ช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา ข่าวสิ่งแวดล้อมโดนข่าวการเมืองเหยียบกลบจมมิดดิน ทั้งๆ ที่เป็นเรื่องวิกฤตของจริง แต่ตอนนี้ เราได้พักยกตั้งสติ ในระหว่างรอฝุ่นตลบสงบลง สังคมมีโอกาสหันมาคิดถึงการปฏิรูปเปลี่ยนแปลงประเทศอย่างจริงจัง เพื่อช่วยกันแก้ไขปัญหาความไม่เป็นธรรม ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ ที่เป็นปัญหาเรื้อรังมานานนับหลายสิบปี

ความผิดปกติของสังคม ดูกันได้ง่ายๆ – คนปลูกข้าวให้เรากิน มีรายได้ติดลบ ไม่พอจ่ายต้นทุนและแรงงาน ในขณะที่คนทำโฆษณายาทาจักกะแร้ขาว มีเงินเดือนเหยียบหลักแสน

ถ้าดูในชีวิตคนคนเดียวกัน ตัวผู้เขียนเอง เมื่ออายุ 20 ขวบ ทำงานโฆษณา มีรายได้ดีกว่าตอนอายุ 40 กว่า เมื่อทำงานสิ่งแวดล้อม โดยยังไม่ต้องคิดอัตราค่าเงินเฟ้อ ทั้งๆ ที่งานสิ่งแวดล้อมที่ทำอยู่เป็นงานที่อาศัยความรู้เฉพาะทางและทักษะมากมายรอบด้านกว่างานเดิมหลายเท่าตัว ต้องใช้ความรู้ทางชีวะ ความรู้ทางภูมิศาสตร์ ความรู้ทางสังคม ทักษะงานวิจัย ทักษะการสื่อสาร ความสามารถในการเขียนสองภาษา ความสามารถทางศิลปะ ตลอดจนการบริหารจัดการ

แม้กระนั้น ผู้เขียนซึ่งปลูกข้าวไม่เป็น ปลูกผักไม่ค่อยขึ้น ยังมีรายได้ดีกว่าชาวนาไทยมากมาย

เราจะเรียกสังคมที่ให้คุณค่าแก่ปัจจัยสี่น้อยกว่าจักกะแร้ขาวเนียนว่าอย่างไร เป็นสังคมผิดปกติใช่หรือไม่

หากจะแก้ปัญหาความไม่เป็นธรรมในสังคม ให้มีความเหลื่อมล้ำน้อยลง เราจึงต้องแก้ปัญหาค่านิยมบิดเบี้ยวในสังคมควบคู่กันไป และต้องเป็นการสร้างค่าที่เป็นรูปธรรมจับต้องได้ โดยบูรณาการแนวทางแก้ปัญหาวิกฤตสิ่งแวดล้อมที่มวลมนุษยชาติกำลังประสบอยู่ไปพร้อมๆ กัน

แนวทางหนึ่งที่น่าสนใจ ได้แก่ การให้เครดิตเขียว (Green Credit)

เครดิตเขียวเป็นเรื่องที่พูดถึงกันมากในกรุงโคเปนเฮเก้น ช่วงจัดประชุมผู้นำนานาชาติเรื่องการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศโลกเมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมา ฐานคิดคือสร้างแรงจูงใจให้รางวัลแก่คนที่ประกอบการดีเพื่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม แทนที่จะปกป้องสิ่งแวดล้อมด้วยการทำโทษผู้ทำลายสิ่งแวดล้อมเพียงอย่างเดียว

ด้วยแนวคิดนี้ การสร้างคุณประโยชน์ต่อสิ่งแวดล้อมสามารถถูกตีค่าเป็นราคาเป็นรายได้ได้ ไม่ได้เป็นเพียงผลดีฟรีๆ จากการเสียสละทำดีเท่านั้น

ประชาคมกรุงโคเปนเฮเก้นประเดิมนโยบายเครดิตเขียวด้วยการให้เครดิตแก่กลุ่มคนขี่รถจักรยาน มีมิเตอร์คิดระยะทางการขี่รถส่งเข้าคอมพิวเตอร์กลาง เมื่อเอาเครดิตมารวมกัน ก็สามารถคิดเป็นค่าลดคาร์บอน นำไปตีเป็นทุนพัฒนาเมืองให้น่าอยู่และยั่งยืน หลักการไม่ต่างจากการสะสมไมล์บิน แต่สะสมให้โลกดีขึ้น ไม่ใช่สะสมให้บริโภคและทำลายได้มากขึ้น

ลองนำแนวคิดเครดิตเขียวมาใช้กับชีวิตของเราในเมืองไทย

ทุกวันนี้ คนเมืองจ่ายภาษีมากที่สุดไปสู่ชนบท แต่สารพัดทรัพยากรที่ทนุบำรุงให้เราดำเนินชีวิตอยู่ได้นั้นเล่าเดินทางมาจากไหน น้ำ อาหาร แรงงาน และแม้แต่อากาศหายใจ ทั้งหมดนี้มีผู้ใด สิ่งใด ชีวิตใดดูแลอยู่

