สำนวน “น้ำจะท่วมฟ้า ปลาจะกินดาว” มาจากคำทำนายสถานการณ์โลกในอนาคตของหลวงปู่สาวกโลกอุดร ธมฺมปาโล ว่าด้วยกาลียุคจากน้ำมือมนุษย์ทำลายธรรมชาติและเบียดเบียนกันเอง

ปัจจุบันใช้เป็นวลีพูดถึงภาวะธรรมชาติเสียสมดุลอย่างรุนแรงจากการพัฒนาไม่ยั่งยืน ไร้สติสตัง

ภาษาล้านนาเขาว่าขึด

ทางน้ำไหลก็ไปกั้น ที่น้ำซึมก็ไปสร้างสนามบิน ผู้เขียนเกิดมาครึ่งศตวรรษแล้ว เพิ่งได้เห็นที่ดอนน้ำท่วมขัง ที่ลุ่มเป็นหนองกลับแห้งกรึ๊บ ที่เหนือน้ำน้ำท่วมก่อนแต่ดันลดทีหลัง ถนนแห้ง แต่บ้านคนจม มันอาเพศวิปริตผิดธรรมชาติอย่างมากมาย

น้ำท่วมที่ดอน ปากปลาน่าจะเขยิบเข้าใกล้ดวงดาว ถ้ามันไม่สำลักน้ำเน่าตายเสียก่อน

และน้ำเน่าปนเปื้อนมลพิษร้ายแรงจากนิคมอุตสาหกรรม มีขยะประมาณไม่ได้ว่ากี่ตันลอยฟ่องเต็ม ก็ไหลสู่ทะเล สู่อ่าวไทยของเราซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นทะเลอุดมสมบูรณ์มีเอกลักษณ์พิเศษระดับโลก ชายฝั่งทะเลอ่าวไทยตอนในมีสถานะเป็นพื้นที่ชุ่มน้ำที่มีความสำคัญระดับนานาชาติ (Wetland of International Importance) เป็นแหล่งพักนกอพยพที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งในเอเซีย ทางฟากตะวันออกถูกพัฒนาเป็นโซนอุตสาหกรรมจนเสียหายไปมากแล้ว หอยปากเป็ดที่คาดว่าเป็นตัวบ่งชี้ความสะอาด ไม่ค่อยทนปนเปื้อนสารโลหะหนัก ก็สูญหายไปนานแล้ว แต่ฟากตะวันตก รวมถึงดอนหอยหลอด แหลมผักเบี้ย ยังไม่เสื่อมโทรมมากเท่า และยังพอมีหอยปากเป็ดอาศัยอยู่

ช่วงหน้ามรสุมตะวันตกเฉียงใต้หรือหน้าฝนของเรา กระแสน้ำในอ่าวไทยตอนในจะไหลวนตามเข็มนาฬิกาไปทางขวา จากตะวันตกไปตะวันออก น้ำเน่าจากแม่น้ำลุ่มเจ้าพระยาจะถูกพัดไปฟากตะวันออก แต่หลังจากเดือนตุลาคมกระแสน้ำจะเปลี่ยนมาวนไปทางซ้าย ทวนเข็มนาฬิกา จากตะวันออกไปตะวันตก สู่ชายฝั่งอุดมสมบูรณ์ฟากตะวันตก แหล่งอาหารทะเลสำคัญของเรา ยิ่งน้ำท่วมถูกระบายลงมาช้าผิดฤดูกาลตามปกติมากเท่าไหร่ ภัยอันตรายต่อสัตว์ทะเลในถิ่นนี้ก็สูงขึ้นตามไปด้วย

