สื่อมักถามผู้เขียนว่ารัฐบาลควรทำอะไรเพื่อช่วยเหลือจักรยาน

คำตอบร่ายได้เป็นบัญชีหางว่าว ให้เขียนเป็นยุทธศาสตร์นโยบายก็ยังได้ แต่สิ่งแรกที่ต้องทำก่อนอื่นใดคือกำกับดูแลกฎระเบียบจราจรที่มีอยู่

บ้านผู้เขียนตั้งอยู่บนถนนสุขุมวิท มีเลนให้รถยนต์วิ่งถึงหกเลน แต่กระนั้นรถยนต์ยังปีนขึ้นมาจอดบนทางเท้า บังคับให้คนเดินต้องอ้อมรถที่จอดลงไปเสี่ยงถูกรถวิ่งชนบนถนน กลับขึ้นมาเดินบนทางเท้าก็มีฝูงรถมอเตอร์ไซต์วิ่งใส่ทั้งสวนหน้าและเสยหลัง ยิ่งช่วงชั่วโมงเร่งด่วน รถติดกันมากๆ มอเตอร์ไซต์บนฟุตบาธยิ่งเยอะเหมือนฝูงแมลงวันอียิปต์ นับดูได้ 10-20 คันภายใน 5 นาที

เมื่อสองอาทิตย์ก่อนลูกสาวเพื่อนเดินข้ามทางม้าลาย มอเตอร์ไซต์ก็วิ่งแทรกมาระหว่างรถที่หยุดจอด พุ่งเข้าชน จนต้องไปนอนอยู่ในไอซียู

สังคมบ้านเราเก่งวาทกรรมประชาธิปไตย แต่ในทางปฏิบัติเรามีแต่กฎหมู่และวัฒนธรรมยุคหิน ใครแรงกว่า ดุกว่า พวกมากกว่า เป็นผู้ชนะ

เหมือนกันหมดทั้งอำมาตย์เหลืองขี่รถเบนซ์ อำมาตย์แดงขี่บีเอ็ม หรือไพร่มอไซต์และตำรวจเองก็เบียดเบียนคนเดินเท้าและคนขี่จักรยาน ไปดูถนนที่ตีเส้นเลนจักรยานสิ เต็มไปด้วยรถยนต์ส่วนตัวและแท๊กซี่มาจอดทับ ถ้าเลนโล่งๆ ดีก็ต้องมีมอไซต์เข้ามาวิ่งไล่หลัง

และเราก็ยอมรับสภาพ

แต่จริงๆ แล้ว สิทธิได้รับการคุ้มครองความปลอดภัยต่อชีวิต เป็นสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน

งานวิจัยหลายชิ้นแสดงให้เห็นว่าความปลอดภัยบนท้องถนนเพิ่มสูงขึ้นตามสัดส่วนจำนวนคนขี่จักรยาน หมายความว่ายิ่งสังคมไหนมีคนใช้จักรยานกันมาก ถนนหนทางก็ปลอดภัยต่อทุกชีวิตในสังคมมากขึ้นเท่านั้น

กราฟ “Safety in Number” ที่เอามาโชว์นี้ เป็นกราฟที่คนในวงการจักรยานคุ้นเคย เพราะถูกนำมาแสดงหลายครั้งหลายหน ให้เห็นความสัมพันธ์ระหว่างสัดส่วนจำนวนการใช้จักรยานกับความปลอดภัยบนฐานข้อมูลปี ค.ศ. 1996 เรียงจากซ้ายสุดเป็นประเทศที่มีการใช้จักรยานน้อย ได้แก่ สหรัฐอเมริกา มีเพียง 1 เปอร์เซ็นต์ ไล่ขึ้นไปเรื่อยๆ ถึงเนเธอร์แลนด์ทางด้านขวาสุด สมัยนั้นมี 27 เปอร์เซ็นต์ เทียบกับอัตราคนตายในทุกๆ พันล้านกิโลเมตรของการปั่นจักรยาน จากอเมริกามี 109 คน (โอกาสตาย 0.00001%) สู่เนเธอร์แลนด์และเดนมาร์กที่มีอัตราคนตาย 16 และ 14 คนตามลำดับ (โอกาสตาย 0.000002%) แม้ว่านักปั่นชาวมะกันจะสวมหมวกนิรภัยกันถึง 38 เปอร์เซ็นต์ และชาวดัชต์กับชาวเดนจะสวมหมวกกันแค่ 0.1 และ 3 เปอร์เซ็นต์

