“Cradle to Cradle: remaking the way we make things” ไม่ได้เป็นแค่หนังสือเล่มหนึ่ง แต่มันเป็นหลักกิโลสำคัญของการเดินทางของสังคมมนุษย์เรา จากยุคล้างผลาญทรัพยากรธรรมชาติแห่งศตวรรษที่ 20 ไปสู่ยุคแห่งการพัฒนาอย่างยั่งยืนในศตวรรษที่ 21

หากการอนุรักษ์ธรรมชาติคือจิตวิญญานของการพัฒนาอย่างยั่งยืน และการแบ่งปันทรัพยากรอย่างเท่าเทียมกันเป็นหัวใจ กระบวนการผลิตแบบ “cradle to cradle” หรือ “อู่สู่อู่” ก็เป็นระบบเผาผลาญที่ขับเคลื่อนให้การพัฒนาอย่างยั่งยืนดำเนินการไปได้

หลายสิบปีที่ผ่านมา สังคมมนุษย์เรากลายสภาพเป็นสังคมนักบริโภคทิ้งขว้างที่มีระบบผลิตเป็นเส้นตรง หมายความว่า เราสกัดวัตถุดิบจากธรรมชาติมาปรุงแต่ง ผลิตขึ้นมาเป็นสินค้า ใช้เสร็จแล้วก็ทิ้งไปเป็นขยะปริมาณมหาศาล จากอู่เกิดในธรรมชาติ วัตถุเหล่านั้นจึงเดินทางไปสู่สุสาน (cradle to grave) โดยไม่สามารถหมุนเวียนกลับมาที่เดิมได้ ระหว่างทางก็ปล่อยมลพิษมากมายสู่น้ำ ดิน อากาศ เข้าไปสู่ร่างกายคนและชีวิตร่วมโลก เมื่อต้องการวัตถุดิบเพิ่ม เราก็ต้องไปสกัดใหม่จากธรรมชาติ จนทรัพยากรธรรมชาติของเราใกล้จะหมด หากนับเพียงแค่ในรอบ 30 ปีที่ผ่านมา เราผลาญสิ้นไปถึง 1 ใน 3 ของทรัพยากรทั้งหมดในโลก กระบวนการผลิตเป็นเส้นตรงของเราจึงเป็นสาเหตุสำคัญที่ก่อให้เกิดวิกฤตสิ่งแวดล้อม ซึ่งรวมถึงวิกฤตโลกร้อนที่เรากำลังเผชิญอยู่

ไม่ว่าเราจะคิดว่าเราเก่งกาจแค่ไหน ที่สุดแล้วมนุษย์เราก็ยังคงเป็นสัตว์ชนิดหนึ่งที่อาศัยอยู่บนโลกใบนี้ การดำรงชีวิตให้อยู่รอดของเราจึงต้องพึ่งพาการทำงานของระบบนิเวศธรรมชาติ ให้ดูแลอากาศหายใจ ดูแลภูมิอากาศ น้ำ และวงจรแร่ธาตุต่างๆ ประสิทธิภาพของการ “บริการ” ทางระบบนิเวศเหล่านี้ขึ้นอยู่กับสิ่งมีชีวิตชนิดต่างๆ ทั้งบนดิน ในดิน ในน้ำ หรือในอากาศ ทำหน้าที่ถ่ายทอดพลังงานและแปรสสารสู่กันเป็นโครงข่ายความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนยิ่งกว่าการแบ่งหน้าที่ประกอบอาชีพต่างๆ ในสังคมมนุษย์ การอนุรักษ์ธรรมชาติให้เป็นปกติสุขเพื่อเกื้อหนุนชีวิตเราจึงเป็นหลักใหญ่ที่สุดของการพัฒนาที่ยั่งยืนส่งต่อทอดไปได้สู่รุ่นลูกหลาน จิตวิญญานการรักษาธรรมชาติจึงต้องเป็นฐานคิดของการพัฒนา ทั้งในส่วนของพื้นที่ที่กันไว้ให้เป็นพื้นที่อนุรักษ์ตามธรรมชาติดั้งเดิมซึ่งเป็นเสมือนบัญชีฝากประจำของชีวิต และในส่วนของพื้นที่ที่มนุษย์ปรับให้เป็นถิ่นฐานอยู่อาศัยและประกอบการ การดูแลสิ่งแวดล้อมในส่วนหลังนี้ให้มีคุณภาพและสอดคล้องกับธรรมชาติท้องถิ่นเป็นเสมือนบัญชีออมทรัพย์ใช้จ่ายรายวันที่เราต้องหยิบฉวยอยู่ทุกวัน

