กรมทางหลวงอธิบายถึงเหตุผลจำเป็นแก่สังคมต่อกรณีตัดต้นไม้ขยายถนนไปเขาใหญ่ ว่าเพื่อรองรับนักท่องเที่ยวจำนวนมากมายที่แห่กันไปพักรีสอร์ตรอบตีนเขา และคงจะหมายถึงจำนวนนักท่องเที่ยวที่แห่กันขึ้นไปพักบนอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ในช่วงเทศกาลวันหยุดด้วย

เขามองว่าเขาทำตามหน้าที่ แต่การมุ่งสนองรองรับจำนวนคนจำนวนรถยนต์สู่พื้นที่ที่จัดไว้เพื่อคุ้มครองธรรมชาติไม่ใช่ทางแก้ปัญหาที่ยั่งยืน เพราะยิ่งมีถนนมากขึ้น ดีขึ้นเท่าไหร่ รถก็ยิ่งมากขึ้นตามไปเท่านั้น อุปสงค์ไม่เคยลดลงตามอุปทานที่เพิ่มขึ้นในกรณีนี้เลย แค่จำนวนที่แห่กันมาขณะนี้ ก็เกินความสามารถของตัวอุทยานแห่งชาติจะรองรับได้อยู่แล้ว ทุกๆ ปีในช่วงปีใหม่หรือสงกรานต์ หัวหน้าอุทยานแห่งชาติต้องออกแถลงข่าวปัญหาขยะ ปัญหาน้ำ ปัญหาสัตว์ป่าถูกคุกคาม พร้อมกับเชื้อเชิญให้แบ่งๆ กันไปเที่ยวที่อื่นบ้าง

อดคิดไม่ได้ว่า ถ้ากรุงเทพมันไม่เป็นเมืองนรก ยากไร้ขาดแคลนสีเขียวขนาดนี้ บางทีผู้คนอาจไม่รู้สึกตึงเครียดกระวนกระวายกระเสือกกระสน จนต้องดิ้นรนออกต่างจังหวัดทุกครั้งที่มีวันหยุดกันมากอย่างนี้

ทุกครั้งที่พูดถึงการเพิ่มพื้นที่สีเขียวในเมือง กทม.เป็นต้องอ้างถึงข้อจำกัดขาดแคลนพื้นที่สาธารณะ ปลูกได้แต่สวนหย่อมหัวมุมถนนสี่แยก (แต่ขณะเดียวกันก็ไล่ตัดต้นไม้ตามซอยทิ้ง) ปัญหาผังเมืองเฮงซวยขาดพื้นที่สาธารณะเป็นปัญหาจริงที่ไม่มีใครปฏิเสธ แต่เรามักลืมนึกถึงพื้นที่สาธารณะประเภทหนึ่งไป

ฉันกำลังพูดถึงวัดในเมือง

กรุงเทพฯ ของเรามีวัดอยู่มากกว่า 70 วัด หลายวัดเป็นวัดเก่าแก่อายุ 100-200 ปี จำนวนไม่น้อยตั้งอยู่ริมคลอง ไม่นานมานี้เคยเขียวครึ้มร่มรื่น แต่ในช่วง10 ปีที่ผ่านมานี้กลับถูกแปรสภาพเป็นพื้นซีเมนต์

