิถีชีวิต ทรัพยากรดำรงชีพ และสิทธิพื้นฐานในการออกปากออกเสียงกำหนดทิศทางชีวิตตนเอง จากนโยบายและโครงการพัฒนาของรัฐบาลหลายยุคหลายสมัย ที่มุ่งสนองประโยชน์กลุ่มธุรกิจ อุตสาหกรรม และคนเมืองเป็นหลักมาเป็นเวลาหลายสิบปี

ขอยกตัวอย่างชัดๆ เพียงกรณีเดียว รัฐไล่ที่ชาวบ้านสร้างเขื่อนปิดปากแม่น้ำมูล เขื่อนนี้ผลิตไฟฟ้าได้เพียงพอสำหรับห้างยักษ์ติดแอร์ 1-2 ห้าง แต่ทำลายระบบนิเวศแม่น้ำสายหลักของอีสาน ระเบิดแก่งที่ปลาวางไข่ และกีดกั้นการอพยพของปลาจนหายไปร้อยละ 80 ชาวบ้านที่พึ่งพาแม่น้ำหลายพันครอบครัวอยู่ไม่ได้ เรียกร้องขความเป็นธรรมต่อรัฐบาลกี่ชุด ก็โดนเบี้ยวครั้งแล้วครั้งเล่า กว่าจะได้ค่าชดเชย ได้มาแล้วก็ฟื้นฟูชีวิตไม่ได้เพราะแม่น้ำซึ่งเป็นฐานชีวิตถูกทำลายไป เราคนเมืองยังดีกว่า ได้รับการชดเชยจากเหตุการณ์ครั้งนี้โดยไม่ต้องร้องขอ

ชาวบ้านเหล่านี้เป็นผู้ถูกกระทำ เหมือนกับคนเมืองถูกกระทำ เราอาจบอกว่าเราไม่ได้เป็นคนไปรังแกชาวบ้านชนบทสักหน่อย แต่คนเสื้อแดงจำนวนมากก็ไม่ได้ตั้งใจรังแกเราเช่นกัน ผู้เขียนเชื่อว่าผู้ชุมนุมหลายคนไม่ได้รู้หรอกว่าเขาสร้างความเดือดร้อนทุกข์ยากแก่คนเมืองหาเช้ากินค่ำแค่ไหน เขาอาจมองว่าเราเสียความมรื่นรมย์ในกิจกรรมช้อปปิ้งฟุ้งเฟ้อเท่านั้น เพราะเขาไม่รู้ซึ้งถึงกลไกระบบนิเวศในเมือง ไม่รู้ว่าการปิดถนนสายสำคัญและการ (พยายาม) ทำลายรถไฟฟ้า เป็นการปิดกั้นการไหลเวียนของธาตุอาหารและชนิดพันธุ์สัตว์–คือมนุษย์อาชีพต่างๆ—ที่ทำให้ระบบนิเวศดำเนินไปได้ ทั้งในบริเวณสายหลักและเส้นสายอื่นๆ ไม่ต่างไปจากที่คนเมืองหลายคนไม่รู้ว่าการกั้นแม่น้ำและทำลายถิ่นอาศัยหากินของปลา เป็นการรังแกคนชนบทอย่างรุนแรงและเจ็บปวดเป็นที่สุด

เรากับเขาจึงไม่ต่างกัน ล้วนแล้วแต่เป็นเหยื่อของผู้นำไร้ความรับผิดชอบและลิ่วล้อจอมกร่างด้วยกันทั้งสิ้น

แต่ครั้งนี้ เราน่าจะมีศักยภาพที่จะเข้าใจและเห็นใจความทุกข์ของคนต่างถิ่นต่างฐานมากขึ้นกว่าเดิม เพราะเราได้ลิ้มรสทุกข์นั้นจากประสบการณ์ตรงเช่นกัน

ความเห็นใจมีพลังมากกว่าการรับรู้เพียงข่าวสารข้อมูล มันมีแรงขับเคลื่อนให้เราคิดค้นหาหนทางเปลี่ยนแปลงสังคมได้อย่างสร้างสรรค์มากกว่าความกลัว

Advertisements