ในที่สุดก็ได้โอกาสไปสำรวจไลเคนเมืองสิงคโปร์

ไลเคนเป็นสิ่งมีชีวิตกึ่งพืชกึ่งรา ชอบขึ้นตามต้นไม้และก้อนหิน คุณสมบัติพิเศษของพวกมันประการหนึ่งคือมีความอ่อนไหวต่อมลพิษในอากาศ จึงสามารถเอามาใช้เป็นตัวชี้วัดความสะอาดบริสุทธิ์ของอากาศที่เราหายใจเข้าไปได้เป็นอย่างดี การสำรวจในหลายประเทศทั่วโลกยังพบว่าปริมาณและความหลากหลายของไลเคนสัมพันธ์พ้องจ้องกับปริมาณผู้ป่วยมะเร็งปอดอีกด้วย พูดง่ายๆ คือไลเคนบ่งบอกถึงโอกาสเป็นมะเร็งปอดของพลเมือง ไลเคนจึงเป็นตัวชี้วัดสุขภาวะเมือง

เมื่อปีที่แล้ว 2553 เรา—ได้แก่ทีมงานมูลนิธิโลกสีเขียวกับเครือข่ายเยาวชน ได้ทำการสำรวจไลเคนทั่วกรุงเทพฯ เลยอยากเห็นสภาพไลเคนในเมืองใหญ่ที่อื่นๆ บ้างเพื่อเปรียบเทียบ โดยเฉพาะในประเทศเพื่อนบ้านที่มีชนิดพันธุ์ไลเคนคล้ายคลึงกับบ้านเรา และโดยเฉพาะในสิงคโปร์ เมืองต้นฉบับอ้างอิงที่ผู้ใหญ่ไทยชอบหยิบยกเปรียบเทียบ “ทำไมไม่เป็นอย่างสิงคโปร์”

คือถ้าเราไปพบว่าไลเคนที่เวียงจันทร์หรือย่างกุ้งดีกว่ากรุงเทพฯ แสดงถึงคุณภาพอากาศที่ดีกว่า ผู้ใหญ่ไทยก็รู้สึกเฉยๆ ก็เค้าไม่ใช่ประเทศพัฒนาเดิ้นเก๋ไก๋เท่าเรานี่

ผู้เขียนมีเวลาแค่สองวันครึ่ง จึงวางแผนสำรวจได้แค่สองจุด จุดแรกขอเป็นย่านดาวน์ทาวน์จอแจริมถนนออร์ชาร์ด แหล่งช้อปปิ้งที่มีรถยนต์วิ่งควั่กไคว่ ถนนช่วงที่สำรวจมีต้นนนทรีขนาดใหญ่ปลูกไว้ตลอดแนว ยืนห่างๆ ก็เห็นไลเคนขึ้นเป็นดวงด่างสีเขียวๆ ไม่น้อยเลย แต่จะให้รู้ว่าเป็นไลเคนอะไรก็ต้องเข้าไปส่องใกล้ๆ ด้วยแว่นขยายสิบเท่าแบบที่เราใช้ส่องพระ เป็นงานที่อาศัยความหน้าด้านตามธรรมชาติของคนวัยทองรุ่นป้า ถ้าเป็นเมืองไทยก็ไม่แปลกเท่าไหร่ จะมีคนแวะเข้ามาถามไถ่ว่าเห็นเลขอะไรอยู่เรื่อยๆ แต่ที่สิงคโปร์ผู้เขียนคงดูเหมือนคนสติไม่ค่อยดี กระนั้นตำรวจก็ไม่ว่าอะไร