ยิ่งปั่นกันมาก ยิ่งตายกันน้อย และความจำเป็นในการสวมหมวกนิรภัยก็น้อยลง (แต่น่าคิดว่าหากชาวดัชต์สวมหมวกนิรภัยมากเท่าชาวเดน ก็อาจตายน้อยกว่าชาวเดน)

อย่างไรก็ตาม ที่ผู้เขียนนำกราฟนี้มาแสดงให้ดูอีกครั้ง ก็เพราะอยากให้สังเกตอัตราการตายของคนใช้จักรยานในอังกฤษ

สหราชอาณาจักรมีสัดส่วนการใช้จักรยานน้อยใกล้เคียงกับอเมริกา คือแค่ 2 เปอร์เซ็นต์ แต่อัตราคนตายต่อพันล้านกิโลเมตรปั่นกลับน้อยกว่าถึง 2.4 เท่า ด้วยจำนวน 46 คน นับว่าน้อยกว่าฟินแลนด์ซึ่งมีการใช้จักรยาน 7.5 เปอร์เซ็นต์และสัดส่วนการสวมหมวกนิรภัยก็ใกล้เคียงกัน คือราว 20-22 เปอร์เซ็นต์

ใครที่เคยขับรถยนต์ในประเทศอังกฤษย่อมรู้ดีว่าอังกฤษเข้มงวดกับกฎจราจรขนาดไหน ใบขับขี่ก็สอบยากแสนยาก ได้แล้วก็ถูกยึดถูกปรับมหาโหดถ้าไปทำผิดกฎเข้า เมาไม่ขับ แต่จอดนั่งหลังพวงมาลัยในลานจอดรถก็โดนจับได้แล้ว ฐาน “ครอบครองอาวุธอันตรายขณะมึนเมา” ถนนตามชนบทอังกฤษหลายสายเป็นถนนแคบเพียงเลนเดียว วิ่งสวนกันไม่ได้ ต้องถอยไปหลบกันตามกระเปาะเว้าเล็กๆ ที่ทำไว้ริมทางเป็นระยะๆ ให้รถเบี่ยงทางกัน แต่เขาก็ขับกันได้สบาย

อังกฤษมีอุบัติเหตุน้อยเพราะเขาเคารพกฎจราจร

ทุกชีวิตจะปลอดภัยขึ้น ถ้าทุกคนเคารพกติกาการใช้ถนนร่วมกัน รู้จักเคารพสิทธิกันและกัน

ทุกวันนี้ สิทธิเพื่อคนเดินและปั่นจักรยานในเมืองไทยมันก็น้อยอยู่แล้ว เป็นพลเมืองชั้นสามที่ไม่มีการเมืองสีใดเลยมองเห็นหัว แต่เรายังปล่อยให้คนเหล่านี้ถูกเบียดเบียนทรัพยากรพื้นที่น้อยนิดที่มีอยู่ มันทำให้เรากระเสือกกระสนหารถส่วนตัวมาใช้บ้าง เผื่อจะยกระดับชีวิตขึ้นมาเป็นพลเมืองชั้นสองและชั้นหนึ่ง

แต่ทราบไหมว่าที่เนเธอร์แลนด์พัฒนาประเทศของเขาให้เป็นเมืองจักรยาน คุณภาพชีวิตยอดเยี่ยมเท่าเทียมเสมอภาคกันขึ้นมาได้ เพราะพวกเขาไม่ยอมให้รถวิ่งทับลูกหลานเขา เขาเรียกร้องสิทธิในการมีชีวิตบนถนนอย่างปลอดภัยมาตั้งแต่ในยุค 60 ประท้วงการขยายถนนและการให้ท้ายรถยนต์ว่าเป็น “การฆาตรกรรมเด็ก”

มาช่วยกันคิดจริงๆ จังๆ กันดีกว่าว่าเราจะทวงสิทธิพื้นฐานของเราคืนมาได้อย่างไร เริ่มต้นบนทางเท้า ทางจักรยาน และทางม้าลาย

มอไซต์และรถยนต์ ออกไป ออกไป ออกไป

กรุงเทพธุรกิจ: โลกในมือคุณ, มีนาคม 2555

Advertisements