มาบตาพุดเป็นที่ที่ตลกจนหัวเราะไม่ออก

ถ้าใครเคยไปเยือนนิคมอุตสาหกรรมแห่งนี้ คงจะสังเกตเห็นป้ายจอไฟฟ้าสีๆ ขนาดยักษ์ใหญ่บอกคุณภาพอากาศ แลดูไฮเทค เสมือนว่าเป็นระบบตรวจอากาศอัตโนมัติเพื่อสาธารณะ น่าเชื่อถือ  แต่ถ้าไปบ่อยๆ จะพบว่า แม้เมื่อมีควันดำพวยพุ่งออกมาจากปล่องโรงงาน หรือได้กลิ่นแปลกๆ ดมพักเดียวปวดหัวตึ้บ แต่ป้ายคุณภาพอากาศจะแสดงหน้ายิ้มสีเขียว บอกว่าอากาศดี๊ดีอยู่ตลอดเวลา

บางครั้งอดคิดไม่ได้ว่าป้ายคุณภาพอากาศที่มาบตาพุดอาจเป็นป้ายไฟโฆษณาธรรมดา ไม่ได้ต่อกับเครื่องดักวัดคุณภาพอากาศจริงๆ  จึงไม่ได้ต่างจากป้ายขายเบียร์เฮนเนเก้น เป็นความสุขที่คุณหายใจได้

ในยุคดิจิตัลแห่งโลกโมเดิร์น เราถูกทำให้เชื่อตัวเลขกระพริบไฟบนจอมากกว่าเชื่อการรับรู้ด้วยประสาทสัมผัสของร่างกายเรา ทั้งๆ ที่อวัยวะของเรา – หู ตา จมูก ปาก ผิวหนัง – เป็นเครื่องมือบนตัว ที่ช่วยส่งสัญญานเตือนภัยให้เราอยู่รอดมาได้หลายล้านปี จากคุณทวดลูซี่ก่อนยุคหินถึงเลดี้กาก้าในวันนี้

การยอมรับแต่ข้อมูลตัวเลขจากเครื่องไฮเทคราคาแพงหมายความว่า อำนาจในการเข้าถึงข้อมูล และอำนาจในการควบคุมข้อมูล ตกอยู่ในมือผู้มีเงินและเทคโนโลยีอยู่เพียงกลุ่มเดียว พวกเขาจึงเป็นผู้มีอำนาจเบ็ดเสร็จ เพราะเป็นผู้กำหนด “ข้อเท็จจริง” ในสังคม

แต่เรายังมีข้อมูลอีกประเภทหนึ่งซึ่งทุกคนสามารถเข้าถึงได้ถ้าหัดสังเกต นั่นคือการปรากฎตัวของชีวิตชนิดต่างๆ รอบตัวเรา พูดให้ฟังเป็นวิชาการหรูหราได้ว่า “ข้อมูลความหลากหลายทางชีวภาพ” การปรากฎตัวของชีวิตต่างๆ เหล่านี้บอกให้เรารู้ว่าคุณภาพของสิ่งแวดล้อมที่เราอาศัยอยู่เป็นเช่นไร  เพราะพืชและสัตว์ชนิดต่างๆ มีความต้องการหรือความสามารถในการปรับตัวต่างกัน  พวกมันยังบอกว่า วิถีชีวิตที่เราดำเนินอยู่นั้นยั่งยืนหรือไม่ นั่นคือสามารถอยู่ร่วมกับชีวิตสายพันธุ์อื่นๆ ในโลกได้หรือไม่  เพราะที่สุดแล้ว เราอาศัยสิ่งมีชีวิตเหล่านี้ในการขับเคลื่อนระบบวงจรทั้งหลายในธรรมชาติให้มีประสิทธิภาพ อยู่ในภาวะสมดุลเหมาะกับการดำรงชีวิตของมนุษย์

สำหรับคุณภาพอากาศที่เราหายใจ ตัวบ่งชี้ทางชีวภาพที่ใช้ได้ดีที่สุดทั่วโลก ได้แก่ ไลเคน  พวกมันเป็นชีวิตขนาดจิ๋ว กึ่งรากึ่งสาหร่าย ขึ้นเกาะตามเปลือกต้นไม้และพื้นผิวต่างๆ มันอาศัยเกาะอยู่เฉยๆ ไม่เป็นพิษภัยต่อต้นไม้และมนุษย์  ไลเคนส่วนใหญ่ไม่ทนมลพิษในอากาศ แต่บางชนิดพอทนได้ และบางชนิดทนได้ดีมาก แต่ถ้าอากาศมีมลพิษมากจริงๆ ไลเคนก็ขึ้นไม่ได้เลย

การรู้จักสังเกตชนิดและปริมาณของไลเคนพันธุ์ต่างๆ จึงสามารถบอกให้เรารู้ได้ว่าคุณภาพ อากาศโดยเฉลี่ยในพื้นที่หนึ่งๆ นั้นเป็นอย่างไร งานวิจัยหลายชิ้นในยุโรปยังแสดงให้เห็นว่า การกระจาย ของไลเคนสัมพันธ์กับการกระจายของผู้ป่วยเป็นมะเร็งปอดโดยตรง เพราะทั้งคนและไลเคนรับผลกระทบ จากคุณภาพอากาศ ที่ใดที่ไลเคนอยู่ได้ดี คนก็อยู่ได้ดีด้วย

