ข้ามถนน

ย่านสุขุมวิทจากเอกมัยถึงอโศก ดูเผินๆ เหมือนเป็นย่านไฮเอ็นถิ่นไฮโซ เต็มไปด้วยบ้านคนรวย คอนโดแพง ห้างหรู ร้านอาหารกิ๊บเก๋ ธุรกิจดีไซเนอร์ ฯลฯ จึงเป็นย่านสำคัญที่ได้รับการดูแลอันดับต้นๆ

ย่านนี้เป็นหนึ่งในย่านแรกที่มีรถไฟฟ้าใช้ก่อนใคร แต่ถึงกระนั้นรถก็ยังติดเป็นบ้าเป็นหลัง จราจรจึงหาวิธีระบายรถโดยอนุญาตให้รถเลนซ้ายสุดสามารถวิ่งฝ่าไฟแดงได้เกือบตลอดทุกแยก

สะดวกรถยนต์ แต่สำหรับคนข้ามถนน ชีวิตมันบัดซบเหลือทน

แต่เดิม การข้ามถนนสุขุมวิทก็ลำบากอยู่แล้ว จะข้ามถนนใหญ่หรือซอยก็ต้องยืนดมควันพิษเป็นเวลานาน คอยจังหวะไฟรถยนต์ให้เราอาศัยข้าม แต่พอรถเลนซ้ายฝ่าไฟแดงได้ตลอด คนข้ามก็ไม่มีจังหวะรถหยุดให้ข้ามได้อีก ต้องประเมินความเร็วรถ แล้วเสี่ยงชีวิตวิ่งตัดหน้าข้ามถนน ไม่ก็เดินอ้อมไกลไปหาสะพานข้ามตามสถานีรถไฟฟ้า คนแก่เฒ่าไม่มีสิทธิ

เมื่อเป็นเช่นนี้ คนข้ามก็หาทางข้ามตรงจุดไหนที่อยากจะข้าม เพราะความสะดวกสบายในการเสี่ยงชีวิตมีเท่ากัน

คนข้ามถนนก็เลยถูกมองว่าเป็นปัญหาจราจร ต้องถูกจัดระเบียบ ล่าสุดจึงมีการขึงลวดเป็นรั้วบนเกาะกลางถนนไม่ให้คนสามารถข้ามถนนได้ พร้อมกับติดป้ายประกาศทุกๆ 10 เมตร เตือนว่าถ้าไม่ข้ามทางม้าลายจะถูกปรับ 200 บาท

แต่ไม่ยักมีป้ายเตือนรถยนต์ว่าตามกฎหมายถ้าไม่หยุดให้คนข้ามต้องถูกปรับ 1,000 บาท

ตามทางม้าลายต่างๆ จึงมีคนยืนรอหาจังหวะข้ามถนน เป็นภาพที่คนขับรถไปมาคงไม่เคยมองเห็นเพราะขับฉิวผ่านไปตลอดโดยไม่รู้สึกอะไร

ก็รถไม่เคยถูกจับถูกปรับโทษฐานไม่หยุดให้คนข้ามทางม้าลาย

ประเทศนี้มันทุเรศอย่างนี้แหละ ปรับคนเดิน แต่ไม่ปรับคนขับ สองมาตรฐานเหลื่อมล้ำ 101 ปากก็พูดถึงประชาธิปไตยบ้าง เศรษฐกิจเขียวบ้าง เมืองยั่งยืนบ้าง เก๋มากๆ ก็ขับรถผ่านทางม้าลายเพราะต้องรีบไปประชุมเรื่องสมาร์ทซิตี้ (ไม่รู้ชิมิว่าแปลว่าไร ก็ไม่เก๋น่ะสิ)

พอมีคนร้องเรียนไป จราจรก็ลุกขึ้นติดป้ายทำมือตรงแยกซอย 26 บอกให้รถยนต์เลนซ้ายจอดให้คนข้ามก่อนฝ่าไฟแดง ซึ่งแน่นอนว่าไม่ค่อยมีใครยอมหยุด

คนข้ามถนนก็เสี่ยงชีวิตกันต่อไป

ในขณะที่เราเริ่มเห็นการติดตั้งไฟข้ามถนนในหลายย่านในกรุงเทพ เช่น แถวเมืองเก่า เยาวราช แต่ชนชั้นเดินถนนย่านสุขุมวิทอย่าได้หวัง ย่านนี้เป็นย่านไฮโซ ต้องบริการรถยนต์เหนืออื่นใด

ในสภาพแบบนี้เราทำอะไรได้บ้าง?