น้ำประปาที่เราใช้มาจากแม่น้ำ ไหลรินมาจากป่าเขาต้นน้ำ ป่าซับน้ำไว้ไม่ให้ไหลหลากมากเกินไปในหน้าฝน และป่าปล่อยน้ำให้ชีวิตท้ายน้ำมีดื่มกินในหน้าแล้ง ระบบนิเวศอื่นๆ ก็มีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากันในการรักษาความสมดุลย์และประสิทธิภาพของวงจรน้ำ อากาศ ดิน และแร่ธาตุทั้งปวงที่ชีวิตเราพึ่งพา

ในสมัยก่อน ประชากรมนุษย์น้อย ธรรมชาติมีมาก ย้อนไปแค่ 50 ปี เมืองไทยมีคนแค่ 20 ล้านคน มีป่าร้อยละ 60 ของพื้นที่ประเทศ สิ่งที่เราได้จากธรรมชาติจึงถือว่าเป็นของฟรี แต่ในวันที่เรามีประชากร 65 ล้านคน มีป่าเหลือแค่ร้อยละ 20 เราต้องอาศัยกลุ่มคน ที่เป็นมนุษย์มีเลือดมีเนื้อ มีท้องหิวข้าว ออกแรงลงมือดูแลปกป้องรักษาธรรมชาติแก่ส่วนรวม กลุ่มคนนั้นมีทั้งที่เป็นหน่วยงานรัฐ ชุมชนท้องถิ่น หรือองค์กรอื่น

ถึงเวลาแล้วที่เราจะเพิ่มคุณค่าและราคาให้กับบทบาทการทำงานเพื่อสังคม

ลองคิดเล่นๆ สมมุติว่าชนชั้นกลางระดับกลางๆ ไม่ต้องจ่ายภาษีเพิ่ม แต่เปลี่ยนวิธีจัดเก็บภาษีเสียใหม่ ให้สอดคล้องกับรายรับรายจ่ายในการพัฒนาอย่างยั่งยืน มีการให้เครดิตเขียว เป็นต้นว่า

• ค่าน้ำประปา อาจรวมค่าป้องกัน/จัดการไฟป่า อนุรักษ์ป่าต้นน้ำ ดงพืชริมน้ำ และพื้นที่ชุ่มน้ำอื่นๆ ที่รักษาวงจรน้ำให้เป็นปกติ จัดตั้งเป็นกองทุน รายได้จากกองทุนนี้ไปสู่ชุมชนหรือองค์กรที่รักษาระบบนิเวศโดยตรง

• ผู้ทำการเกษตรธรรมชาติและเกษตรอินทรีย์ได้เครดิตพิเศษ เป็นรายได้ค่าฟื้นฟูระบบนิเวศดินและสังคมชีวิตในดิน ซึ่งมีศักยภาพสามารถดูดซับมีเทน – ก๊าซเรือนกระจกที่ดูดซับได้ยากกว่าคาร์บอนไดออกไซด์ และมีคุณสมบัติสร้างภาวะเรือนกระจกสูงกว่าคาร์บอนไดออกไซด์ถึง 23 เท่า

• ผู้ทำการอนุรักษ์หรือจัดการฟื้นฟูพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่งเพื่อส่งเสริมความหลากหลายทางชีวภาพ ได้เครดิตเขียว นำไปลดหย่อนภาษีรายได้ หรือได้ค่าตอบแทนโดยตรง

• เจ้าของที่ดินที่เว้นพื้นที่ริมน้ำเพื่อฟื้นฟูธรรมชาติดงพืชฝั่งน้ำ ช่วยป้องกันการกัดเซาะ ดักตะกอนและมลพิษที่ไหลหลากจากแผ่นดินสู่สายน้ำ ได้ละเว้นหรือลดหย่อนภาษีที่ดิน

• เยาวชนที่ทำงานช่วยเหลือสังคม ได้เครดิตพิเศษในการเข้าเรียนมหาลัย

ฯลฯ ฯลฯ สุดแล้วแต่จะสรรค์สร้างจินตนาการ เราช่วยกันคิด รายละเอียดวิธีการเป็นธุระของคนมีหัวทางเศรษฐศาสตร์และสังคมมาปรับปรุงต่อให้ปฏิบัติได้จริงอย่างเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย

มาตรการสร้างแรงจูงใจแก่วิถีชีวิตสีเขียว นอกจากจะมีส่วนช่วยให้เรากำหนดทิศทางการใช้งบประมาณในสังคมสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืนแล้ว ข้อดีของการแปรการอนุรักษ์เป็นเครดิตการเงิน (ซึ่งไม่จำเป็นต้องออกมาในรูปแบบของเม็ดเงินเสมอไป) ยังเป็นการให้คุณค่าแก่บทบาทของผู้คนที่ผลิตอาหารปลอดภัยมีคุณภาพให้เรา หรือผู้คนที่ดูแลธรรมชาติ ดูแลพืชและสัตว์ ที่ทำงานบริการให้ความปกติสุขแก่เรา ให้เขาอยู่ได้อย่างมีเกียร์ติ มีโอกาสสามารถเป็นอาชีพสร้างรายได้ ไม่ต่างไปจากงานผลิตสินค้า หรืองานให้บริการอื่นๆ ในสังคม

เพราะที่สุดแล้ว เราอยู่ร่วมกันได้ เมื่อเราตระหนักรู้ในคุณค่าของกันและกัน

กรุงเทพธุรกิจ: โลกในมือคุณ, 3 มิถุนายน 53

Advertisements