ในสายตาประชาชนผู้เสียภาษี การพัฒนาระบบสัญจรด้วยจักรยานเป็นเรื่องน่าทำ เพราะลงทุนน้อย คุ้มทุนเร็ว ดังที่ผู้เขียนเคยยกตัวอย่างเมืองโบโกต้าลงทุน 1,500 ล้านบาทภายในช่วงเวลา 5 ปี สร้างทางจักรยานเป็นเครือข่าย 300 กม.ทั่วเมือง เชื่อมต่อกับระบบขนส่งมวลชน ชักทุนคืนภายในปีเศษ เมื่อลดการใช้น้ำมันเดินทางถึง 1,230 ล้านบาทต่อปี ด้วยจำนวนคนขี่จักรยานเพิ่มขึ้น 20 เท่า พร้อมกับคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของคนเมือง จนอัตราฆาตรกรรมลดลงถึง 4 เท่าตัว

ช่างเป็นเหตุผลที่น่าจูงใจเสียนี่กระไร

เป็นเรื่องเศร้าแต่จริง เหตุผลแบบนี้อาจใช้ได้ดีในการเกลี้ยกล่อมนักการเมืองประเทศต่างๆ ให้หันมาจับวาระจักรยานเพื่อหาเสียงกับคนเมือง แต่นักการเมืองไทยเป็นสิ่งมีชีวิตต่างสายพันธุ์ กินเหล็กกินปูนเป็นอาหาร ไม่ได้กินข้าวกินปลาหายใจเอาออกซิเจนแบบมนุษย์ทั่วไป ยุทธศาสตร์การพัฒนาแบบทุนต่ำจึงไม่มีเสน่ห์ดึงดูดนักการเมืองไทย

โครงการที่นักการเมืองไทยสนใจต้องมีงบฯ ร่วมหมื่นล้านบาท เช่น โครงการก่อสร้างอุโมงค์ระบายน้ำยักษ์จำนวน 4 อุโมงค์ ราคา 1.6 หมื่นล้านบาท โครงการรถไฟสายสีแดง 1.5 หมื่นล้านบาท โครงการทางด่วนเกษตร-นวมินทร์ 1 หมื่นล้านบาท โครงการทางยกระดับคร่อมถนนเพชรบุรี 3 พันล้านบาท สร้างแบบนี้หลายๆ แห่งก็เป็นหลักหมื่นล้าน เป็นต้น

นักรณรงค์เพื่อวิถีจักรยานจึงต้องหัดคิดใหม่ ทำใหม่

วันก่อนนั่งเม้าท์กินกาแฟกับอาจารย์จี๋ หรือ ดร.กัญจนีย์ พุทธิเมธี สาวนักปั่นจากคณะสถาปัตยกรรมและการออกแบบ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (บางมด) เลยได้ไอเดียขายนักการเมือง

โจทย์คือจะสร้างทางจักรยานอย่างไรให้ราคาแพงที่สุด และเซ็กซี่ที่สุด

ข้อแม้คือ ห้ามคิดเองล้วนๆ ต้องมีรูปแบบอ้างอิงจากเมืองฝรั่ง เพราะเหตุผลประกอบการตัดสินใจของสังคมไทยนั้นง่ายมาก ทุกครั้งที่ใครเสนออะไร จะเจอคำถามคลาสสิค “มีตัวอย่างจากประเทศอื่น (ฝรั่ง/ญี่ปุ่น) ไหม?” ถ้าไม่มี ก็ไม่มีใครอยากฟังต่อ

อาจารย์จี๋จึงเล่าให้ฟังถึงทางจักรยานโซล่าร์ เป็นทางจักรยานฐานคอนกรีต ปูหน้าด้วยเซลล์ผลิตพลังงานแสงอาทิตย์หนา 1 ซม.และเคลือบด้วยกระจกหนาอย่างดีทนทานอีกชั้นหนึ่ง แกร่งพอรับน้ำหนักรถบรรทุกได้ กำลังก่อสร้างอยู่ที่เมืองครอมเมนี ทางเหนือเมืองอัมสเตอร์ดัม ประเทศฮอลแลนด์ กะเสร็จใช้งานได้ปี ค.ศ.2012 คาดว่าจะผลิตกระแสไฟฟ้าได้ 50 กิโลวัตต์ต่อตารางเมตรต่อปี นำไปใช้เป็นพลังงานสะอาดสำหรับไฟจราจร ไฟริมถนน และอาจเผื่อเหลือให้บ้านเรือน สนนราคาไม่ได้บอกไว้ในเว็บไซต์ แต่รับประกันความแพง

