เดือนนี้ขออนุญาตเขียนจดหมายส่งมาจากเบลลิงแฮม เพราะมีเหตุให้ต้องมาสิงสู่อยู่ที่นี่ราวหนึ่งเดือน

เบลลิงแฮมเป็นเมืองเล็กทางฝั่งแปซิฟิคในรัฐวอชิงตัน สหรัฐอเมริกา ตั้งอยู่ริมทะเลราวๆ ครึ่งทางระหว่างเมืองซีเอตเติ้ลกับเมืองแวนคูเวอร์ของประเทศแคนาดา

ไม่นานมานี้เบลลิงแฮมเคยเป็นเมืองกึ่งอุตสาหกรรมโทรมๆ เอื่อยๆ ที่ไม่มีใครสนใจ นอกจากนักปีนเขาที่มาปีนเขาหิมะเมาท์เบเกอร์ แต่ช่วงสิบกว่าปีที่ผ่านมา เบลลิงแฮมแจ้งเกิดอย่างเงียบๆ พัฒนาภาพลักษณ์เมืองสีเขียว ขับเคลื่อนด้วยธุรกิจเขียว มีชีวิตชีวาด้วยพลังคนหนุ่มสาว (และวัยอื่นๆ) จนเมืองฮิปๆ อย่างแวนคูเวอร์ตกใจว่าทุกวันนี้เมืองเล็กๆ อย่างเบลลิงแฮมมีเส้นทางจักรยานมากกว่าแวนคูเวอร์ และสมาพันธ์มะเร็งปอดแห่งอเมริกาจัดอันดับให้เป็นหนึ่งในสิบท็อบเทนเมืองอากาศดีในอเมริกา

แน่นอนว่าเบลลิงแฮมไม่ได้เขียวสมบูรณ์ยอดเยี่ยม มันยังคงไขว่คว้าหาหนทางขยับปรับตัวไปสู่ความยั่งยืนเช่นเดียวกับเมืองพยายามเขียวอื่นๆ ทั่วโลก แต่ที่น่าสนใจคือ “วิถีเขียว” ในเบลลิงแฮมไม่ได้เป็นเพียงแค่วิถีทางเลือกของคนชายขอบ หรือคนมีเงินจ่ายเทคโนโลยีสีเขียวล้ำยุคราคาแพง หากวิถีชีวิตสีเขียวกำลังเข้ามาเป็นวิถีสายหลักในตลาดเสรี ท้าทายแข่งขันกับวิถีทำลายสิ่งแวดล้อมบั่นทอนชุมชนแบบเดิมๆ

ตามปกติ (ที่ผิดปกติ) ธุรกิจเล็กตามเมืองขนาดกลางหรือย่านเล็กย่านน้อยในเมืองใหญ่ประเทศมะกันมักประสบปัญหาเดียวกับธุรกิจเล็กในบ้านเรา คือถูกธุรกิจยักษ์ที่มีสาขามากมายเป็นลูกโซ่เบียดยึดครองพื้นที่แย่งลูกค้าจนเหี่ยวเฉาตาย แต่เบลลิงแฮมไม่เป็นอย่างงั้น ธุรกิจเล็กท้องถิ่นที่นี่งอกงามเป็นดอกเห็ดหลากสีสัน เคียงข้างธุรกิจยักษ์ ทำให้เบลลิงแฮมเป็นเมืองมีเสน่ห์ มีเอกลักษ์บางอย่างของตัวเอง

