เคยได้ยินไหม สำนวนฝรั่งว่า “ชายผู้แสนเหงา ..เขาพูดสิบภาษา” (He who speaks ten tongues.. Oh! What a lonely man!)

ภาษาแต่ละภาษามาจากวัฒนธรรมที่แตกต่างกัน แต่ละวัฒนธรรมมีรายละเอียดทางภูมิศาสตร์ ประวัติศาสตร์และสังคมเฉพาะตัว ทำให้แต่ละภาษามีคำศัพท์หรือสำนวนที่ให้ความหมายในบางเรื่องได้ไม่เหมือนใคร สำนวนชายสิบลิ้นแสนเหงาจึงหมายความว่า ยิ่งเข้าใจหลายภาษา โอกาสที่จะเข้าใจคนอื่นๆ ก็มากขึ้น แต่โอกาสที่ใครคนใดคนหนึ่งจะเข้าใจคนหลายภาษาอย่างเต็มที่กลับมีน้อยมาก เพราะคลังศัพท์และคลังสำนวนเขากว้างเกินกว่าที่ภาษาเดียวจะครอบคลุมได้

เป็นต้นว่า ชาวเอสกิโมมีคำเรียกหิมะในสภาพต่างๆ ถึง 50 กว่าคำ เพราะเขามีวิถีชีวิตอยู่ในดินแดนหิมะ ต้องมีความรู้ลึกซึ้งเกี่ยวกับหิมะเพื่ออยู่รอดในธรรมชาติโลกน้ำแข็ง ในขณะที่ภาษาไทยแค่หยิบยืมคำว่า “หิมะ” จากภาษาสันสฤตมาใช้สื่อปรากฎการณ์นั้นก็เพียงพอแล้ว ไม่รู้จักก็ไม่ตาย คนเขตร้อนมรสุมอย่างเราต้องรู้จักภาวะน้ำท่วมอย่างละเอียดต่างหาก เพราะน้ำป่า น้ำหลาก น้ำเอ่อ น้ำท่วมทุ่ง น้ำเจิ่ง ต่างมีที่มาและ/หรือพฤติกรรมที่ต่างกัน

นอกจากคำศัพท์เฉพาะ ทุกภาษายังมีสำนวนสื่อความหมายจากบริบททางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมที่มันวิวัฒนาการขึ้นมา เช่น คนอังกฤษมีสำนวน “Lie back and think of England – เอนตัวลงนอนแล้วคิดถึงอังกฤษ” มาจากภาวะการเป็นเครื่องมือทางการเมืองของเจ้าหญิงในสมัยก่อน ที่ต้องถูกจับไปแต่งงานกับเจ้าต่างแดนเพื่อเจริญสัมพันธไมตรีระหว่างประเทศ แม้ว่าชายผู้นั้นจะแก่น่าเกลียดมีผิวปุ่มป่ำเป็นท้าวแสนปม เจ้าหญิงก็จะถูกสั่งสอนให้จำทน ฝืนใจหลับนอนกับตาเฒ่าหัวงูโดยปิดตาลงแล้วคิดถึงความรุ่งโรจน์ของอังกฤษระหว่างที่ชายแก่สำเร็จภารกิจบนเรือนร่างของเธอ ปัจจุบันสำนวนนี้จึงหมายถึงการกล้ำกลืนปฏิบัติหน้าที่ที่ไม่รื่นรมณ์แต่มีเป้าประสงค์สำคัญยิ่งใหญ่กว่าความสุขสนุกเฉพาะหน้าของเรา