ประยุกต์ไอเดียมาใช้บ้านเราเป็นทางจักรยานหลังคาแผงโซล่าร์ ให้ร่มเงาบังแดดร้อนแก่คนขี่จักรยาน พร้อมติดพัดลมและแสงไฟตามเสา นอกจากจะเหมาะกับภูมิอากาศแล้วยังอ้างได้ว่าทำให้ไม่แพงเท่าของฝรั่งเพราะไม่ต้องรับน้ำหนัก แถมสามารถปรับองศาให้รับแสงอาทิตย์ตรึมๆ ผลิตกระแสไฟเข้าระบบสายส่งได้เต็มประสิทธิภาพ ศักยภาพการผลิตเหนือเมืองฝรั่งเพราะบ้านเราแดดจ้าตลอดปี

โครงการนี้ได้หลายเด้ง นักการเมืองผู้ใดรับไอเดียไปจะสามารถฟอกเขียวปรับภาพพจน์ตัวเองให้เป็นผู้นำวิสัยทัศน์โลกศตวรรษ 21 ด้วยแนวคิดสร้างพลังงานสะอาด ส่งเสริมการสัญจรปลอดมลพิษ ลดความเหลื่อมล้ำในสังคม เพราะจะผู้ดีมีจนอย่างไรก็ขี่จักรยานได้ ต่างกันแค่ยี่ห้อและราคาพาหนะ

มีทางจักรยานเก๋ๆ แล้วก็ต้องมีที่จอดจักรยานเก๋ๆ แพงๆ สิ่งที่คนขี่จักรยานต้องการคือที่ๆ จะจอดจักรยานได้ปลอดภัย ไม่ถูกขโมย และมีหลังคากันฝนกันแดด ตัวอย่างเมืองนอกให้ก็อปปี้มีให้เลือกช้อปมากมาย ตั้งแต่โรงจอดจักรยานแบบมีลิฟต์ยกจักรยานเก็บเข้าช่อง เจ้าของมีบัตรพิเศษ รูดใส่รหัสได้ จักรยานของตัวก็จะเลื่อนลงมา อีกตัวอย่างคือโรงจอดติดกระจกโค้งสวยงาม มีบัตรเอารถเข้าออกพร้อม รปภ. จะคิดติดแผงโซล่าร์เพิ่มเข้าไปก็ได้ หรือไม่ก็ทำหลังคารับน้ำ ไว้เก็บน้ำฝนใช้ตามอาคารหรือที่สาธารณะก็ไม่เลว

และเพื่อให้ครบวงจร ก็ควรขยายโครงการจักรยานเช่าสาธารณะ Smile Bike แต่ปรับปรุงตัวจักรยานเสียใหม่ เพราะจักรยานยิ้มสีเขียวที่ใช้อยู่ตามเกาะรัตนโกสินทร์มันหนักมาก นัยว่าต้องออกแบบให้หนักพิเศษกันขโมย (จึงราคาสูงพิเศษด้วย) ขอเป็นแบบโครงคาร์บอนราคาแพงน้ำหนักเบา หน้าตามันไม่เหมือนจักรยานชาวบ้านอยู่แล้ว คงไม่มีใครอยากขโมย แต่เพื่อความปลอดภัยก็จัดการติดชิพคอมพิวเตอร์ตามล่าขโมยได้ไว้ด้วย เพิ่มงบประมาณเข้าไปได้อีก

ถ้าราคายังไม่สูงพอก็ทำโลโก้โครงการติดทองฝังเพชรเฉลิมพระเกียรติ์เข้าไปก็แล้วกัน

มีโครงการแล้วก็ต้องประชาสัมพันธ์ เรื่องพรรค์นี้เรียนรู้ได้จาก ททท. จ้างป้าเบิร์ด 62 ล้านบาทประชาสัมพันธ์เที่ยวทั่วไทย หรือจะไปจ้างหนุ่มเรนจากแดนกิมจิก็ฟังดูเป็นนักการเมืองหัวใหม่เข้าใจวัยรุ่นดี เผื่อสื่อสารให้คนรุ่นอื่นด้วยทอม ครุยส์ แบรด พิตต์ แองเจลิน่า โจลี่ ใครจะว่าได้ ก็เราทำเพื่ออนาคตเขียวยั่งยืนของประเทศไทยทั้งนั้น

ทั้งหมดบวกๆ เข้าไปทั่วเมืองน่าจะได้หลายหมื่นล้าน แพงกว่าทางจักรยานลาดยางปลูกต้นไม้ใหญ่ริมทางหลายสิบเท่าตัว ไม่สนใจกันบ้างหรือ?

หมายเหตุ เนื่องจากปรากฎการณ์ด่ากันตามกระทู้ในอินเตอร์เน็ตต่างๆ แสดงถึงอัตราคนอ่านหนังสือไม่แตกสูงมากในสังคมไทย จึงขอบอกว่าบทความนี้เขียนรับประทานของว่าง (แดก) นักการเมืองไทย แปลว่าเขียนประชดเล่น สนุกๆ โปรดอย่าถือเป็นจริงเอาจัง

แต่ไงๆ ก็อยากได้ทางจักรยานร่มรื่นและที่จอดจักรยานที่ปลอดภัยอยู่ดี

กรุงเทพธุรกิจ: โลกในมือคุณ, 3 มีนาคม 2554

Advertisements