โลกเรากำลังอยู่ในช่วงแห่งการเปลี่ยนยุค จากยุคสังคมโครงสร้างปิระมิดแย่งชิงทรัพยากรและเสพเชื้อเพลิงฟอซซิล สู่ยุคสังคมโครงสร้างแนวระนาบที่ต้องแบ่งปันทรัพยากรและช่วยกันดูแลสิ่งแวดล้อม ระหว่างนี้จึงมีการปรับเปลี่ยนมุมมองใหม่ๆ ด้วยข้อมูลใหม่ๆ เกิดขึ้นตลอดเวลา

มุมมองหนึ่งที่กำลังมาแรง คือการพบว่าสังคมที่มีความเหลื่อมล้ำระหว่างรายได้สูง กล่าวคือมีความแตกต่างระหว่างคนรวยคนจนมาก จะมีปัญหาสังคมมาก ในทางกลับกัน สังคมที่มีความเหลื่อมล้ำน้อย และมีความเสมอภาคสูง จะมีปัญหาสังคมน้อยกว่ามาก เป็นแนวโน้มที่พบเห็นในสังคมที่มีวัฒนธรรมท้องถิ่นแตกต่างกันมากมาย จนพูดได้ว่าความเหลื่อมล้ำเป็นปัจจัยสากลที่กระทบต่อความเป็นปกติสุขในสังคมอย่างจัง

ว่าไปแล้ว มันไม่ใช่มุมมองใหม่ คนจำนวนมากก็เห็นเช่นนี้กันมานับหลายร้อยปี แต่ความใหม่อยู่ที่การพิสูจน์ทางสถิติด้วยข้อมูลจำนวนมากต่างหาก เป็นผลงานของ Richard Wilkinson และ Kate Pickett เรียบเรียงไว้ในหนังสือชื่อ “The Spirit Level” (ไม้วัดระดับ) เขานำเอาตัวเลขที่ใครๆ ก็เข้าถึงได้จากธนาคารโลก สหประชาชาติ และหน่วยงานรัฐต่างๆ มาเรียงดูใหม่ ดึงเอาสถิติอัตราฆาตรกรรม นักโทษต้องขัง วัยรุ่นตั้งท้อง ติดเหล้าเสพยา สุขภาพจิตและความเครียด ความไว้วางใจกันในสังคม ทักษะอ่านออกคำนวณได้ โอกาสการเลื่อนสถานภาพในสังคม ฯลฯ มาเปรียบเทียบกับรายได้ของคนในประเทศ เหมือนกับจับคำที่คุ้นเคยมาเรียงใหม่เป็นประโยค

การเรียงประโยคให้ถูกไวยกรณ์บางทีมันก็เป็นเรื่องสำคัญจริงๆ ที่ผ่านมาเรายึดจีดีพีเป็นบรรทัดวัดการพัฒนา ซึ่งหากเราเอาจีดีพี หรือตัวเลขที่มาจากฐานคิดเดียวกันเช่นรายได้เฉลี่ยต่อประชากรของประเทศต่างๆ มาเทียบกับปัญหาสังคมในประเทศเหล่านั้น เราจะมองไม่เห็นความสัมพันธ์อะไรต่อกันเลย เห็นแต่ข้อมูลกระจัดกระจาย ไม่มีความเกี่ยวข้องกัน แลเหมือนว่าแต่ละสังคมมีปัญหาเฉพาะของมัน เหมือนคำหลายๆ คำวางเรี่ยราดโดดเดี่ยว แต่พอ Wilkinson & Pickett เปลี่ยนมาเทียบอัตราการเกิดปัญหาสังคมกับความแตกต่างระหว่างรายได้คนรวยสุด 20 เปอร์เซ็นต์กับคนจนสุด 20 เปอร์เซ็นต์ภายในแต่ละประเทศ ข้อมูลที่กระจัดกระจายกลับเคลื่อนเข้ามาเรียงตัวกันเป็นประโยค เราเห็นความสัมพันธ์ชัดเจนว่าประเทศที่มีความเหลื่อมล้ำสูงมักมีปัญหาสังคมมาก และประเทศที่มีความเท่าเทียมกันมากกว่า มักมีปัญหาน้อย

Wilkinson & Pickett นำเสนอข้อมูลประเทศ “พัฒนา” แล้วที่ถือว่าร่ำรวยจนเลือกได้ และเป็นประเทศขนาดกลางถึงใหญ่ และมีข้อมูลมากเปรียบเทียบกันได้ อย่างไรก็ตาม ในการศึกษาสังคมอื่นๆ ทั้งในระดับเมือง รัฐ ประเทศ พวกเขาก็พบแนวโน้มลักษณะเดียวกันนี้ปรากฎขึ้นมาแทบจะทุกครั้งไป

