เมื่ออาทิตย์ที่แล้ววารสาร “สุขภาพสิ่งแวดล้อม” (Journal of Environmental Health) ของอเมริการายงานงานวิจัยผลกระทบทางสุขภาพและเศรษฐกิจจากสภาพจราจรติดขัดในเมืองสหรัฐอเมริกาจำนวน 83 เมืองในช่วงปี ค.ศ. 2000 ประเมินค่าใช้จ่ายจากการตายด้วยสูดหายใจฝุ่นละอองพิษขนาดเล็กจากไอเสียรถยนต์ คิดเป็นเงิน 31 พันล้านดอลล่าร์ ค่าสูญเสียเวลาและค่าสิ้นเปลืองน้ำมันจากรถติดอีก 60 พันล้านดอลล่าร์ รวมเป็น 91 พันล้านดอลล่าร์ หรือเกือบสามล้านล้านบาทต่อปี พร้อมประเมินแนวโน้มในอนาคตซึ่งคาดว่าเทคโนโลยียานยนต์จะดีขึ้น ปล่อยมลพิษน้อยลง แต่กระนั้นผลกระทบทางสุขภาพก็ยังคงสูงมากถึง 17 พันล้านดอลล่าร์ในปี ค.ศ. 2030 คืออีก 20 ปีข้างหน้า

นี่ขนาดยังไม่รวมค่าเสียหายจากผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศโลกหรือภาวะโลกร้อนเข้าไปด้วย

น่าสังเกตว่าสังคมอเมริกัน ผู้ชื่นชอบสถิติและตัวเลข ขับรถกันมาตั้งนาน ประสบปัญหารถติดอากาศเสียกันมาตั้งนาน ทำไมจึงเพิ่งทำงานวิจัยพื้นฐานประเภทนี้

มนุษย์ทุกคนที่มีจมูกและต่อมรับกลิ่นรู้ดีว่ารถยนต์ปล่อยควันพิษ ไม่น่าหายใจเข้าสู่ปอด หน่วยงานสาธารณสุขรู้ดีว่ามันเป็นสารก่อมะเร็งและโรคระบบทางเดินหายใจอื่นๆ ชาวเมืองทุกคนรู้ดีว่ารถติดเสียเวลาทำมาหากิน บ่อยครั้งขับเคลื่อนได้ช้ากว่าขาเดิน นักเศรษฐศาสตร์ที่สติยังดีอยู่ทุกคนรู้ดีว่าการสัญจรในเมืองโดยรถยนต์ส่วนตัวเป็นการใช้ทรัพยากรเชื้อเพลิงฟอซซิลอันมีค่าอย่างไร้ประสิทธิภาพ ทั้งไอเสีย พื้นผิวคอนกรีตและถนนลาดยาง ยังช่วยกันเพิ่มอุณหภูมิเมืองให้ร้อนผ่าว ส่งเสริมการใช้เครื่องปรับอากาศ ยิ่งกระหน่ำปล่อยคายร้อนแอร์และใช้ไฟฟ้า ทำโลกร้อนมากยิ่งขึ้นไปอีก

รู้ทั้งรู้ แต่เราก็ยังใช้รถยนต์ส่วนตัวในเมืองเกินความจำเป็น เพราะทางเลือกอื่นมันไม่สะดวกสบายเท่านั่งรถยนต์ แต่ที่ทางเลือกอื่นมันไม่สะดวกสบายเพราะรถยนต์จำนวนมากทำให้ทางเลือกอื่นมีสภาพแย่กว่าใช้รถยนต์ เป็นวงจรอุบาทว์ที่ปัจเจกบุคคลปลดตนเองจากบ่วงได้ยาก

เมืองหลายเมืองทั่วโลกที่ผู้นำมีวิสัยทัศน์และมีจิตใจบริการแก้ปัญหาสังคม จึงเร่งหาหนทางลดการใช้รถยนต์ในเมืองอย่างจริงจัง เพื่อเปิดทางให้แก่ระบบขนส่งมวลชนที่มีคุณภาพ ให้แก่การสัญจรที่เป็นมิตรต่อชีวิต อย่างขาเดินและจักรยานถีบสองล้อหรือสามล้อ พัฒนาเมืองให้เป็นสถานที่น่าอยู่สำหรับมนุษย์ ไม่ใช่ลานจอดรถอากาศเสีย

นั่นหมายความว่านโยบายคมนาคมต้องเลิกให้ความสำคัญแก่รถยนต์เป็นอันดับสูงสุด ต้องทำให้การใช้รถยนต์ส่วนตัวไม่สะดวกสบายเท่ากับการสัญจรวิธีอื่น