ก) บ่นด่าทางเฟซบุ๊ค

ข) เขียนบทความลงสื่อ

ค) รณรงค์ผลักดันกับภาครัฐ

ง) หาวิธีช่วยตัวเองไปพลางๆ ก่อน

จ) ทำมันหมดทุกข้อ

ข้อ ง) เป็นข้อที่น่าสนใจ เพราะเป็นมาตรการเฉพาะหน้า ซึ่งเราจำเป็นต้องมีในระหว่างการขับเคลื่อนให้ข้ออื่นๆ ออกดอกออกผล และน่าจะเป็นข้อที่มีแนวทางหลากหลายตามความถนัดของปัจเจกบุคคล

แนวทางของดิฉันไม่ใช่เคล็ดลับอะไร เล่าสู่กันฟังได้

คือดิฉันวิเคราะห์ว่า เมื่อคนข้ามถนนเป็นตัวตนล่องหนที่คนขับรถยนต์มองไม่เห็น เราก็ต้องทำอะไรบางอย่างให้เขาสะดุด และดิฉันสังเกตเห็นว่าสิ่งที่คนกลัวที่สุดคือคนบ้า เพราะไม่รู้ว่าต้องใช้แนวทางต่อรองอย่างไร ใช้อำนาจ? ใช้ความกลัว? ใช้ตรรกะอะไร? คนปกติเดาไม่ถูก

ดิฉันจึงใช้ภาษากายและภาษาตาให้คนขับรถเห็นว่าดิฉันเป็นคนบ้า

เช่น ยกมือไหว้ท่วมหัวประหลกๆ ขอทาง เสียดายไม่กินหมาก แม่จะได้บ้วนปรี๊ดๆ ประกอบท่าไปด้วย ถ้าถือร่มก็เงื้อขึ้นมาแสดงท่าทางโวยวาย สติเสียอาจฟาดรถเอาได้ เบื่อๆ อยากเปลี่ยนบทก็แสดงท่าร่ายมนต์พร้อมสายตาพิฆาษ อย่าคิดว่าแค่ส่งสายตาคนขับรถจะมองไม่เห็น พลังพิฆาษมันแรง สาวคนหนึ่งแล่นผ่านไปไม่หยุด ทั้งๆ ที่คนอื่นหยุดแล้ว อยู่ๆ ก็หันหัวมาเห็นตาพิฆาษพร้อมปากมุบมิบร่ายมนต์ พลันหน้าเธอถอดสีเป็นไก่ต้ม หวังว่าหนหน้าจะระลึกได้ว่าควรหยุดให้คนข้ามทางม้าลาย บางครั้งก็ชี้หน้าสั่งให้รถหยุดดื้อๆ งั้นแหละ

เมื่อรถหยุดให้คนบ้าข้าม คนอื่นๆ ก็ได้อนิสงค์ข้ามด้วย แต่สังเกตดู เมื่อข้ามได้ถึงฝั่งปลอดภัยดีแล้ว พวกเขาจะรีบหลีกเลี่ยงเดินห่างๆ คนบ้าที่พาเขาข้ามถนนเมื่อตะกี้

อีกวิธีหนึ่งคืออารยะขัดขืน เป็นวิธีที่ใช้เมื่อเปลี่ยนหมวกเป็นคนขับรถเสียเอง โดยเราจะหยุดให้คนข้ามตรงทางม้าลายเป็นตัวอย่างของคนขับรถที่เจียมตัวและรู้จักแบ่งปันการใช้พื้นที่สาธารณะในการสัญจร เมื่อรถคันหนึ่งหยุด คันอื่นๆ มักหยุดด้วย แต่หลายครั้งรถเลนอื่นก็ทำไม่รู้ร้อนไม่ยอมหยุดอยู่นั่นแหละ เจอแบบนี้เราก็จะจอดอยู่อย่างนั้น ไม่ยอมเคลื่อนที่ไปไหน แม้ว่าเราจะอยู่เลนกลางก็ตาม คันอื่นมาข้างหลังติดเรา บีบแตรบ้าง พยายามเปลี่ยนเลนบ้าง ก็ต้องเกิดการติดขัดจนต้องหยุดกัน หรือร้อนถึงตำรวจจราจรมาโบกรถหยุดให้คนข้าม อีป้าบ้าที่ตำรวจเอาผิดไม่ได้จะได้ไปๆ เสียที

เมื่อบ่นในเฟซบุ้คแล้ว เขียนบทความแล้ว มาตรการส่วนตัวเฉพาะหน้าก็ปฏิบัติแล้ว ก็ต้องมาใคร่ครวญถึงแนวทางยกระดับปฏิบัติการ

ใครมีไอเดียรวมพลังเรียกความยุติธรรมให้กับคนข้ามถนนบ้าง เสนอกันมาเลยค่ะ

 

กรุงเทพธุรกิจ November 2013

Advertisements