เมื่อธรรมชาติเป็นปกติสุข การเบียดเบียนกันในสังคมก็ลดลง เพราะทุกคนและทุกชีวิตสามารถเข้าถึงอากาศหายใจที่บริสุทธิ์ น้ำที่สะอาด ดินดีปลอดสารพิษ เป็นพื้นฐานของสุขภาพกาย แต่การแบ่งปันทรัพยากรในระดับพื้นฐานนี้ยังไม่เพียงพอ เรายังต้องกระจายรายได้ โอกาส ทางเลือกในชีวิต และพื้นที่ทำกินอยู่อาศัยให้เท่าเทียมกันกว่าที่เป็นอยู่ ควบคู่ไปกับการควบคุมจำนวนประชากรโลกไม่ให้สูงเกินกว่าโลกจะรับได้ ข้อมูลสหประชาชาติรายงานว่า ทุกวันนี้ คนรวยที่สุดเพียง 1 เปอร์เซ็นต์ในโลกครอบครองทรัพยากรธรรมชาติถึง 50 เปอร์เซ็นต์ ในขณะที่คนจนที่สุด 50 เปอร์เซ็นต์ได้ส่วนแบ่งรวมกันแค่ 1 เปอร์เซ็นต์ และในประเทศไทย คน 10 เปอร์เซ็นต์ถือครองที่ดินถึง 90 เปอร์เซ็นต์ ในขณะที่คนอีกราว 17 เปอร์เซ็นต์ไม่มีที่ดินทำกินเลย งานวิจัยหลายชิ้นแสดงให้เห็นว่าความแตกต่างของรายได้และความเหลื่อมล้ำในโอกาสการเข้าถึงทรัพยากรเป็นปัจจัยสำคัญของคุณภาพชีวิตโดยรวมในสังคมสังคมหนึ่ง ประสบการณ์จากเมืองโบโกต้า เมืองหลวงของประเทศโคลัมเบีย พบว่าเมื่อเปลี่ยนสภาพเมืองจากเมืองที่ให้ความสำคัญสูงสุดแก่รถยนต์ส่วนตัวของประชากรเพียง 25 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งยึดถนนไปเป็นของตนและปล่อยควันพิษมากมาย มาเป็นเมืองที่ให้ความสำคัญสูงสุดแก่จักรยาน คนเดิน ระบบขนส่งมวลชน พื้นที่สีเขียว และบริการสาธารณะ เช่น ห้องสมุดและสถานดูแลเด็กเล็กตอนกลางวันระหว่างที่พ่อแม่ต้องออกไปทำงาน อัตราฆาตรกรรมในเมืองก็ลดฮวบฮาบลงถึง 4 เท่าภายในเวลาไม่กี่ปี

การลดความเหลื่อมล้ำในสังคม แบ่งปันทรัพยากรส่วนกลางด้วยมองเห็นผลประโยชน์ส่วนตัวในผลประโยชน์ส่วนรวมจึงถือเป็นหัวใจของสังคมที่ยั่งยืนและเป็นสุข

อย่างไรก็ตาม เราจะไม่สามารถดูแลรักษาธรรมชาติไว้ได้แม้ว่าเราจะอยาก ตราบใดที่เรายังคงใช้กระบวนการผลิตข้าวของเครื่องใช้ พลังงาน ฯลฯ ที่เป็นเส้นตรง จากอู่เกิดสู่สุสานกองขยะและมลพิษ กระบวนการผลิตแบบ “อู่สู่อู่” จึงเป็นทางออก เป็นแนวทางปฏิบัติที่ทำให้เกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืนในสังคมสมัยใหม่ขึ้นเป็นรูปธรรมได้

แนวคิด “อู่สู่อู่” เปลี่ยนโครงสร้างระบบผลิตของสังคมมนุษย์ จากเส้นตรง ให้เป็นวงกลม เป็นวงจรปิด ไม่สร้างขยะ ไม่ก่อมลพิษ โดยถือหลักการผลิตที่เกิดขึ้นในธรรมชาติเป็นต้นแบบ เพราะธรรมชาติไม่รู้จักขยะ ของเหลือจากสิ่งมีชีวิตหนึ่งจะเป็นอาหารหรือวัตถุดิบให้แก่อีกชีวิตหนึ่งเสมอ ถ่ายทอดต่อกันหมุนเวียนกลับมาที่เดิมเป็นวัฏจักร ใช้ไปได้เรื่อยๆ อย่างยั่งยืน