ผู้ขียนจึงลองเล่นต่อ เจาะเข้าไปดูพฤติกรรมการใช้จักรยานเดินทางของประเทศเหล่านี้ จัดแบ่งเป็นหมวดสี สีแดงคือประเทศที่มีสัดส่วนเที่ยวเดินทางด้วยจักรยานน้อย เพียง 1-2 เปอร์เซ็นต์ สีเหลือง 3-5 เปอร์เซ็นต์ไล่ขึ้นมาจนถึงกลุ่มที่ใช้จักรยานเยอะ สีเขียวอ่อน 6-10 เปอร์เซ็นต์ และสีเขียวแก่ใช้จักรยานกันมากที่สุด ตั้งแต่ 11 เปอร์เซ็นต์ขึ้นไป

น่าสนใจว่ากลุ่มประเทศที่ผู้คนใช้จักรยานมากล้วนแล้วแต่เป็นสังคมที่มีความเหลื่อมล้ำไม่สูงมากนักและมีปัญหาสังคมน้อย ส่วนประเทศที่ใช้จักรยานน้อยส่วนใหญ่เป็นประเทศที่มีความเหลื่อมล้ำสูงและมีปัญหาสังคมมาก ข้อยกเว้นเห็นจะได้แก่ประเทศนอร์เวย์ ซึ่งหลายเมืองตั้งบนทางลาดชันและอาศัยระบบขนส่งมวลชนมากกว่า

ประเทศทั้งหมดนี้ถือเป็นประเทศรวย ประชาชนมีกำลังซื้อรถยนต์ส่วนตัวใช้ได้ แต่สังคมที่มีความเหลื่อมล้ำต่ำเลือกนโยบายส่งเสริมการใช้จักรยาน ถ้าเข้าไปศึกษารายละเอียดจะพบว่าเขาสร้างระบบสัญจรที่ให้ความสำคัญสูงสุดกับคนเดิน คนขี่จักรยาน และระบบขนส่งมวลชน ส่วนรถยนต์ส่วนตัวจะได้รับความสำคัญต่ำสุด

มันจึงสะท้อนว่าสังคมที่ส่งเสริมให้คนใช้รถยนต์ส่วนตัวได้สะดวกสบายที่สุดเป็นสังคมที่ส่งเสริมให้คนเบียดเบียนกัน ผลักดันให้คนดิ้นรนหารถยนต์มาใช้ พากันเบียดเบียนอากาศหายใจ และพื้นที่สาธารณะนอกบ้านแคบๆ เบียดเบียนความปลอดภัยแก่ชีวิตผู้ร่วมใช้ถนนหนทางสาธารณะที่พวกเขาเองก็ร่วมจ่ายภาษีทำนุบำรุง

สังคมที่ส่งเสริมรถยนต์ส่วนตัวเหนือพาหนะอื่น จึงเป็นสังคมที่ให้รางวัลกับพฤติกรรมการแก่งแย่งเห็นแก่ตัว

ในทางกลับกัน บ้านเมืองที่ผู้คนขี่จักรยานได้สะดวกเป็นที่ที่มีโครงข่ายถนนหนทางปลอดภัยสำหรับคนเดินและจักรยาน เป็นสังคมที่เลือกพัฒนาเพื่อผลประโยชน์ส่วนรวม เลือกจัดสรรให้ผลประโยชน์ส่วนรวมและส่วนตัวเป็นประโยชน์ที่สอดคล้องกัน มันสะท้อนค่านิยมในสังคมว่าพวกเขาเห็นหัวมนุษย์ทั้งสังคมที่อยู่ร่วมกัน เห็นความสำคัญในการพิทักษ์ศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ ไม่ต้องทำตัวลีบกระโดดหนีรถยนต์เหมือนแมลงสาบหนีหมา น่าสนใจว่าการศึกษาของ Wilkinson & Pickett ยังพบว่าสังคมเหล่านี้เป็นสังคมที่รีไซเคิลขยะมากกว่าสังคมที่มีความเหลื่อมล้ำสูง มันแสดงให้เห็นว่าพวกเขาเป็นสังคมที่มีจิตเพื่อสาธารณะสูงกว่า

จักรยานจึงเป็นแว่นขยายประชาธิปไตยได้ดี ถ้าความหมายของ “ประชาธิปไตย” ไม่ได้หมายถึงเพียงเสียงส่วนใหญ่ในการเลือกตั้งหนึ่งนาทีเท่านั้น แต่ยังหมายถึงการดูแลผลประโยชน์ส่วนรวม สิทธิคนส่วนน้อย และคนอ่อนแอกว่าด้วย มันทำให้ประชาธิปไตยแตกต่างไปจากสังคมชนเผ่ากฎหมู่เป็นใหญ่

เขาถึงได้มีสำนวนไงล่ะว่า “A cycle-lized city is a civilized city” – เมืองจักรยานคือเมืองเจริญ

ไม่ใช่สังคมที่ใครใหญ่กว่า เร็วกว่า ดุกว่า แรงกว่า เถื่อนกว่า เป็นผู้ชนะ

กรุงเทพธุรกิจ: โลกในมือคุณ, เมษายน 2555

Advertisements