ในระหว่างเดือนกรกฎาคม 2554 ถึงมีนาคม 2555 มูลนิธิโลกสีเขียวร่วมกับเครือข่ายนักสืบสายลมระยอง ภายใต้การสนับสนุนของสำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) จึงออกสำรวจสังคมไลเคน 164 จุด เป็นแนวยาวตลอดพื้นที่ใกล้ชายฝั่งระยอง ครอบคลุมพื้นที่ควบคุมมลพิษละแวกนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุดไปจนถึงเขตอำเภอแกลง ผลที่ได้คือแผนที่คุณภาพอากาศฉบับประชาชน

เราใช้สัญญลักษณ์เดียวกับป้ายไฟสีๆ บอกคุณภาพอากาศ: สีเขียวอากาศดีมีไลเคนขนาดใหญ่มากมาย เหลืองอากาศพอใช้ น้ำตาล/แดงอากาศแย่ถึงแย่มาก และดำแย่ที่สุดไม่พบไลเคนเลย  ภาพที่เราได้มาเป็นจังหวัดผืนสีเขียวแกมเหลือง สดใส งดงาม แหล่งที่ดีๆ เป็นจุดเขียว หรือครึ่งเขียว ครึ่งเหลือง จะพบไลเคนขึ้นเกาะฟูฟ่องเต็มต้นไม้ นั่นคือภาวะปกติที่คนยุคอุตสาหกรรมและยุครถยนต์ ครองเมืองไม่คุ้นเคย แต่จังหวัดเขียวผืนนี้ มีรอยดำไหม้คล้ายบุหรี่จี้ในบริเวณนิคอุตสาหกรรมมาบตาพุดและ IRPC (ไม่ได้สำรวจเขตนิคมฯ ตอนเหนือของจังหวัด)

พื้นที่ “อากาศแย่” ไม่ได้แผ่ไปกว้างไกลพ้นเขตนิคมอุตสาหกรรม หรือเขตเมืองที่มีการจราจรคับคั่ง เพราะท้องถิ่นนี้มีลมระบายอากาศดีสม่ำเสมอตลอดทั้งวันทั้งคืน ทั้งลมชายฝั่งและลมมรสุมกระแสหลัก เมื่อมีมลพิษปล่อยออกมา ลมก็พัดออกไปเลย หลายครั้งคนสูดดมเข้าไปก่อน เกิดอาการป่วยเฉียบพลัน ตามที่เรารับรู้จากสื่อมวลชน แต่มลพิษกระจายไปก่อนจะสะสมในตัวไลเคน เราจึงยังพบไลเคนในพื้นที่ใกล้เขตนิคมฯ โดยเฉพาะในที่ที่มีแหล่งน้ำและดงไม้หนาแน่นดูดซับมลพิษเป็นแนวกันชน

นี่ขนาดมีลมระบายดี ยังเป็นจุดดำไหม้ได้เพียงนี้

มันเป็นรอยดำไหม้ที่บอกว่าจมูกที่ได้กลิ่นเหม็นของเรา สายตาที่เห็นควันดำของเรา ไม่ได้โกหก ตัวโกหกน่าจะเป็นป้ายจอไฟฟ้าหน้ายิ้มแป้นแล้นตอแหลที่บอกว่าอากาศดี๊ดีอยู่ได้ตลอดเวลา

ไลเคนให้ภาพรวมของคุณภาพอากาศได้ แต่ถ้าอยากรู้ว่ามลพิษที่อยู่ในอากาศเป็นสารอะไรบ้าง เราต้องใช้เครื่องตรวจ แน่นอนว่าสังคมต้องการข้อมูลที่แยกแยะได้ละเอียด แต่เมื่อเรารู้สึกว่าข้อมูลจากเครื่องตรวจวัดไม่มีความน่าเชื่อถือ เราก็ไม่เชื่อใจกัน ซึ่งหมายความว่าเราเดินหน้าแก้ปัญหาร่วมกันไม่ได้

ข้อมูลในส่วนที่เราเข้าถึงได้ของกรมควบคุมมลพิษ บอกว่าปัญหาคุณภาพอากาศบ้านเราไม่ร้ายแรง ทั้งที่มาบตาพุดและกรุงเทพฯ โดยรวมอากาศเราดีเทียบเท่าสิงคโปร์ แต่ทำไมเราตาฝาดเห็นควันดำ จมูกเฝือนได้กลิ่นเหม็นเป็นประจำ หรือว่าคนไทยประสาทสัมผัสพิการกันไปหมด

ลองหันไปดูต้นไม้ที่บ้านคุณ มันล้อนจ้อนมีแต่เปลือกหรือมีไลเคนห่อหุ้มอยู่?

กรุงเทพธุรกิจ สิงหาคม 2555

Advertisements