ทำกันได้หลายวิธี แต่มาตรการที่ดูจะมีประสิทธิภาพมากที่สุดจนเป็นที่กล่าวขวัญไปทั่วโลก ได้แก่ การเก็บค่าจราจรติดขัด (traffic congestion toll) ในเขตกลางเมือง มีกรุงลอนดอนเป็นกรณีตัวอย่างที่โดดเด่นที่สุด เพราะครอบคลุมอาณาเขตกว้างใหญ่ที่สุดตั้งแต่เริ่มมีการคิดเก็บเงินแบบนี้กันขึ้นมา

ลอนดอนเริ่มมาตรการเก็บค่ารถติดเมื่อต้นปี ค.ศ.2003 ส่งผลให้เกิดความเปลี่ยนแปลงภายในเดือนเดียว จำนวนการใช้รถยนต์กลางเมืองลดลงหลายหมื่นคันทันที แต่ช่วงแรกยังถือเป็นค่าน้ำจิ้มเสิร์ฟๆ ให้เตรียมตัวเตรียมใจ มาเก็บกันจริงจังเต็มราคา 8 ปอนด์ (400 บาท)/วัน/คัน ช่วงเวลา 7.00-18.00 น จันทร์-ศุกร์ พร้อมปรับค่าชักดาบสูงถึง 180 ปอนด์ (8,700 บาท) ในปี 2005 ภายในหนึ่งปีจำนวนคนขับรถยนต์ไปทำงานในลอนดอนลดลงหนึ่งแสนคน ในขณะที่คนขี่จักรยานเพิ่มขึ้นหนึ่งแสนคนเช่นกัน และแม้ว่าทั้งเขตมหานครลอนดอนจะมีคนใช้รถยนต์เป็นพาหนะสัญจรมากที่สุดถึง 40 เปอร์เซ็นต์ เทียบกับคนขี่จักรยานเพียง 2 เปอร์เซ็นต์ แต่สัดส่วนการสัญจรในเขตกลางเมืองใช้พลังขากันเป็นอันดับหนึ่ง ทั้งขาเดินและขาปั่นรวมกันถึง 75 เปอร์เซ็นต์ ขนส่งมวลชน 20 เปอร์เซ็นต์ และรถยนต์เพียง 5 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น โดยมากเป็นรถที่ใช้เมื่อจำเป็นต้องใช้ และรถของผู้ได้รับข้อยกเว้น เช่น คนพิการและแท็กซี่ที่มีการจำกัดจำนวน

หลายเมืองจึงคิดใช้มาตรการเดียวกัน มหานครนิวยอร์คออกมาแสดงเจตนารมณ์เมื่อปี 2007 ผลก็คือชาวอเมริกันชนเลิฟรถยนต์ออกมาต่อต้านมากมาย

เราจึงได้เห็นกลุ่มแพทย์ พยาบาล เจ้าหน้าที่สาธารณสุข ออกมาแถลงข้อมูลผลกระทบสุขภาพจากการจราจรโดยรถยนต์ หาชมได้ในยูทูบ ว่าด้วยอัตราการเป็นมะเร็งปอดสูงผิดปกติของกลุ่มคนที่มีบ้านอยู่ในรัศมี 500 เมตรจากถนนที่มีการจราจรหนาแน่น ตลอดจนรายงานการวิจัยในประเด็นสุขภาพคล้ายกับที่หยิบยกมาให้ดู ทยอยออกมาหลายชิ้นในช่วงปีสองปีที่ผ่านมา เช่น ผลกระทบจากมลพิษรถยนต์ต่อคนท้องและเด็กแรกเกิด

ในเมื่อเหตุผลเพื่อผลประโยชน์ส่วนรวมมันไม่โดน เรื่องโลกร้อนพูดยังไงก็ฟังไกลตัว ก็ต้องตอกย้ำเรื่องผลประโยชน์ส่วนตัวแบบโหดๆ ทั้งๆ ที่เป็นประเด็นที่ควรคิดได้เองด้วยสามัญสำนึก

คนเมืองเราเหมือนกบต้ม อาศัยอยู่ในหม้อที่ค่อยๆ ร้อนขึ้นๆ ชินช้าต่อสภาพแวดล้อมเลวร้ายจนน้ำเดือดแล้วยังไม่รู้สึก เราโวยวายกับอากาศเป็นพิษที่มาบตพุด (ซึ่งก็สมควรโวยวาย) แต่เรายินยอมอาศัยอยู่ในเมืองที่มีอากาศเลวร้ายพอๆ กัน และถ้าเอารายงานคุณภาพอากาศประจำปีของกรมควบคุมมลพิษมาเปรียบเทียบดู จะพบว่าบางครั้งอากาศกรุงเทพฯ แย่กว่าที่มาบตพุดเสียอีก ด้วยสภาพไม่ต่างจากอยู่ท่ามกลางปล่องโรงงานอุตสาหกรรมสกปรก

อยากให้มีการทำวิจัยสุขภาพแบบนี้ที่กรุงเทพฯ บ้างจังเลย

กรุงเทพธุรกิจ : 4 พฤศจิกายน 2553

Advertisements