“อู่สู่อู่” จึงไม่ใช่กระบวนการรีไซเคิลแบบที่หลายคนคุ้นเคยกัน ซึ่งบ่อยครั้งเป็นเพียงการแปรรูปวัตถุเหลือใช้ให้กลายเป็นวัสดุอีกชิ้นหนึ่ง โดยไม่ได้หมุนเวียนทั้งระบบผลิตเป็นวงจรปิด วัสดุชิ้นใหม่ก็จะกลายเป็นขยะไปในที่สุด แต่จากอู่สู่อู่เป็นระบบไม่มีขยะ จึงพลิกระบบผลิตของเราโดยสิ้นเชิง

ฟังดูดี เหลือเชื่อ แต่ประเด็นสำคัญคือ มันไม่ได้เป็นแค่ความฝัน

นักเคมี Michael Braungart และทีมงานใน Environmental Protection Encouragement Agency (EPEA) แห่งประเทศเยอรมัน ได้นำความคิดเบื้องต้นของ Walter R. Stahel ผู้ประดิษฐ์คำ “cradle to cradle” ในยุค 1970 มาต่อยอด บุกเบิกค้นคว้าแนวทางการปฏิบัติทางเทคนิคขึ้นมาได้ในช่วงยุค 1990 และร่วมมือกับสถาปนิกชาวอเมริกัน William McDonough ช่วยกันสกัดความคิดจนตกผลึกเป็นหลักคิดง่ายๆ และหลักปฏิบัติในรายละเอียดที่เป็นเสมือนลายแทงแก่สังคมวงกว้าง ใช้เป็นคู่มือเดินทางไปสู่เป้าของการผลิตแบบ “อู่สู่อู่” ได้ โดยเรียบเรียงเขียนขึ้นมาเป็นหนังสือเล่มนี้ ตีพิมพ์ครั้งแรกในปี ค.ศ. 2002

ในการตีพิมพ์ครั้งแรก หนังสือเล่มนี้ไม่ได้พิมพ์บนกระดาษ แต่ใช้วัสดุคิดค้นใหม่ที่ดูเหมือนกระดาษ ทำจากพลาสติกพิเศษที่สามารถนำไปล้างน้ำในโรงงาน และนำกลับมาพิมพ์ใหม่ได้อย่างง่ายดายด้วยหมึกอินทรีย์ ไม่ก่อมลพิษและไม่สิ้นเปลืองพลังงาน มันติดอันดับยอดหนังสือขายดีภายในเวลาไม่นานนัก ทำให้ภาพของ “การพัฒนาที่ยั่งยืน” กลายเป็นอนาคตที่จับต้องได้ เป็นอนาคตของการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพและขยะเป็นศูนย์ ด้วยการดีไซน์และเทคโนโลยีที่เลียนแบบธรรมชาติ (ซึ่งไม่จำเป็นต้องไฮเทค) ควบคู่กับการจัดการบริการสินค้าแนวใหม่ให้วัตถุดิบหมุนเวียนกลับสู่ผู้ผลิต กระบวนการนี้ช่วยให้เราไม่ต้องหันไปตักตวงสกัดวัตถุดิบเพิ่มเติมจากธรรมชาติอีก แต่สามารถหันไปฟื้นฟูธรรมชาติขึ้นมาใหม่ และดูแลให้มันคอยทำหน้าที่รักษาวงจรต่างๆ ในระบบนิเวศที่เกื้อหนุนจุนเจือชีวิตของเรา เป็นหลักการดีไซน์ที่เอื้อให้เราอยู่ร่วมได้กับชีวิตอื่น นำไปใช้ได้ทั้งกับการออกแบบสินค้า ออกแบบบ้าน ออกแบบผังเมือง ออกแบบการบริการ ตลอดจนออกแบบโครงสร้างการอยู่ร่วมกันอย่างเป็นสุขและสะดวกสบาย แบบพึ่งพาอาศัยกันเป็นโครงข่ายในสังคม

อย่างไรก็ตาม การผลิตแบบอู่สู่อู่จะเกิดขึ้นได้อย่างกว้างขวางก็ต่อเมื่อเรามีนโยบายรัฐช่วยสนับสนุน และเราต้องการการศึกษาที่ส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ มีธรรมชาติเป็นครูใหญ่

