photo (42)

เดือนที่แล้วเราพูดถึงความสำคัญของการรู้จักดึงพลังงานธรรมชาติที่มีอยู่รอบตัวมาเอื้อประโยชน์บริการความสะดวกสบายให้กับชีวิตเรา ผ่านการออกแบบบ้านและเมืองอย่างชาญฉลาด ก่อนที่จะไปคิดลงทุนผลิตกระแสไฟฟ้าให้เปลืองทรัพยากรโลกและสตางค์ในกระเป๋า

เดือนนี้อยากจะแลกเปลี่ยนประสบการณ์จริงที่ผู้เขียนได้ทดลองกับบ้านตัวเอง

สังคมไทยเรามองความร้อนเป็นศัตรูที่ต้องใช้แอร์ดับ เครื่องปรับอากาศจึงกลายเป็นปัจจัยในการดำรงชีวิตที่ขาดไม่ได้ แนวทางการสร้างบ้านประหยัดพลังงานของเราจึงมุ่งสู่การปรับปรุงบ้านให้เป็นฉนวนกันความร้อนเก็บความเย็นจากแอร์เบอร์ห้า บ้านอีโคที่นำเสนอกันจึงชอบเป็นอาคารปิดสนิทมิดชิด ใช้วัสดุราคาแพง ป้องกันธาตุดินน้ำลมไฟจากภายนอก ให้อาศัยกันอยู่ในฟองอากาศที่มนุษย์เป็นผู้ควบคุมด้วยเทคโนโลยีซับซ้อน การันตีความสะดวกสบายตราบใดที่ไฟฟ้าไม่ดับ

มันยังหมายถึงการใช้วัสดุก่อสร้างมากขึ้น กระจกสองชั้น ผนังสองชั้น หลังคาหลายๆ ชั้น ใช้ทรัพยากรธรรมชาติมากกว่าอาคารธรรมดาหลายเท่าตัว

แทนที่จะยัดเยียดแบบบ้านไปสู้กับธรรมชาติ ทำไมเราไม่หวนกลับไปที่พื้นฐาน เริ่มต้นที่การออกแบบ ให้ธรรมชาติที่มีอยู่เอื้อประโยชน์แก่เรา แล้วจึงค่อยดึงเทคโนโลยีดีๆ มาเสริม จะประหยัดแรงออมทุนไปได้เยอะ

ลองดูการสร้างบ้านของสัตว์ต่างๆ ไม่มีสัตว์ชนิดใดโง่สร้างบ้านต้านพลังธรรมชาติเหมือนมนุษย์ยุคนี้ สัตว์หลายชนิดใช้ดินเป็นกำแพงฉนวนกันความร้อน แต่มันมีช่องระบายอากาศเสมอ ระบบระบายอากาศและควบคุมอุณหภูมิในรังปลวกมีประสิทธิภาพสูงมาก จนเหมือนอยู่ในอาคารติดแอร์เย็นสบายกำลังพอเหมาะตลอดเวลา

สถาปนิกบ้านเมืองอื่นหันไปศึกษารังปลวกอย่างละเอียดจนสามารถออกแบบอาคารให้เย็นตามธรรมชาติได้เหมือนติดแอร์ 25-26 องศา ที่มีชื่อที่สุดคือตึกสำนักงาน/ห้างสรรพสินค้า Eastgate Centre ที่ซิมบับเวย์ในทวีปแอฟริกา

ในวงการออกแบบอาคาร เราพูดถึงรังปลวกกันมาก เพราะมันเจ๋งถึงขั้นมหัศจรรย์ แต่ปลวกก็เป็นแค่สัตว์กลุ่มหนึ่ง ยังมีบ้านสัตว์อีกมากมายให้เราเรียนรู้ เช่น รังนกหลายชนิดที่เลือกยุทธศาสตร์สร้างบ้านโปร่งภายใต้ร่มไม้คุ้มกบาล