ฉันไม่ใช่คนเข้าวัด ถ้าจะไปตักบาตรบ้างก็ไปวัดปทุมวนาราม วัดป่ากลางเมืองย่านสยามสแควร์ เพราะเป็นที่ร่มรื่นให้หลบร้อนมาแต่เด็ก ประกอบกับช่วงปีก่อนๆ ทำงานออกต่างจังหวัดบ่อยๆ ก็เลยไม่ทันใส่ใจรับรู้ถึงการเปลี่ยนแปลงในจังหวัดบ้านตัวเอง จนเพื่อนที่มีบ้านอยู่เยื้องๆ วัดคลองชักพระโทรมาเล่าให้ฟัง วัดนี้มีสวนป่าโบราณอยู่ริมคลอง ต้นไม้ปลูกไว้ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 3 ขึ้นครึ้มซ้อนกันหลายชั้นเหมือนต้นไม้ในป่าฝน แต่เมื่อราวปี 47 เปลี่ยนเจ้าอาวาส เจ้าคนใหม่นี่ไปเข้าใจอะไรยังไงไม่ทราบ นึกว่าตัวเองเป็นเจ้าของวัด และคงมองว่าต้นไม้ไม่มีชีวิตเหมือนสัตว์ ไม่อยู่ในศีลข้อแรก ปาณาติปาตาเวรมณี จึงลุกขึ้นมาสั่งฟันต้นไม้เกรียนเรียบ ทำเป็นลานจอดรถไว้รองรับหมู่คณะโยมตามกระแสนิยมทำบุญ 9 วัดบ้าง 99 วัดบ้างตามแรงศรัทธา เหลือไว้แต่โพธิ์ใหญ่ต้นเดียว

ชาวพุทธไทยเราก็แปลก แตกต่างไปจากชาวเอเซียชาติอื่นๆ อีกหลายวัฒนธรรมอย่างแขกอินเดีย ศรีลังกา เนปาล ธิเบต และแม้แต่ญี่ปุ่น วัฒนธรรมเหล่านี้เวลาทำบุญ เขาจะให้ความสำคัญกับการเดินทางสู่สถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่จะไปจาริกบุญเท่าๆ กับหรือบางครั้งมากกว่าการไปถึงที่หมายด้วยซ้ำ ถือว่าการเดินทางต้องเป็นการบำเพ็ญจิตใจไปด้วยจึงจะได้บุญ เขาจึงนิยมเดินเท้าไปทำบุญ หลายแห่งเดินเท้าเป็นระยะทางไกลหลายวันหลายอาทิตย์ ย่างก้าวเจริญสติไปตลอดทาง เมื่อถึงที่หมาย จิตใจก็พร้อมน้อมรับความศักดิ์สิทธิ์ของสถานที่พอดี

แต่คนไทยไม่เดิน เราเน้นทำบุญตรงแอ็คชั่นทำทานกับพระ ทำบุญเป็นการฝากธนาคารสวรรค์ มีพระเป็นเจ้าหน้าที่ธุรกรรม เดินทางด้วยรถยนต์สะดวกดี แล่นมาเทียบศาลาได้ยิ่งดี ไปเร็วมาเร็วได้ครบ 99 วัด อิ่มบุญไวๆ

วัดน่าจะเป็นพื้นที่อนุรักษ์ เป็นพื้นที่สีเขียวในเมืองกรุง เป็นเขตอภัยทานไม่เฉพาะแต่แก่ปลาท่าน้ำหน้าวัด แต่เป็นแหล่งหลบภัยแก่ต้นไม้ นก กระรอก สิงสาราสัตว์ต่างๆ อีกด้วย เราน่าจะหันมาสร้างกระแสนิยมวัดเขียว สร้างแรงจูงใจให้เจ้าอาวาสเห็นดีเห็นงามกับการรักษาหมู่มวลพฤกษาในวัดเอาไว้ เอามาคิดค่าดูดเก็บคาร์บอนบรรเทาโลกร้อนก็ย่อมได้

เคยคิดกันว่าน่าจัดประกวดวัดเขียวในเมือง เพื่อรักษาต้นไม้ที่ยังมีอยู่ แต่ในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมานี้ ทีมงานมูลนิธิโลกสีเขียวเที่ยวเสาะหาแหล่งดงต้นไม้ในกรุงเทพฯ เพื่อสำรวจไลเคนตัวบ่งชี้คุณภาพอากาศ ใช้วิธีดูจากกูเกิ้ลเอิร์ธ เห็นหลายวัดครึ้มเขียว พอดั้นด้นไปถึง กลับเจอแต่ลานปูนร้อนๆ ประดับก้อนขี้หมา เป็นเช่นนี้วัดแล้ววัดเล่า ภาพบางกอกบนกูเกิ้ลเอิร์ธถ่ายเมื่อปี ค.ศ.2004 – 2008 กลายเป็นภาพประวัติศาสตร์ มาใช้เป็นลายแทงหามรกตนครในปัจจุบันไม่ได้เลย

