“ความยิ่งใหญ่และความก้าวหน้าทางศีลธรรมของประเทศชาติหนึ่ง ตัดสินได้จากวิธีที่ผู้คนในประเทศนั้นปฏิบัติต่อสัตว์”

— มหาตมะคานธี

และแล้วก็ถึงช่วงเวลานั้นแห่งปี

มันคือเทศกาลแสดงสัตว์หายาก Flora & Fauna Exotica ของห้างดิเอ็มโพเรียม ตุลาคมปี 2555 นี้นำเสนอ “อัศจรรย์เสียงป่ามายา”

ดูจากโฆษณาหน้าห้าง ครั้งนี้ดิเอ็มโพเรียมกะยกระดับความอลังการด้วยสัตว์เด่นโด่งดังประจำทวีปแอฟริกา หลายชนิดเป็นสัตว์ใกล้สูญพันธ์ อาทิ กอริลล่าภูเขา ช้างแอฟริกา สิงโต นกยูงคองโก

เนื่องจากดิเอ็มโพเรียมถูกกลุ่มนักอนุรักษ์และคนรักสัตว์ประท้วงหลายครั้งหลายหน จึงน่าคิดว่าครั้งนี้ ดิเอ็มฯ กะเย้ยหน้าท้าทายเหล่านักพิทักษ์สิทธิสัตว์ ที่ทั้งขอร้องและเรียกร้องให้เลิกเอาสัตว์ป่ามาแสดงริมถนนหน้าห้างและข้างในห้างเสียงดัง โดยเฉพาะสัตว์ป่าใกล้สูญพันธ์ที่อ่อนไหวต่อแสงสีเสียงและคนกลุ้มรุมมุงดู ตัวที่โดนขังติดถนนดมควันพิษจากรถติดไม่ต้องพูดถึง

เป็นความดื้อดึงไม่ผิดกับเมื่อสองปีก่อนที่กลุ่มอนุรักษ์ต้นไม้ใหญ่ Big Trees ขอร้องให้เก็บต้นก้ามปูขนาดใหญ่อายุกว่า 50 ปีบนพื้นที่ 16 ไร่ในสุขุมวิทซอย 35 เอาไว้บางต้น เพื่อรักษาอากาศและความร่มรื่นในท้องถิ่น แต่ “เจ้าของที่” ก็ลุกขึ้นโค่นต้นไม้ตายหมดทุกต้นแบบสายฟ้าแลบภายในเวลาไม่กี่วัน ไม่เก็บเหลือไว้แม้แต่ต้นริมรั้วที่ไม่ได้เกะกะอะไรเลยสักต้นเดียว

หนึ่งปีต่อมาก็เปิดเผยออกมาว่า “เจ้าของที่” คนใหม่นั้นคือดิเอ็มโพเรียม ผู้มีแผนจะเปิดดิเอ็มฯ 2 ตรงข้ามดิเอ็มฯ ปัจจุบัน สู้กับ “เซ็นทรัลเอ็มบาซี” ที่กำลังก่อสร้างในย่านเพลินจิต

ถ้านักอนุรักษ์และกลุ่มพิทักษ์สิทธิสัตว์จะไปยืนประท้วงหน้าห้างกันอีกในปีนี้ก็ช่างมัน แค่เสียงนกเสียงกา ก็สัตว์ที่เอามาโชว์น่ะถูกกฎหมายทั้งนั้นนี่นา เราเอามาจากสวนสัตว์ของรัฐบ้าง สวนสัตว์เอกชนบ้าง ไม่ได้เอามาจากป่า

จริงอยู่ สัตว์ใกล้สูญพันธ์หลายตัวเป็นสัตว์ที่เกิดในกรงสวนสัตว์ (ซึ่งจัดสภาพแวดล้อมให้สัตว์ดีกว่ากรงในห้าง) แต่อีกหลายตัวเป็นลูกสัตว์ที่ถูกจับมาเมื่อพ่อแม่ถูกฆ่าตาย และเป็นกระบวนการที่ยังคงเกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา   ประเมินกันว่าธุรกิจค้าสัตว์ป่าทั่วโลกมีมูลค่าสูงถึงกว่า 6 แสนล้านบาท เทียบเคียงได้กับธุรกิจค้าอาวุธเถื่อน และเป็นที่สองรองจากธุรกิจค้ายาเสพติดในบรรดาธุรกิจใต้ดินผิดกฎหมาย