ไม่ใช่แค่ปัญหาจากสารพิษเจือปนในน้ำและตะกอน แต่เศษพลาสติกและโฟมยังเป็นภัยต่อสัตว์ ทั้งรัดพันตัว ทั้งกลืนกินโดยไม่ตั้งใจ และพลาสติกที่แตกสลายกลายเป็นเศษเล็กๆ จะไม่ย่อยสลาย แต่ลอยปนอยู่กับแพลงตอนอาหารสัตว์ ในมหาสมุทรแปซิฟิก ถ้าตักน้ำขึ้นมาหนึ่งถ้วยแล้วส่องกล้องดูจะพบเศษพลาสติกมากกว่าแพลงตอนประมาณ 6 เท่า ไม่เคยมีใครตรวจสอบว่ามีอยู่เท่าไหร่ในอ่าวไทย แต่ขยะน้ำท่วมของเราไหลลงไปเป็นปัญหาแน่นอน

อุบัติยับเยินทั้งบนบกทั้งในทะเลเพราะกั้นโน่นถมนี่ทั้งลุ่มน้ำ และไม่ดูแลให้น้ำระบายตามฤดูกาล

ที่ยุโรปช่วง 20 กว่าปีมานี้น้ำก็ท่วมบ่อยเช่นกัน ถ้าคิดเฉพาะในช่วงปี 2000-2006 สหภาพยุโรปประสบภัยน้ำท่วมรวมทั้งสิ้น 123 ครั้ง ครอบคลุมพื้นที่ถึง 4.9 ล้าน ตร.กม.หรือราวพื้นที่ประเทศไทย 10 ประเทศรวมกัน ส่งผลให้คนตาย 429 คน และต้องอพยพผู้คนถึงกว่า 5 แสนชีวิต ความสูญเสียโดยตรงเฉพาะที่คิดจากน้ำท่วมใหญ่ที่สุด 27 ครั้ง รวมเป็นเงิน 27 พันล้านยูโร หรือกว่าแสนล้านบาท เฉลี่ย 40 พันล้านบาทต่อท่วมใหญ่หนึ่งครั้ง

เทียบกับความสูญเสียของไทยจากน้ำท่วมปี 2554 นี้เพียงครั้งเดียวไม่ได้เลย ของเรายอดคนตายมากกว่า 500 ทั้งๆ ยังท่วมไม่จบ ค่าเสียหายที่ประเมินในเบื้องต้นก็ปาเข้าไป 4-5 แสนล้านบาทแล้ว บางคนกะว่าถึงล้านล้านบาท ยังไม่นับการสูญเสียพืชและสัตว์ที่เป็นอาหาร ซึ่งต้องใช้เวลาฟื้นประชากรหลังน้ำลด บางชนิดนานนับสิบปี

สาเหตุสำคัญประการหนึ่งที่ยุโรปสูญเสียน้อยกว่าเราหลายเท่า เพราะเมื่อน้ำท่วมแล้วก็ระบายออกไปเร็ว ไม่ได้แช่ขังนานนับเดือนแบบเรา และมีระบบการเตือนภัยให้ข้อมูลแก่ประชาชน

แต่บ้านเรามันเป็นอะไรไป ทำไมน้ำไม่ระบาย ทำไมพื้นที่เหนือกรุงเทพฯ ยังมีสภาพเป็นทะเลสาบกว้างใหญ่ ท่วมมาหลายเดือนแล้วประชาชนยังไม่ได้รับทราบเลยว่ากำลังเกิดอะไรขึ้นจริงๆ รัฐบาลมีความคิดจะแก้ปัญหาอะไรอย่างไรบ้าง นอกจากบิ๊กแบ็กแล้วยังมีอะไรตรงไหนอีกที่ทำให้น้ำไม่ลด น้องที่ทำงานคนหนึ่งบ้านแช่น้ำระดับอกมาเป็นเดือน เช่นเดียวกับผู้คนอีกหลายแสน จนเครื่องเรือนข้างในบ้านเปื่อยยุ่ยละลายกองจมสวะ ราร้ายไม่ต้องพูดถึง มาวันนี้แทนที่จะลด ระดับน้ำบ้านกลับขยับสูงขึ้น ในขณะที่น้ำบนถนนลดลง บางที่เป็นเพราะถนนสูงกว่าชุมชน แต่บางที่เห็นปกป้องถนนแล้วสูบน้ำออกเข้าไปสู่พื้นที่อยู่อาศัยสองข้างทาง