เมื่อผู้เขียนมีโอกาสสร้างบ้านเองเป็นครั้งแรก เลยอยากออกแบบบ้านให้ใช้ประโยชน์จากพลังตามธรรมชาติมากที่สุด โดยไม่ต้องพึ่งระบบไฮเทคสมัยใหม่ และเนื่องจากว่าได้บานประตูหน้าต่างรูปร่างต่างๆ นานาจากบ้านอื่นๆ ถึงสามหลัง เอามาผสมกัน จึงไม่ได้ใช้สถาปนิก เพราะมันกลายเป็นรายละเอียดจุกจิกเกินกว่าที่ใครจะมาอดทนทำให้โดยไม่คิดราคาแพง

บ้านนี้ตั้งอยู่กลางทุ่งใกล้ๆ กับบ้านเพื่อนอีก 3-4 หลังที่ทำนาปลอดสารร่วมกัน มีวิวภูเขาอยู่ทางทิศตะวันตก ซึ่งถ้าหันหน้าไปรับวิวตามจริตคนเมืองโหยหาอาหารตา บ้านก็จะร้อนมาก แต่ผู้เขียนก็อยากได้วิว จึงมีโจทย์ใหญ่ว่าจะออกแบบอย่างไรให้ได้ทั้งทิวทัศน์และความเย็น

เพราะขาดทั้งความรู้และประสบการณ์ ผู้เขียนจึงนั่งดูแดดลมตามมุมต่างๆ ของบ้านเพื่อนและในพื้นที่บริเวณนั้นทุกฤดู แก้แบบไปเรื่อยๆ จนครบปี

ได้แบบแล้วก็เริ่มสร้างกับช่างพื้นเมือง หลักง่ายๆ คือทำให้เกิดอุณหภูมิแตกต่างกันอยู่เคียงข้างกัน ความร้อนก็กลายเป็นพลังขับเคลื่อนให้เกิดลมเย็น เริ่มด้วยมีใต้ถุน เผื่อน้ำท่วมและหลบร้อนยามบ่าย แปลนบ้านเป็นทรงยาววางตามแนวทิศตะวันออก-ตก เพื่อรับลมกระแสหลักเหนือ-ใต้ให้ได้มากที่สุด เอาห้องน้ำและครัวไว้ทางทิศใต้รับแดดไป ฆ่าเชื้อโรคกันราชื้นพร้อมๆ กับบังแดดให้ห้องนอนและห้องนั่งเล่น ด้านหนึ่งของครัวยื่นไปหน้าบ้านทางตะวันตก/ตะวันตกเฉียงใต้ มีชายคายาวยื่นออกมา บังแดดบ่ายให้ห้องนั่งเล่นซึ่งเปิดบานเฟี้ยมกว้างรับวิว มีระเบียงทั้งด้านหน้าและทางทิศเหนือไว้หลบแดด กลางบ้านมีลานโล่งเปิดหลังคาเล็กๆ ให้แสงธรรมชาติเข้าและระบายลมจากช่องลมที่เยื้องกัน ทั้งเหนือ-ใต้ และออก-ตก ซึ่งเลียนแบบหลักการมาจากจอมปลวกฤษี ติดบานไหลแบบไทยบ้าน เปิดรับลมก็ได้ ปิดกันลมยามหนาวก็ได้ หน้าจั่วหลังคาก็มีช่องลมให้อากาศร้อนที่ลอยตัวขึ้นสูงระบายออกไปได้

ติดตั้งแท้งค์น้ำไว้บนหลังคาบ้าน สูบน้ำขึ้นไปเก็บ แล้วอาศัยแรงดึงดูดโลกช่วยให้มีน้ำไหล

และที่พิเศษสุดคือมุงหลังคาด้วยกระเบื้องที่ทำจากขยะกล่องเครื่องดื่มมารีไซเคิล นอกจากจะได้อุดหนุนธุรกิจเขียวของจริงแล้ว หลังคากล่องเครื่องดื่มยังเบา ไม่แตก ทนทาน แต่ถ้าต้องซ่อมก็ซ่อมเองได้ไม่ยาก ที่สำคัญ มันสะท้อนความร้อนออกไป ผู้ผลิตโฆษณาว่าช่วยทำให้บ้านเย็นกว่ามุงหลังคาลอนคู่ธรรมดาถึง 3-4 องศา (www.greenroof.in.th)