นโยบายที่จะช่วยอุดหนุนระบบผลิตแบบอู่สู่อู่คือนโยบายการคลังเพื่อสิ่งแวดล้อม พูดให้ชัดคือระบบภาษีและมาตรการสนับสนุนการลงทุนจากภาครัฐ ที่ต้องลดละเลิกส่งเสริมพฤติกรรมและการผลิตแบบล้างผลาญ ซึ่งโยนภาระต้นทุนที่แท้จริงให้ธรรมชาติแบกรับ ให้คนอื่นๆ ในสังคมเป็นผู้จ่าย ในขณะเดียวกันก็หันไปสนับสนุนสร้างแรงจูงใจให้แก่ระบบ “อู่สู่อู่” ซึ่งเบียดเบียนธรรมชาติน้อยกว่า และเป็นมิตรกับสังคมมากกว่า นโยบายเกื้อหนุนของเขียว ไม่เอาของเหม็น เป็นแก่นสารของระบบเศรษฐศาสตร์สีเขียวแห่งอนาคต ที่สุดแล้ว วิถีที่ทำลายสิ่งแวดล้อมจะต้องยอมรับความเป็นจริงว่ามันต้องมีราคาแพงกว่าวิถีที่ดูแลสิ่งแวดล้อม เพราะนั่นคือราคาที่แท้จริง

การพัฒนาเทคโนโลยีระบบผลิตแบบอู่สู่อู่ หรือการออกแบบบนฐานคิดแบบอู่สู่อู่ อาศัยการสังเกตธรรมชาติและจินตนาการ เราจึงต้องเปลี่ยนระบบการศึกษาของเราจากการยัดเยียดข้อมูลและกรอบคิดเพื่อผลิตบุคลากรป้อนอุตสาหกรรมวิชาชีพ (ซึ่งใช้กระบวนการผลิตแบบอู่สู่สุสาน) มาเป็นระบบการศึกษาที่พัฒนาศักยภาพมนุษย์ในลักษณะที่หลอมรวมอยู่กับธรรมชาติ ให้ธรรมชาติเป็นพลังเกื้อหนุนศักยภาพมนุษย์ การผลิตแบบอู่สู่อู่มักต้องอาศัยการทำงานร่วมกันระหว่างนักชีวะ นักเคมี และวิศวกร หรือสถาปนิก การศึกษาของเราจึงยังต้องเน้นการสื่อสารระหว่างฐานคิดที่แตกต่างกัน ฝึกหัดทำงานร่วมกันเพื่อไปสู่เป้าประสงค์ใหญ่ร่วมกัน

แต่แม้ว่าองค์ความรู้และเทคโนโลยีแบบอู่สู่อู่ยังจะต้องพัฒนาต่อไปอีกมากมาย เทคโนโลยีที่เรามีอยู่ในปัจจุบันก็พอเพียงที่จะพาเราไปสู่สังคมของการพัฒนายั่งยืนได้ หรืออย่างน้อยก็เดินหน้าไปได้ไกลกว่าที่เป็นอยู่อีกหลายร้อยก้าว เราแค่ต้องรู้ว่าเราทำได้ และมีเจตจำนงที่จะทำ เจตจำนงของเรารวมกันคือพลังความคิดทางสังคม สร้างวาระสาธารณะที่จะผลักดันรัฐบาลต่อไป

เริ่มต้นด้วยการอ่านหนังสือเล่มนี้ เป็นหนังสืออ่านง่าย อ่านสนุก ปลุกเร้าจินตนาการ เชื่อมโยงให้เห็นความสัมพันธ์ของปัญหาและทางออก เห็นแสงสว่างปลายอุโมงค์ อ่านแล้วแม้ว่าบางคนอาจไม่เห็นด้วยกับผู้เขียนหนังสือในบางประเด็นปลีกย่อย แต่หลักคิดของ “อู่สู่อู่” นั้นสำคัญเกินกว่าที่เราจะไม่อยากบอกต่อ อยากซื้อให้เพื่อนอ่าน อยากเปิดวงคุย อยากให้ทุกคนได้รับรู้เนื้อหาของหนังสือเล่มนี้

Cradle to Cradle เป็นหนังสือที่สร้างแรงบันดาลใจแก่ผู้คนมาแล้วมากมายในหลายๆ ประเทศ จึงรู้สึกดีใจเกินกว่าจะสาธยายได้ เมื่อสำนักพิมพ์มติชนได้ลิขสิทธิ์การแปลตีพิมพ์เป็นภาษาไทยในที่สุด หลังจากที่เฝ้าติดตามรอคอยกันมาหลายปี

Cradle to Cradle ไม่ใช่แค่หนังสือเล่มหนึ่ง แต่มันเป็นความหวังของมนุษยชาติ

สรณรัชฎ์ กาญจนะวณิชย์
กุมภาพันธ์ 2555

คำนำหนังสือ “Cradle to Cradle: เปลี่ยนเส้นตรงให้เป็นวงกลม” แปลโดย สุภาภรณ์ กาญจน์วีระโยธิน สำนักพิมพ์มติชน

Advertisements