อาวุธสำคัญของเบลลิงแฮมคือเครือข่ายธุรกิจยั่งยืนที่เกื้อหนุนกันและกัน คอยตรวจสอบสถานการณ์และความต้องการการเรียนรู้ใหม่ๆ ของสมาชิกในเครือข่ายเป็นประจำทุกเดือน กลุ่มที่โดดเด่นมากคือเครือข่ายเกษตรอินทรีย์และผลิตพันธุ์เกษตรแปรรูป เป็นเครือข่ายที่ออกจะกว้างขวาง จัดการแบ่งหน้าที่เสริมกันอย่างมีประสิทธิภาพ ประสานกับตลาดใหญ่ในภูมิภาคและตลาดในท้องถิ่นเอง ร้านสหกรณ์ชุมชนของที่นี่เป็นซูเปอร์มาร์เก็ตขนาดใหญ่ ฮิป เก๋ สะดวก ทันสมัย ราคาไม่แพง ขายของกินของใช้มีคุณภาพยอดเยี่ยมทุกอย่าง รวมทั้งเมล็ดพันธุ์พืชจริงๆ ที่ผลิตเมล็ดงอกเป็นพืชรุ่นใหม่ต่อไปได้ตามปกติ ไม่ใช่พันธุ์ผสมไฮบริดเป็นหมันแบบเมล็ดยี่ห้อเจียไต๋ สวนแทบทุกบ้านก็ซื้อเมล็ดพันธุ์กันที่นี่ ขอบอกว่าสตรอเบอร์รี่พันธุ์ท้องถิ่นที่นี่ลูกเล็กหอมหวาน ยิ่งกว่าสตรอเบอร์รี่ป่าในยุโรป

คนท้องถิ่นสู้บริษัทซูเปอร์ยักษ์ใหญ่ด้วยการรวมตัวกัน ให้ความสะดวกเท่าเทียมกับซูเปอร์ยักษ์ ด้วยดีไซน์และคุณภาพที่เหนือกว่า ส่วนร้านชำลุงโจป้าเจนก็ยังคงอยู่ได้ตามหมู่บ้าน หรือตั้งแผงขายในวันตลาดนัด ซึ่งมีอาทิตย์ละ 3 ครั้ง

หนุ่มสาวหลายคนริเริ่มธุรกิจตัวเองในตลาดนัดเกษตรกร ขายผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ที่คิดค้นและผลิตเอง สาวเจ้าหนึ่งขายชาผลไม้หอมอร่อยที่สุดที่ฉันเคยลิ้มรส อีกนางหน้าตาเรียบร้อยอ่อนโยน นั่งขายผ้าอนามัยเย็บเองอย่างภาคภูมิใจ เป็นผ้าอนามัยซักล้างรีไซเคิลได้ ทำจากเศษผ้าเก่าหลากสีหลายลาย มากดีไซน์และเทคนิคสวมใส่ในวาระโอกาสต่างๆ กัน วางโชว์เต็มแผงหน้าร้าน ดูสดใสสนุกสนาน จนฉันต้องซื้อติดมือมาเป็นของที่ระลึก

อีกเครือข่ายที่ได้ยินว่ามาแรง ได้แก่เครือข่ายพลังงานหมุนเวียน แต่ฉันไม่มีโอกาสสัมผัสโดยตรงเหมือนสินค้าเกษตร

คนที่นี่ไม่เพียงแต่สนับสนุนสินค้าและธุรกิจท้องถิ่น เพื่อลดพลังงานค่าขนส่งและส่งเสริมเศรษฐกิจชุมชน แต่ยังรณรงค์ให้นักท่องเที่ยวอุดหนุนท้องถิ่น มีสติกเกอร์ “I buy local today – วันนี้ฉันซื้อของท้องถิ่น” หรือ “I eat local today – วันนี้ฉันกินอาหารท้องถิ่น” ให้แปะเสื้อ รับโปรโมชั่นจากเครือข่ายธุรกิจท้องถิ่นอื่นๆ พร้อมกับเป็นโฆษณาเคลื่อนที่ให้นักท่องเที่ยวคนอื่นได้เห็นและเอาอย่าง ที่สำคัญ ตัวผลิตภัณฑ์เองก็มีคุณภาพน่าอุดหนุนจริง ของกินที่นี่อร่อยลือชื่อ ใครผ่านไปมาแถวนี้ก็อยากแวะกินขนมร้านโคโลโฟน มันฝรั่งขูดร้านลิตเติ้ลเชียร์ฟูล เบียร์ร้านบาวดารีเบย์ และไอติมร้านเป็ดมาล์ลาร์ดหัวเขียวกันทั้งนั้น