แต่เมื่อบ้านสร้างเสร็จ กลับพบว่าบ้านเย็นกว่าที่คิด เป็นผลผสมผสานระหว่างแบบบ้านระบายลมกับหลังคากล่องเครื่องดื่ม ช่วงหน้าร้อนตับแตก วัดอุณหภูมินอกบ้านได้ 43 องศาเซลเซียส แต่อุณหภูมิในบ้านยังอยู่ที่ 28 องศา แตกต่างกันถึง 15 องศาเซลเซียส และมีลมพัดผ่านผืนน้ำสบายเนื้อสบายตัวตลอดเวลา จึงรู้สึกเย็นกว่า 28 องศาด้วยซ้ำ อย่าว่าแต่แอร์เลย พัดลมยังไม่ต้องเปิด

ช่วงหน้าหนาวซึ่งหนาวได้ใจก็ไม่มีปัญหา ตอนกลางวันเปิดบ้านรับไออุ่น พอพระอาทิตย์ตกก็ปิดบ้านเก็บความอุ่นเอาไว้ ติดม่านหน้าต่างเป็นผ้าสักหลาดเพิ่มอีกชั้นเหมือนสัตว์งอกขนฤดูหนาว

ตกลงได้บ้านเย็นเห็นวิวสมใจ แม้ว่ายังไม่ได้ปฎิบัติการแผนเสริม เช่น ปลูกต้นไม้บังแดดสร้างลมเย็นในพื้นถิ่น

ผู้เขียนออกแบบบ้านด้วยการสังเกตธรรมชาติตามจริตนักนิเวศวิทยา/ภูมิศาสตร์ แต่ผลที่ออกมาคลับคล้ายกับบ้านไทยเรือนหมู่ภาคเหนือ และได้ดึงเทคโนโลยีบ้านไทยที่สามารถปรับตัวให้โปร่งก็ได้ปิดก็ได้ตามสภาพอากาศ เช่น การใช้บานไหล มาเป็นองค์ประกอบ ถึงวันนี้จึงรู้สึกทึ่งในภูมิปัญญาบรรพบุรุษอย่างประจักษ์แจ้ง หลักสร้างบ้านไทยของเราเป็นการสร้างบ้านได้กลมกลืนกับธรรมชาติท้องถิ่นอย่างมากที่สุด ถ้าเทียบกับบ้านสัตว์ในเขตร้อน มันเป็นบ้านที่ผสมผสานเทคโนโลยีของรังปลวก รังนกกระจาบ และรังนกอีแพรดไปพร้อมๆ กัน

หลักนี้นำมาประยุกต์กับการสร้างอาคารสมัยใหม่ได้ ไม่จำเป็นต้องมีกาแลฟ้อนกระดกช่อฟ้าที่เข้าใจกันว่าเป็นเอกลักษณ์ไทย ปัญญาไทยลึกซึ้งกว่านั้น เราแค่ต้องทำความเข้าใจ ไม่ใช่ก็อปปี้เพียงรูปลักษณ์ภายนอก

เจนีน เบนีอุส เจ๊ดันแห่งเทคโนโลยีเลียนแบบธรรมชาติ ที่โลกยอมรับกันว่าเป็นเทคโนโลยีของยุคการพัฒนายั่งยืนแห่งศตวรรษที่ 21 กล่าวว่า “ยิ่งโลกของเราขับเคลื่อนได้ลม้ายคล้ายคลึงกับกลไกในโลกธรรมชาติมากเท่าไหร่ โอกาสที่เราจะสามารถดำรงอยู่ในโลกใบนี้ยิ่งมีมากขึ้นเท่านั้น”

มันน่าภูมิใจที่สังคมเรามีฐานปัญญาของแนวคิดนี้อยู่แล้ว อยู่ที่ว่าเราจะฉลาดดึงมาพัฒนากันหรือเปล่าเท่านั้น

กรุงเทพธุรกิจ เมษายน 2556

Advertisements