ผลสำรวจทำให้แปลกใจ เดิมทีคิดว่าคงมีไลเคนบ้าง ดีกว่าถนนย่านดาวน์ทาวน์เราที่ไม่มีเลย แต่คาดว่าก็คงเป็นพวกทนมลภาวะสุดๆ เป็นส่วนใหญ่ แต่ที่ไหนได้ ปรากฎว่าไลเคนส่วนมากที่พบ ราวร้อยละ 70 กลับเป็นพวกที่ทนมลภาวะพอประมาณ พวกนี้เป็นไลเคนที่ทนไนโตรเจนออกไซด์ซึ่งเป็นก๊าซประเภทหนึ่งที่ปล่อยออกมาจากท่อไอเสียรถยนต์ได้พอสมควร มันมีเอนไซม์ย่อยสลายจัดการพิษประเภทนี้ได้ในระดับหนึ่ง แถมได้ประโยชน์เอามาใช้เป็นปุ๋ยอีก แต่ถ้ามากไปมันก็จัดการไม่ไหว อยู่ไม่ได้ เจ็บป่วย ตาย

ถ้าเทียบกับผลสำรวจที่กรุงเทพฯ ไลเคนริมถนนออร์ชาร์ดของสิงคโปร์แสดงถึงคุณภาพอากาศที่ดีพอใช้เทียบเท่ากับใจกลางสวนลุมพิณีของเรา

มันน่าแปลกใจเพราะรถยนต์ถนนออร์ชาร์ดถึงจะไม่ติดเป็นอัมพาตเหมือนกรุงเทพฯ แต่ก็มีจำนวนมากเหมือนกัน อ่านในหนังสือพิมพ์สิงคโปร์สเตรทไทม์เมื่อปีกลาย มีบทความท้วงติงรัฐบาลว่ามาตรฐานกำหนดระดับการปล่อยมลพิษจากรถยนต์ของสิงคโปร์ล้าสมัย เพราะใช้มาตรฐาน Euro II สู้เมืองไทยไม่ได้ ล้ำหน้ากว่า ใช้มาตรฐาน Euro III ของปี ค.ศ.2007 แต่ถ้าไม่ดูกฎระเบียบกระดาษ ว่ากันตามสภาพที่จับต้องได้ต่อหน้าต่อตา ยืนจิบกาแฟสำรวจไลเคนอยู่ริมถนนข้างฝูงรถติดไฟแดง เรากลับรู้สึกสบายไม่ได้กลิ่นไอเสีย และตลอดสองวันที่อยู่สิงคโปร์ก็เห็นไอเสียปล่อยควันเทาๆ ออกมาเพียงหนึ่งคัน ผิดกับข้างถนน กทม.

แน่นอนว่าสิงคโปร์มีตัวช่วยทางภูมิศาสตร์ ที่ตั้งมีลมพัดดีระบายอากาศ และมีฝนตกมากกว่ากรุงเทพฯ ช่วยชะมลพิษในอากาศอยู่เรื่อยๆ ในขณะที่ถนนหลักย่านดาวน์ทาวน์หลายสายของเราไม่ได้วางอยู่ตามทิศทางลมพัด แต่เราปฏิเสธไม่ได้ว่าตัวช่วยทางพฤตินัยในเรื่องนี้เขาก็ดีกว่าด้วย นอกจากการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด อันเป็นเอกลักษณ์ประจำชาติสิงคโปร์ การันตีว่าทั้งสภาพเครื่องยนต์และเชื้อเพลิงมีคุณภาพดีจริง อยู่ภายใต้มาตรฐานที่กำหนดจริง หากถนนออร์ชาร์ดยังมีต้นไม้ใหญ่ร่มรื่นขึ้นปกคลุมเช่นเดียวกับถนนอื่นๆ ในสิงคโปร์ ต้นไม้เหล่านี้ช่วยดูดซับมลพิษที่รถยนต์ปล่อยออกมา และกรองแสงยูวีไม่ให้ส่องลงมาทำปฏิกิริยากับไนโตรเจนออกไซด์ก่อเกิดเป็นโอโซนผิวดินซึ่งเป็นอันตรายต่อเนื้อเยื่อปอดเรามากนัก