ผู้บริหารบ้านเมืองเน้นย้ำหลายครั้งถึงความสำคัญของเส้นทางคมนาคม ซึ่งเราก็เข้าใจ แต่ทำไมจึงไม่ได้พิจารณาตัวเลือกอีกด้านดูบ้างว่า ระหว่างกู้ถนนให้รถวิ่งได้กับเปลี่ยนถนนหลักบางสายมาเป็นคลองระบายน้ำชั่วคราวเพื่อให้คนลืมตาอ้าปากได้เร็ววัน อย่างไหนจะดีกว่ากัน? มาถกเรื่องนี้แทนถกเรื่องใครได้หน้าดีกว่าไหม?

สังคมและบ้านเมืองจะต้องเปลี่ยนแปลงแน่นอนหลังน้ำลด และเราคงต้องเผชิญหน้ากับความขัดแย้งทางความคิด และระหว่างกลุ่มผลประโยชน์อีกมาก แต่ไหนๆ ตอนนี้ก็ใกล้สิ้นปีแล้ว เรื่องใหญ่ระดับประเทศรอลุยปีหน้า วันนี้เราดูแลตัวเองก่อน มาทบทวนชีวิตตัวเองเพื่อเปลี่ยนในส่วนที่เราเปลี่ยนได้กันก่อนเถอะ

เชื่อว่าเมื่อซ่อมบ้าน ทุกคนจะไม่ซ่อมให้กลับไปเหมือนเดิม แต่จะคิดหาวิธีปรับเปลี่ยนบ้านให้สามารถรับน้ำได้ดีขึ้น ถ้าไม่รื้อชั้นล่างออกให้กลายเป็นใต้ถุน ก็จะหาวิธีตกแต่งด้วยวัสดุทนน้ำ ต่อเติมพื้นที่วางกระถางพืชสวนครัวบนชั้นสองหรือหลังคา ใช้กินได้ยามน้ำท่วม ฯลฯ ค่อยๆ ก้าวไปสู่การปรับที่อยู่อาศัยให้เหมาะสมกับภูมินิเวศท้องถิ่นที่ตั้งอยู่ ลดปัญหาส่วนตัวและลดสร้างปัญหาแก่ธรรมชาติและส่วนรวมไปพร้อมๆ กัน

ตั้งตัวยืนขึ้นใหม่ได้แล้ว ก็ขยับมาทบทวนดูว่าวิถีชีวิตเดิมเราปล่อยอะไรทิ้งออกไปเป็นปัญหาขยะและมลพิษบ้าง เปลี่ยนแปลงได้อย่างไรบ้าง ถึงเวลาหรือยังที่จะแยกขยะในครัวเรือน และเราไม่จำเป็นต้องสร้างขยะพลาสติกกันมากมาย พกกล่องทัปเปอร์แวร์ไว้ใส่อาหารแทนได้ไหม พกถุงผ้าหรือถุงไนลอนใช้แทนเสียทีได้ไหม พกขวดน้ำดื่มติดตัวแทนขวดพลาสติกใช้แล้วทิ้งได้ไหม เรื่องพื้นฐานเหล่านี้พูดกันมานานจนเบื่อ แต่จนบัดนี้คนไทยส่วนใหญ่ยังไม่ปฎิบัติกันเลย

รถยนต์ใช้น้อยลงได้ไหม หันมาใช้คาร์พูล ขนส่งมวลชน หรือปั่นจักรยานกันมากขึ้น ลดความสำคัญของรถยนต์ในเมืองลงไป ยกความสำคัญของคุณภาพชีวิตมนุษย์ขึ้นมา

ต่อไปเมื่อเราคิดแก้ปัญหา จะได้คิดแก้ปัญหาให้คนมากกว่าแก้ให้รถยนต์

เพราะเมืองเป็นที่อยู่อาศัยของคน

กรุงเทพธุรกิจ: โลกในมือคุณ, ธันวาคม 2554

Advertisements