คุณปานบัว บุญปาน กรรมการท่านหนึ่งของมูลนิธิฯ ก็เจอปัญหาเดียวกัน จึงพากลุ่มมติชนไปทำบุญทอดผ้าป่ารุกขชาติ ปลูกต้นไม้ใหม่ให้วัดหนังริมคลองด่าน ย่านฝั่งธนฯ เริ่มกันที่วัดนี้เพราะเป็นวัดบ้านเกิด สร้างมาแต่สมัยอยุธยา และมีเจ้าอาวาสที่เข้าใจเห็นตรงกัน (นอกจากศิลปะที่งดงามมากๆ แล้ว วัดนี้ยังมีพิพิธภัณฑ์เล็กๆ แต่ทำได้ดีมาก ขอแนะนำ)

เพราะไม่เหลือต้นไม้ให้อนุรักษ์ ในวันนี้เราจึงต้องปลูกกันขึ้นใหม่ จะถือเป็นการทำบุญ หรือเป็นกิจกรรม CSR ร่วมกับวัดก็ได้

บริษัทต่างๆ ที่อยากหากิจกรรมปลูกต้นไม้ลดโลกร้อน แทนที่จะจัดแข่งแรลลี่ ขับรถเผาน้ำมันไปหลายร้อยกิโลเพื่อปลูกต้นไม้ที่ไม่มีใครดูแล ปลูกเสร็จไม่นานก็เฉาตาย ลองหันมาดูวัดในเมืองที่ตัวเองอยู่บ้าง และทำอย่างยั่งยืน สร้างความสัมพันธ์ต่อเนื่องกับวัดและชุมชน ร่วมกันวางแผนฟื้นฟูธรรมชาติในวัดขึ้นมา

ถ้าเป็นวัดเก่า มีข้อมูลประวัติศาสตร์ ไม้ที่ปลูกก็อาจเป็นพันธุ์ไม้ดั้งเดิม ถ้าปลูกเป็นสวนป่าเหมือนเดิมได้ยิ่งดี ถ้ารื้อฟื้นประวัติศาสตร์ไม่ได้ ก็อาจปลูกเป็นธีมสร้างเอกลักษณ์ให้แก่วัด เป็นวัดไม้หอม ไม้ทำยา ไม้มงคล ตามที่นิยมออกแบบสวนพฤกษศาสตร์กัน หรือจะปลูกเป็นดงไม้ดอกตระการตา ชวนกันมาทำบุญฤดูดอกกัลปพฤกษ์บาน แทนบินไปปิคนิคเทศกาลซากุระบานที่ญี่ปุ่นก็เก๋ไก๋ดี

แต่สำหรับฉัน เจ๋งสุดต้องปลูกไม้ดอกไม้ผลที่นกและสัตว์อื่นๆ ชอบกิน ดึงดูดชีวิตป่าหลากหลายสายพันธุ์เข้ามาในวัด รื้อฟื้นความหมายของเขตอภัยทาน

ไม้ผลหลายชนิดที่คนชอบกิน ก็ปลูกให้เป็นธนาคารอาหารแก่ชุมชน เป็นอาหารปลอดสารในเมือง ลดการขนส่ง เปลืองน้ำมัน ทำโลกร้อน

ทำวัดเขียว สร้างเมืองเขียว ถึงสวรรค์เห็นๆ กันทันตาในชาตินี้แน่นอน

กรุงเทพธุรกิจ, กรกฎาคม 2553

Advertisements