และที่ลืมไม่ได้—ไม่ว่าเราจะเห็นรถวิ่งเต็มถนนออร์ชาร์ดอย่างไร แต่ถึงที่สุดแล้วสิงคโปร์ก็มีรถยนต์แค่ล้านคัน (ซึ่งนักข่าว นสพ.สิงคโปร์เสตรทไทม์บ่นว่ามี “ตั้งล้านคัน”) น้อยกว่ากรุงเทพฯ บ้านเราถึง 6 เท่า คนขี่จักรยานมีให้เห็นเรื่อยๆ พอๆ กับกรุงเทพฯ คนส่วนใหญ่ใช้ขนส่งมวลชน

จุดที่สองที่ไปสำรวจไลเคน ได้แก่ สวนพฤกษศาสตร์กลางเมืองขนาดใหญ่ ห่างจากถนนออร์ชาร์ดไปไม่กี่ป้ายรถเมล์ สวนนี้ออกจะพิเศษมาก มีป่าฝนเขตร้อนดั้งเดิมอยู่ มีไม้ใหญ่หลายหลากพันธุ์ นกอีกเพียบ แถมเก็บรักษาบ้านเก่าของยอดนักพฤกษศาสตร์ชาวอังกฤษแห่งแหลมมาลายู E.H.Corner เอาไว้ ตั้งใจว่าจะเข้ามาเสาะหาไลเคนกลุ่มชอบอากาศดี เป็นพวกไม่ทนมลพิษ ซึ่งในเขต กทม.และปริมณฑลยังไม่พบเลย ต้องเดินทางไปถึงสุพรรณหรือระยองจึงจะเริ่มพบเห็น

แต่ก็ต้องแปลกใจอีก เพราะเพียงเดินเข้ามาในสวน ห่างจากประตูใหญ่แค่ 10 เมตรก็เจอมันเกาะอยู่บนกิ่งต้นลั่นทม พวกมันปรากฎอยู่ทั่วไป รวมแล้วคิดเป็นร้อยละ 35 ของไลเคนที่สำรวจได้ ฟันธงได้สบายๆ ว่าอากาศอยู่ในเกณฑ์ดี ไม่ต้องสงสัยเลย

ณ สวนพฤกษศาสตร์แห่งนี้ คนด้มๆ มองๆ สำรวจไลเคนไม่ใช่มนุษย์ประหลาดอีกต่อไป ใกล้ๆ กันมีหญิงวัยกลางคนนั่งวาดรูป และเด็กหนุ่มเดินถ่ายภาพแมลง

เมื่อเดือนตุลาคมปีที่แล้ว ในเวทีประชุมอนุสัญญาความหลากหลายทางชีวภาพที่นาโกยา ประเทศญี่ปุ่น สิงคโปร์ได้นำเสนอการใช้ความหลากหลายทางชีวภาพเป็นดัชนีบ่งชี้สุขภาวะเมืองและการพัฒนาอย่างยั่งยืน กระตุ้นให้ประเทศเอเซียอื่นๆ ต้องขยับตัว และนำไปสู่การประเมิน “เมืองเขียว” อาเซียนเมื่อต้นปีนี้

เพราะหากชีวิตอื่นอยู่ได้ นั่นหมายความว่าเราก็อยู่ได้ด้วยเช่นกัน

นักชีวะพูดประเด็นนี้มานานแสนนานแต่ถูกปัดทิ้งเสมอมาว่าเป็นเรื่องของคนเพ้อฝัน ซีอีโอบริษัทรถยนต์ใหญ่คนหนึ่งยังบอกผู้เขียนเมื่อสามปีก่อนว่า มันเป็นไปไม่ได้ที่จะเรียกร้องให้มีไลเคนขึ้นริมถนนในเมือง

ท่านค้า เชยนักเดี๋ยวหุ้นตกนะค้า ไม่ฟังหนู ฟังสิงคโปร์ก็ได้ค่ะ

กรุงเทพธุรกิจ: โลกในมือคุณ, มิถุนายน 2554

Advertisements