เพราะธุรกิจท้องถิ่นเกื้อหนุนกันเหนียวแน่น รู้จักรากตนเองและผลิตของดีจริง พวกเขาจึงยืนหยัดอยู่ได้ ร้านกาแฟเบลลิงแฮมจึงมีคนคิวรอนั่งกินกันแน่นกว่าร้านสตาร์บัคที่ตั้งอยู่ตรงข้าม

ยามว่างชาวเบลลิงแฮมดูจะชอบดนตรีและการแสดงกายกรรมผสมละครแบบ Cirque du Soleil เป็นพิเศษ บางทีจัดกันตามบ้าน ใครๆ ก็เข้าไปดูได้ จ่ายตังค์แค่ 5-10 ดอลล์ และเนื่องจากเบลลิงแฮมตั้งอยู่ในภูมิประเทศที่สวยที่สุดแห่งหนึ่งในโลก ล้อมรอบด้วยเขาหิมะหลายลูก แถมติดทะเลและหมู่เกาะที่เป็นถิ่นหากินของวาฬเพชรฆาต มีชายฝั่งโค้งเว้า เคลื่อนไปก็เปลี่ยนมุมมองไปมา การเดินป่าเขา ถีบรถเล่น พายเรือคายัคในทะเล และกิจกรรมชื่นชมธรรมชาติอื่นๆ จึงเป็นชีวิตประจำของชาวเบลลิงแฮม

เช่นเดียวกับเมืองหลายเมืองในดินแดนแถบนี้ ชาวเมืองสามารถเข้าถึงธรรมชาติได้ใจกลางเมือง เด็กๆ เดินทะลุป่าที่มีกวาง นกหัวขวานและลูกเบอร์รี่นานาชนิดไปช็อปปิ้งที่ศูนย์การค้าได้ เวลาน้ำทะเลลง ก็มาเดินหาหอยดูปูกันที่ชายหาด ในช่วงหน้าร้อนจะมีแพลงตอนเรืองแสง คืนข้างแรมคืนหนึ่ง เราไปว่ายน้ำเล่นในอ่าวกลางเมืองตอนเที่ยงคืน ทุกครั้งที่ปลาน้อยสะบัดหาง น้ำรอบตัวปลาจะเรืองแสงวาบ วับๆ ๆ ตามจังหวะแหวกว่าย พอตัวเราเองลงไปว่าย แขนขาก็เรืองแสงแวววาวเหมือนเราเป็นฝูงนางพราย

ทำให้นึกถึงชีวิตวิเศษในวัยเด็กของตัวเอง

ฉันน่าจะเป็นคนกรุงรุ่นสุดท้ายในเมืองไทยที่เติบโตใกล้ชิดธรรมชาติ เห็นสัตว์ป่าดอกไม้เถื่อนอยู่รอบตัวเป็นปกติชีวิตประจำวัน ข้างบ้านใจกลางสุขุมวิทมีบึงบัวหลวง แมงมุมน้ำ และยอดผักให้เก็บกิน ยืนบนโขดหินริมหาดศรีราชาก็มีโลมา มีฉลามหูดำมาว่ายฉวัดเฉวียดเฉียดไปมา

เป็นภาพที่คนรุ่นหลังฉันเพียงสิบปีนึกยังไงก็นึกไม่ออก

ดูเหมือนคนไทยเราจะทำใจไปแล้วว่าวัยเด็กแบบของฉันเป็นวิถีชีวิตประวัติศาสตร์ เป็นของโบราณที่ฟื้นฟูขึ้นมาอินเทรนกันใหม่ไม่ได้เหมือนฟื้นฟูกาแฟและยีนส์ขาบานปักรูปดอกไม้

น่าคิดว่าบางทีเด็กรุ่นใหม่คงไม่ซึมเศร้าง่ายนัก ถ้าได้ว่ายน้ำกับปลาเรืองแสงกลางแสงดาว

Advertisements