Electricity-Skull

วันก่อนบังเอิญเจอเพื่อนสมัยเป็นเด็กเคยวิ่งเล่นกัน แต่โตขึ้นมาชีวิตไปคนละทาง มีสังคมคนละแวดวง เขาเป็นซีอีโอใหญ่อยู่ในแวดวงอภิมหาเศรษฐี

เขาเล่าให้ฟังว่าเพื่อนเขาคนหนึ่งลูกๆ โตแยกบ้านออกเรือนไปแล้ว อยู่กันตามลำพังสองคนผัวเมียในบ้านหลังใหญ่ มีสระว่ายน้ำและบริเวณรอบบ้านกว้างขวาง ใช้ไฟฟ้าถึงเดือนละสองแสนบาท

ส่วนเราก็รู้จักคนที่มีบ้านหลังใหญ่เท่ากัน มีสมาชิกในครัวเรือนอยู่กันหลายคน มีสระว่ายน้ำและบริเวณรอบบ้านใหญ่เหมือนกัน แต่ใช้ไฟฟ้าเดือนละห้าพันบาท (ซึ่งก็นับว่ามากกว่าบ้านอื่นๆ โดยเฉลี่ยในกรุงเทพฯ ถึงสองเท่า)

ทั้งสองบ้านต่างมีอันจะกิน และมีวิถีชีวิตสะดวกสบายเหมือนกัน กลางคืนนอนติดแอร์เหมือนกัน แต่ใช้ไฟฟ้าในปริมาณที่ต่างกันถึง 50 เท่า ถ้าเฉลี่ยเป็นรายหัวก็ต่างกันถึง 100 เท่า

ความแตกต่างของสองบ้านอยู่ที่การออกแบบบ้าน เลือกอุปกรณ์ไฟฟ้า และพฤติกรรมการใช้ไฟฟ้า

เมื่อเข้าไปดูสถิติการใช้ไฟฟ้าของคนกรุงจากการไฟฟ้านครหลวง พบว่าอัตราการใช้ไฟฟ้าในระดับครัวเรือนเพิ่มขึ้นถึงเกือบ 13% ระหว่างปี 54 ถึง 55 โดยมีจำนวนผู้ใช้ไฟเพิ่มขึ้นเพียงเกือบ 3% นับเป็นหมวดการใช้ไฟฟ้าที่มีอัตราเพิ่มขึ้นสูงที่สุด ย้อนหลังไปดูในช่วง 5 ปีที่ผ่านมาก็เห็นแนวโน้มเดียวกันนี้ แสดงถึงจิตสำนึกและพฤติกรรมที่…หาคำว่าอะไรดีล่ะ..เอาเป็นว่าไม่ค่อยจะรับผิดชอบต่อโลกและสังคมก็แล้วกัน

ทุกครั้งที่มีความต้องการใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้น ทางออกหลักของสังคมเราคือหาทางผลิตไฟฟ้ามาป้อนความต้องการเพิ่มขึ้น ตกลงเราจะเรียกร้องต้องการใช้ทรัพยากรเท่าไหร่ก็ได้ เป็นหน้าที่ของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตต้องหามาเพิ่มขึ้นให้ใช้กันตามใจชอบใช่ไหม?

เงินและทรัพยากรธรรมชาติที่นำมาผลิตไฟฟ้าไม่ใช่สิ่งเดียวกัน เงินเป็นตัวสมมุติ ทรัพยากรเป็นของจริง

50 ปีก่อนเรามีคนน้อย แต่ทรัพยากรเยอะ เราก็อาจไม่คิดมาก แต่ในวันนี้สถานการณ์มันกลับกัน ทรัพยากรที่เคยมีมากร่อยหลอ แต่คนเยอะขึ้นหลายเท่าตัว พร้อมกับความต้องการที่มากขึ้น เราจึงต้องฉลาดพอที่จะหาทางแบ่งปันสิ่งที่ธรรมชาติให้มาอยู่จำกัดอย่างเท่าเทียมกันมากขึ้นและมีประสิทธิภาพมากขึ้น จะใช้เงินเป็นตัวกำหนดความสามารถในการใช้ทรัพยากรเพียงอย่างเดียวไม่ได้

ความคิดว่าชั้นมีเงินจ่ายเดือนละหลายแสนหลายล้านจะใช้ไฟฟ้าเท่าไหร่ก็ได้ ไม่น่าจะถูกต้อง ไม่น่าจะได้รับอนุญาต เพราะทรัพยากรโลกไม่ใช่ของใครคนใดคนหนึ่ง

สมมุติว่าเรามีแม่เป็นเศรษฐีนีร้อยล้าน สามารถใช้ชีวิตได้อย่างสบาย แต่เราดื้อรั้นจะใช้ชีวิตแบบเศรษฐีพันล้าน เราจะบีบบังคับแม่ให้เฉือนเนื้อ ไปขายตัวเป็นโสเภณี หรือตัดอวัยวะแบ่งขายเศรษฐีหมื่นล้านอย่างนั้นหรือ?

