โบโกต้ากำลังเป็นเมืองที่น่าจับตามอง

โบโกต้าเป็นเมืองหลวงของประเทศโคลัมเบีย จากหนังฮอลลีวู้ด เราเห็นภาพโคลัมเบียเป็นแดนเถื่อนเจ้าพ่อโคเคน มีชายฉกรรจ์หนวดเฟิ้มใส่ชุดดำสะพายปืนกลซุ่มอยู่ตามพุ่มไม้ คอยข่มขู่รีดไถชาวบ้าน ปล้นสะดมนักท่องเที่ยว และข่มขืนผู้หญิงก่อนยิงทิ้ง แล้วหมกศพในพงหญ้าข้างทาง

ผู้เขียนไม่เคยได้ไปโคลัมเบียสักที แต่ก็เชื่อว่าเป็นภาพพจน์ที่มีมูลอยู่บ้าง เหมือนเมืองไทยมีมูลขายแซนด์ซีเซ็กซ์ แต่ก็เช่นเดียวกับเมืองไทย โคลัมเบียมีมิติอื่นๆ อีกมาก เป็นสังคมที่มีความคิดสร้างสรรค์เป็นเอกลักษณ์ไม่เหมือนใคร ชนิดที่โลกต้องหันมาเรียนรู้ด้วยเลยทีเดียว

เพื่อนชาวออสเตรเลียคนหนึ่ง ใช้เวลาร่วมปีขี่จักรยานตลอดแนวทวีปอเมริกาใต้ ถึงกับบอกว่า โคลัมเบียเป็นประเทศที่เขาชอบมากที่สุด ทั้งด้านธรรมชาติและวัฒนธรรม

เรื่องน่าเรียนรู้ของโคลัมเบียมีมากมาย สำหรับวันนี้ขอเน้นเฉพาะเรื่องของเมืองโบโกต้า

ย้อนกลับไป 15 ปีก่อน โบโกต้าเป็นเมืองอันตรายสมใจฮอลลีวู้ด สถิติคนถูกฆาตกรรมสูงราว 80 คนต่อประชากร 100,000 คน รถก็ติด อากาศก็เสีย ทั้งๆ ที่คนขับขี่รถยนต์ส่วนตัวมีแค่ราว 25 เปอร์เซ็นต์ แม้จะเป็นเมืองเก่าแก่ มีตึกเก่าโบสถ์โบราณสวยงาม และเป็นเมืองมหาลัยโดดเด่นของอเมริกาใต้ ถ้าไม่ใช่เพราะวัฒนธรรมดนตรีคึกคักแกล้มเหล้าเตกิล่า ก็คงไม่ใช่เมืองน่าอยู่สักเท่าไหร่

จนกระทั่งนายเอนริเก้ เพนาโลซ่า (Enrique Penalosa) ลงสมัครเลือกตั้งนายกเทศมนตรี เขาบอกชาวเมืองโบโกต้าว่า “พื้นที่สาธารณะเป็นที่ใช้ชีวิต ทำธุรกิจ กอดจูบ และวิ่งเล่นกัน” และเขามีแผนปฏิบัติการชัดเจนที่จะขับเคลื่อนเมืองให้ไปในทิศทางนั้น ประชาชนเลยเทคะแนนให้

เพนาโลซ่าลุยงานแนวรุกทันทีที่ได้รับเลือกตั้ง เขามุ่งพัฒนาความปลอดภัยและระบบโครงสร้างผังจราจรเมือง ด้วยงบประมาณจิ๊บๆ แบบประเทศกำลังพัฒนาทั้งหลาย ที่ไม่ธรรมดาคือยุทธศาสตร์ที่เขาเลือก

ปรกติเมื่อนึกถึงปัญหาอาชญากรรมและสวัสดิภาพประชาชนคนเมือง คนทั่วไปจะนึกถึงกรมตำรวจ จึงมุ่งเข้าไปอัดฉีดหรือเพิ่มอำนาจตำรวจ เช่นที่ปฏิบัติกันในเมืองนิวยอร์ค แต่เพนาโลซ่ากลับเลือกที่จะดึงทรัพยากรมนุษย์ทั้งสังคมเข้ามาเป็นประโยชน์ โดยเปิดพื้นที่ทางอินเตอร์เน็ตให้คนร่วมกันแลกเปลี่ยนความคิดและประสบการณ์หาวิธีลดอาชญากรรมแบบบูรณาการทั้งสังคม เปิดทางให้ตำรวจผู้น้อยออกไอเดียดีๆ ที่ไม่เคยได้รับการพิจารณาในกรม ให้นักวิชาการและชุมชนเข้าร่วม ปรากฎว่าได้ผลดีมาก ทุกวันนี้ฆาตกรรมในเมืองโบโกต้าลดลงไปกว่า 4 เท่า

โครงการนี้ชื่อว่า “Communidad Segura” สามารถกูเกิ้ลเข้าไปดูได้ เพราะมีภาคภาษาอังกฤษไว้เชื่อมโยงความคิดดีๆ ข้ามประเทศ จนกลายเป็นต้นแบบให้เครือข่ายในระดับสหประชาชาติ ปัจจุบันโบโกต้ายังคงใช้แนวทางนี้อยู่ แม้ว่าเพนาโลซ่าจะออกจากตำแหน่งแล้วก็ตาม