เมื่อภาษาสะท้อนวิถีในสังคม แล้วภาษาไทยของเราบอกอะไรเกี่ยวกับเราบ้าง? ผู้เขียนเป็นนักนิเวศวิทยา จึงสนใจการสะท้อนโลกทัศน์ต่อธรรมชาติในภาษาและวัฒนธรรมต่างๆ ถ้าชื่อเรียกของชีวิตสายพันธุ์ต่างๆ ในโลกถือเป็นอักษร ก.ไก่ ข.ไข่ เบื้องต้นในการรู้จักธรรมชาติ เราจะพบว่าคนไทยรู้แต่สิ่งที่เป็นประโยชน์โดยตรงต่อตัวเอง เราจึงแบ่งสรรพชีวิตในโลกตามประโยชน์แก่มนุษย์เป็นที่ตั้ง โดยเฉพาะการกิน ดังนั้น การจำแนกพันธุ์เห็ดของคนไทยจึงแบ่งออกเป็นสองหมวดใหญ่ ได้แก่ เห็ดกินได้ กับเห็ดกินไม่ได้ ในหมวดเห็ดกินไม่ได้มีชื่อเรียกรวมๆ ว่าเห็ดเมา แทบไม่มีแตกแยกย่อยเป็นชื่ออื่นๆ (ยกเว้นตัวที่มีลักษณะแปลกโดดเด่นจริงๆ) เพราะเมื่อกินไม่ได้แล้ว แค่รู้ว่าเป็นพิษก็พอ เรื่องอื่นเกี่ยวกับมันไม่ต้องสน แตกต่างจากหมวดเห็ดกินได้โดยสิ้นเชิง ขานั้นมีชื่อเรียกละเอียดเป็นรายตัวยิบย่อย ไม่ได้รู้แค่ชื่อ ยังรู้อีกว่าต้องทำอย่างไรให้อร่อยที่สุด

การรับรู้รสของเรามีคำศัพท์มากมายอธิบายถึงสัมผัสลิ้นกลิ่นกาย รสฝาด ขื่น ขม เป็นรส “bitter” ที่ต่างกัน เราเป็นวัฒนธรรมที่ให้ค่ากับความรู้สึกและจิตใจ โดดเด่นกับการใช้คำว่า “ใจ” กำกับศัพท์ จะรู้สึกเสียใจหรือใจเสีย เราแยกแยะได้ชัดเจน เราเน้นหัวใจมากกว่าหัวคิด ขี้สงสาร ช่างเห็นใจ แต่ไม่ชอบคิดมาก เราเป็นวัฒนธรรมประสาทสัมผัส คือ sensual และสนุกกับการกิน ไม่ค่อยมีจริตกับระบบวิทยาศาสตร์หรืออะไรที่เป็นความคิดนามธรรม เมื่อต้องสื่อแนวคิด abstract เหล่านั้น เราต้องไปยืมศัพท์จากอินเดียและฝรั่ง

แต่เมื่อเราเริ่มใช้ศัพท์ใหม่ๆ เราก็รับรู้ความคิดใหม่ๆ เข้ามาด้วย ถึงไม่น้อมรับแต่ก็รับรู้ ภาษาและวัฒนธรรมจึงพัฒนาควบคู่กัน มันสร้างกันและกัน

ในช่วงเวลาหนึ่งปีที่ผ่านมา สังคมไทยเริ่มสนใจวิถีจักรยานกันมากขึ้น แม้จะยังไม่ใช่กระแสหลักในสังคม แต่มันเริ่มก่อตัวเป็นวัฒนธรรมย่อย ประกอบด้วยคนหลายกลุ่ม หลายอาชีพ รู้จักกันบ้าง ไม่รู้จักกันบ้าง แต่จะมีวิธีคิดมุมมองอะไรบางอย่างที่อยู่ในคลื่นเดียวกัน และเริ่มมีศัพท์แสงเฉพาะตัวออกมา ทั้งศัพท์ที่ตั้งใจคิดค้นขึ้นเพื่อสื่อนัยยะที่ต้องการ และศัพท์ที่พัฒนาขึ้นมาเองโดยธรรมชาติ