ถึงเวลาแล้วที่เราจะต้องลงมือใช้พลังงานให้มีประสิทธิภาพอย่างจริงๆ จังๆ

แทนที่จะโยนภาระและความหวังในการกอบกู้วิกฤตพลังงานโลกให้กับวิศวกรค้นคิดพัฒนาเทคโนโลยีผลิตพลังงานสะอาดเพียงอย่างเดียว ผู้ใช้พลังงานอย่างเราต้องหันมารับผิดชอบด้วย

เรื่องนี้เป็นเรื่องสนุก เพราะโจทย์ไม่ได้อยู่ที่ว่าจะหาไฟฟ้ามาให้พอแก่ความต้องการได้อย่างไร เราสามารถไปไกลกว่านั้น พิจารณาให้ดี จริงๆ แล้วเราต้องการอะไรกันแน่ สิ่งที่เราต้องการไม่ใช่ตัวกระแสไฟฟ้า เราไม่ได้ต้องการเมกะวัตต์ แต่เราต้องการบริการที่มันให้กับเราต่างหาก

ทีนี้ก็พิจารณาว่าเราสามารถได้รับบริการอย่างเดียวกันนั้นด้วยวิธีอื่นๆ โดยไม่ต้องพึ่งไฟฟ้าได้หรือไม่ เช่น เราต้องการอุณหภูมิที่เหมาะสม เราทำอย่างไรได้บ้าง พลังธรรมชาติจากแสงอาทิตย์ที่แผดเผาร้อนแรงสามารถพลิกแพลงมาเป็นความเย็นสบายได้อย่างไรโดยไม่ต้องแปรเป็นกระแสไฟฟ้า? แค่รื้อกำแพง เจาะประตูหน้าต่างให้ถูกตำแหน่งและทิศทาง เพื่อให้เกิดกระแสลมระบาย เพิ่มชายคา เพิ่มฉนวนกันร้อนบนหลังคาหรือเปลี่ยนเป็นหลังคารีไซเคิ้ลจากกล่องนม เพิ่มผิวดินรอบบ้านแทนผิวพื้นปูน ปลูกต้นไม้เพิ่ม แค่นี้ก็ลดอุณหภูมิได้ถึง 5-6 องศา

เราอยากได้น้ำไหล จำเป็นต้องใช้ปั๊มไฟฟ้าทุกครั้งที่เปิดก๊อกหรือเปล่า? หาวิธีดึงมวลน้ำไปไว้บนที่สูง จะด้วยกังหันลม ปั๊มพลังงานแสงอาทิตย์ (ไม่อาศัยไฟฟ้า) หรือปั๊มไฟฟ้าปกติแต่เปิดแค่วันละหน ก็แล้วแต่กรณีความเหมาะสม เวลาจะใช้ทีก็แค่อาศัยแรงดึงดูดของโลกปล่อยน้ำลงมาไม่ง่ายกว่าหรือ มันก็สะดวกสบายเท่ากัน

เริ่มต้นด้วยการออกแบบ ปรับปรุงตัวบ้าน ความต้องการที่เหลือค่อยหันไปพึ่งไฟฟ้า แต่เลือกใช้อุปกรณ์ที่มีประสิทธิภาพ และแน่นอนว่าใช้อย่างประหยัดเมื่อต้องการใช้ก็มีชีวิตที่สบายดีได้เท่ากัน

ในขณะที่บ้านเมืองอื่นออกมาตรการส่งเสริมผสมกับมาตรการบังคับ ให้ประชาชนสามารถค่อยๆ ปรับตัวไปสู่การใช้ชีวิตที่ใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ บ้านเรากลับแทบไม่มีมาตรการอะไรเลย เราจึงเหมือนเด็กเอาแต่ใจตัว ความต้องการของเราเป็นข้ออ้างที่รัฐและเอกชนต้องจัดหามาบริการ จะเดินห้างช้อปปิ้งถึงเที่ยงคืนก็ได้ ไฟฟ้ามาจากไหน มีใครในชนบทเดือดร้อนบ้างไม่ต้องรับรู้

การอนุรักษ์และเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานในอาคารบ้านเรือนเป็นศาสตร์และศิลป์ที่สามารถสร้างอาชีพใหม่ๆ ได้ในสังคม เป็นเศรษฐกิจสร้างสรรค์อีกตัวหนึ่งที่น่าสนับสนุน ถ้าคุณรวยพอจ่ายค่าไฟฟ้าเดือนละสองแสนบาท คุณก็มีเงินพอแน่นอนที่จะว่าจ้างผู้เชี่ยวชาญด้านนี้มาช่วยออกแบบ ศึกษารายละเอียด และดำเนินการปรับปรุง

ถ้าไม่มีเงินก็ทำเอง ค่อยๆ ปรับ ค่อยๆ สังเกตมิเตอร์ไฟ เคยเข้าไปดูในอินเตอร์เน็ต มีผู้ชายจากเมืองหนาวคนหนึ่งคิดค้นแนวทางการลดการใช้ไฟฟ้าในบ้าน เริ่มด้วยเรื่องทั่วๆ ไปแบบเปลี่ยนหลอดไฟ ติดม่านหนาตามหน้าต่าง ไปถึงรายละเอียดอย่างเลื่อนตำแหน่งตู้เย็น เย็บเสื้อนวมให้มันใส่ พร้อมกับตรวจมิเตอร์ไฟไปเรื่อยๆ ภายในหกเดือน เขาสามารถลดการใช้ไฟฟ้าไปได้ถึง 90%

พนันสองแสนบาทเลยว่า ถ้าสังคมเราจริงจังกับการอนุรักษ์และเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน เราจะลดความต้องการผลิตไฟฟ้าไปได้หลายสิบเปอร์เซ็น

ครั้งหน้าจะมาเล่าให้ฟังว่าผู้เขียนเองสร้างบ้านอย่างไร

กรุงเทพธุรกิจ March 2013

Advertisements