นโยบายพัฒนาสวัสดิภาพคนเมืองโบโกต้าดำเนินควบคู่ไปกับนโยบายพัฒนาคุณภาพชีวิต นั่นคือสร้างเมืองให้น่าอยู่สำหรับทุกๆ คน ทั้งยากดีมีจน ซึ่งหมายถึงการพัฒนาพื้นที่สาธารณะให้เป็นที่ที่มีสภาพเป็นมิตรต่อชีวิตคน แน่นอนว่ารวมถึงถนนหนทาง กุญแจสำคัญจึงอยู่ที่การจราจร

แทนที่จะปล่อยให้คนขับรถส่วนตัวเพียงค่อนเมืองเบียนเบียดส่วนรวมด้วยไอเสียและตัวรถกินที่เกะกะเต็มถนนเหมือนผักตบชวาขวางกั้นคูคลอง เพนาโลซ่ามุ่งพัฒนาระบบรถเมล์และเส้นทางจักรยาน 300 กิโลเมตร ซึ่งเชื่อมต่อเป็นเครือข่ายถึงกันทั้งเมือง และโยงกับระบบรถเมล์

ทางจักรยานทั้งระบบลงทุนเบื้องต้นรวม 50,250,000 ดอลล่าร์สหรัฐ บวกค่าบำรุงดูแลราว 5,000 ดอลล่าร์ต่อปี จากคนขี่จักรยาน 0.2 เปอร์เซ็นต์ ในปี ค.ศ.2000 เพิ่มขึ้นมา 20 เท่าเป็น 4 เปอร์เซ็นต์ในปี 2007 ประหยัดค่าเชื้อเพลิงในการสัญจรคิดเป็นเงิน 40,000,000 ดอลล่าร์ต่อปี คิดเป็นค่าคาร์บอนไดออกไซด์ได้ถึง 6,450 ตันต่อปี คิดเป็นรายหัวคนขี่จักรยานก็ประหยัดเฉลี่ย 40 ดอลล่าร์ต่อเดือน หรือคนละ 480 ดอลล่าร์ต่อปี

นับเป็นการลงทุนที่ชักทุนคืนได้เร็วมาก แต่ที่สำคัญ คนส่วนใหญ่ที่หันมาขี่จักรยานเป็นคนรายได้ต่ำ คนเมือง 33 เปอร์เซ็นต์มีเงินใช้น้อยกว่า 2 ดอลล่าร์ หรือน้อยกว่า 60 บาทต่อวัน เงินที่ประหยัดได้ 480 ดอลล่าร์ต่อปีจึงมีความหมายมาก ตามที่เพื่อนชาวโคลัมเบียเล่าให้ฟัง สินค้าที่ไม่ใช่อาหารมีราคาค่อนข้างสูง โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับราคาในสหรัฐอเมริกา เมื่อเขาสามารถลดค่าใช้จ่ายในการเดินทาง เขาก็สามารถจับจ่ายสินค้าอื่นๆ ได้มากขึ้น

นอกจากนี้ ทุกวันอาทิตย์ตั้งแต่ 7 โมงเช้าถึงบ่าย 2 โมง ถนนสายหลักหลายสายจะปิดไม่ให้รถยนต์เข้า สภาพที่คนเดิน ขี่จักรยาน ทำกิจกรรมกับครอบครัวกันอย่างสะดวกสบายในวันหยุด ให้รสชาติคุณภาพชีวิตของเมืองน่าอยู่ คนทั่วไปจึงพากันสนับสนุนนโยบาย และล่าสุด ถึงกับมีประชามติโหวตไม่ให้รถยนต์ส่วนตัววิ่งช่วงชั่วโมงเร่งด่วน

เมืองโบโกต้ายกระดับคุณภาพชีวิตส่วนรวมโดยไม่ได้รังแกชนชั้นสูง เพียงแค่ลดหนทางที่คนเบียดเบียนกัน และเพิ่มโอกาสการเข้าถึงชีวิตมีคุณภาพแก่คนอื่นๆ ให้เท่าเทียมกันมากขึ้นเท่านั้นเอง ไม่ต้องปฏิวัติฆ่าล้างชนชั้นอำนาจเก่าอย่างฝรั่งเศส รัสเซีย จีน หรือกัมพูชา

โบโกต้าเลือกวิวัฒนาการแทนปฏิวัติ

ภาพพจน์เมืองเถื่อนเจ้าพ่อโคเคนค่อยๆ ปรับเปลี่ยนไป ไม่กี่เดือนมานี้ นิตยสารจักรยานแนวหน้าฉบับหนึ่งเพิ่งจัดอันดับโบโกต้าให้เป็นเมืองน่าขี่จักรยานอันดับ 3 ของโลก รองจากอัมสเตอร์แดมและโคเปนเฮเกน

ในขณะที่เมืองไทยค่อยๆ ไต่อันดับยอดเมืองคอรับชั่นแห่งโลก

กรุงเทพธุรกิจ: โลกในมือคุณ, ธันวาคม 2553

Advertisements