สวนสัตว์ (ที่ดี) มีบทบาทสำคัญในการอนุรักษ์พันธุ์สัตว์ป่า หลายชนิดได้ฟื้นฟูประชากรและถูกปล่อยกลับไปเจริญพันธุ์ในถิ่นธรรมชาติขึ้นมาใหม่ อย่างไรก็ตาม การฟื้นฟูประชากรสัตว์ใกล้สูญพันธุ์ไม่ใช่เรื่องง่าย และสัตว์ป่าที่ถูกจับมาขังในกรง แม้จะมีคุณค่าของชีวิต แต่มันไม่มีคุณค่าทางนิเวศ เหมือนคนไม่มีงานทำ นั่งอยู่เฉยๆ ในห้อง

ปัญหานี้เป็นปัญหาใหญ่ที่สุดในโลก ใน 100 ปีที่ผ่านมานี้ ประเมินกันว่าโลกเราสูญเสียสิ่งมีชีวิตไปราว 10,000 ชนิดด้วยฝีมือมนุษย์ ถ้าเทียบกับอัตราสูญพันธุ์ตามธรรมชาติ ที่เป็นความสมดุลย์ระหว่างการเกิดวิวัฒนาการสายพันธุ์ใหม่กับการสูญพันธุ์ เรากำลังสูญเสียชนิดพันธุ์ชีวิตในโลกมากเกินกว่าปกติถึง 100-1,000 เท่า

บางคนอาจจะยักไหล่ เปรยว่า “แล้วไง?” ก็ยังมีสัตว์อื่นๆ อยู่อีกถมไป

ชีวิตทุกชนิดทำหน้าที่ขับเคลื่อนพลังงานและหมุนเวียนวัฏจักรแร่ธาตุในระบบนิเวศให้มีประสิทธิภาพ ไม่ต่างกับคนอาชีพต่างๆ ในสังคมมนุษย์ การสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพจึงทำลายประสิทธิภาพของระบบนิเวศ เพราะมันทำให้เราสูญเสียทักษะพิเศษในหลายๆ อาชีพในโลกไป ก่อให้เกิดวิกฤตสิ่งแวดล้อมในโลกมากมาย  เมื่อปี ค.ศ.2009 นักวิทยาศาสตร์ได้ประเมินร่วมกันว่า การสูญพันธุ์ของชีวิตชนิดต่างๆ ในโลกกำลังเป็นวิกฤตสิ่งแวดล้อมที่ร้ายแรงที่สุด วิกฤตยิ่งกว่าปัญหาโลกร้อน ซึ่งถือว่าวิกฤตเกินกว่าศักยภาพของโลกจะรับมือได้อยู่แล้ว

เรายังไม่รู้รายละเอียดที่มาที่ไปของสัตว์ป่าที่ดิเอ็มโพเรียมจะนำมาแสดงในครั้งนี้ แต่การดื้อดึงไม่ยอมรับรู้ฟันเฟืองของปัญหา  และการมองสัตว์เป็นเพียงสมุนให้ความสุขบันเทิงแก่มนุษย์  หรืออย่างแย่ที่สุดคือเป็นเครื่องมือการตลาดเรียกลูกค้า ไม่ใช่ทัศนคติที่ควรสนับสนุนและถ่ายทอดกันในสังคมศตวรรษที่ 21 ในยุคสุดวิกฤตสิ่งแวดล้อมที่เราสมควรต้องเปลี่ยนความคิด จากการมองคนเป็นศูนย์กลางจักรวาล เป็นเจ้าจัดการโลก ซึ่งจัดการได้ห่วยแตกจนระบบนิเวศยับเยิน หันมาตระหนักกันว่าชีวิตคนพึ่งพาและสัมพันธ์กับชีวิตอื่นๆ ในโลกเป็นโครงข่ายโยงใยซับซ้อน เด็กๆ ไม่สามารถเกิดความตระหนักนี้ขึ้นมาได้จากการรุมดูสัตว์ขังกรงในห้างเสียงดัง เหมือนผู้บริโภคดูสินค้าชิ้นใหม่

ถึงเวลาหรือยังที่จะมีกฎระเบียบห้ามแสดงสัตว์ป่าในห้างสรรพสินค้าเช่นนี้ หรือเราจะยอมรับว่านี่คือค่านิยมของสังคมไทยที่ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้

มันเป็นค่านิยมที่อันตรายกว่าบรรดาภาพยนตร์ที่รัฐบาลไทยเซ็นเซอร์มากมาย

เลิกทีเถอะ จัดอีเวนต์การตลาดเรียกคนเข้าห้างเชยๆ แบบนี้

กรุงเทพธุรกิจ ตุลาคม 2555

Advertisements