การเผยแพร่ศัพท์จักรยานน่าจะช่วยเร่งวิวัฒนาการวัฒนธรรมจักรยานในสังคมไทย

วันนี้จึงขอแนะนำศัพท์ใหม่ – ปั่นเมือง

“ปั่นเมือง” หมายถึงพฤติกรรมที่มุ่งปั่นป่วนความคิดคนในสังคมเพื่อเปลี่ยนเมืองให้เป็นเมืองน่าปั่น หมายถึงเมืองที่คนในเมืองมีวิถีใช้พื้นที่สาธารณะโดยไม่เบียดเบียนกัน ทำให้ผลประโยชน์ส่วนรวมกับส่วนตัวเป็นผลประโยชน์เดียวกัน อากาศจึงดีปลอดมลพิษ หนทางร่มรื่น ไปไหนก็ไปได้ แวะไหนก็แวะได้ ธุรกิจเล็กน้อยก็อยู่ได้ เพราะมีจักรยาน ขนส่งมวลชน และการเดินเป็นวิถีสัญจรหลัก แต่จะขับเคลื่อนสังคมให้สับเกียร์เข้าสู่วัฒนธรรมเมืองจักรยานได้ เราต้องทำตัวเป็นไวรัส เผยแพร่เชื้อทัศนคติสนับสนุนจักรยาน ให้มันระบาดไปกว้างไกล ทุกคนจึงเป็นนักปั่นเมืองได้ ไม่จำเพาะว่าต้องเป็นคนขี่จักรยาน คนไม่ขี่ก็ช่วยสร้างทางเลือกนี้ขึ้นมาได้ คนขับรถที่ไม่เห็นแก่ตัว ยินดีแบ่งพื้นที่ถนนให้จักรยาน จอดรถให้คนเดิน และช่วยเผยแพร่พฤติกรรมนี้ก็เป็นคนปั่นเมือง เจ้าของธุรกิจที่สนับสนุนการใช้จักรยาน มีที่จอดปลอดภัย มีบริการพิเศษ โปรโมชั่นจูงใจให้คนขี่จักรยาน ก็เป็นคนปั่นเมือง และเพื่อให้วัฒนธรรมไทยรับวิถีจักรยานได้ง่าย นักปั่นเมืองหลายคนเชื่อมการปั่นเมืองกับการกิน ชวนเพื่อนพากันปั่นเที่ยวซอกแซกหาของกินเล่นทั่วเมือง มีศัพท์พิเศษเกิดขึ้นมากับกิจกรรมแนวนี้ อาทิ ปั่นแดก ไบค์ทูไบท์ เป็นต้น

ใครๆ ก็ปั่นเมืองได้ เพียงแค่ตระหนักรู้ว่าคนตัวเล็กตัวน้อยอย่างเรามีพลัง ไม่ถอดใจไปกับสภาพเลวร้ายของบ้านเมือง เราแค่ต้องตัดสินใจเลือกว่าเราจะเป็นส่วนหนึ่งของทางออก ไม่ใช่ส่วนหนึ่งของปัญหา

วันเสาร์ที่ 25 กุมภาพันธ์นี้ มูลนิธิโลกสีเขียวร่วมกับ กทม.และเพื่อนปั่นเมืองหลายองค์กร จะจัดงานเทศกาลปั่นเมืองขึ้นที่สวนลุมพินี เวลา 16.00-20.30 น (ดูรายละเอียดที่ http://www.greenworld.or.th) เป็นงานแสดงพลังจักรยาน ปั่นไฟชมดนตรีด้วยแรงน่อง ขี่จักรยานไม่เป็นก็มาได้ แต่ถ้าเอาจักรยานมา ดนตรีจบแล้วมีพาไปปั่นกันเป็นกลุ่มเที่ยวเยาวราชยามค่ำคืน 21.00 น เป็นต้นไป

มาเพื่อร่วมป่วน เป็นพลังปั่นเปลี่ยนเมือง

กรุงเทพธุรกิจ, กุมภาพันธ์ 2555

Advertisements