Slide1

ณ วันนี้ คนไม่หลอกตัวเองยอมรับกันหมดแล้วว่าเราอยู่ในยุคของวิกฤตสิ่งแวดล้อม และต้องหาหนทางปรับสังคมมนุษย์เข้าสู่วิถีแห่งการพัฒนาอย่างยั่งยืนโดยเร็วที่สุดเท่าที่เราจะสามารถทำได้โดยไม่ช็อคเศรษฐกิจ

แต่กติกาและระบบต่างๆ ที่มีอยู่กลับไม่รองรับการแก้ปัญหาเร่งด่วนนี้ นโยบายและทิศทางการพัฒนายังคงวางความสำคัญของสิ่งแวดล้อมไว้ในอันดับรองๆ ไม่เป็นเนื้อหนึ่งเดียวกับการพัฒนาประเทศ แถมบางครั้งยังขัดกันด้วยซ้ำ

บางประเทศจึงลุกขึ้นเปลี่ยนกติกา   กำหนดวิสัยทัศน์ให้สิ่งแวดล้อมเป็นองค์ประกอบสำคัญในการพัฒนาประเทศ หลอมรวมในหัวใจของรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ผ่านประชามติเห็นชอบจากประชาชนทั้งประเทศ

ฮือฮาที่สุดคงหนีไม่พ้นประเทศเอกวาดอร์ เอกวาดอร์เป็นประเทศแรกในโลกที่ให้สิทธิในการดำรงอยู่แก่ธรรมชาติและชีวิตต่างสายพันธุ์เท่าเทียมกับมนุษย์ในรัฐธรรมนูญฉบับ 2551 ด้วยคะแนนเห็นชอบท้วมท้น 65 เปอร์เซ็นต์  เรื่องนี้เคยเขียนเล่าแล้วในกรุงเทพธุรกิจเมื่อเดือนมีนาคม 2552 (https://oyspace.wordpress.com/2009/10/22/) แต่ปรากฎว่าไม่เวิร์คในทางปฏิบัติ เพราะขาดองค์ประกอบและรายละเอียดที่จะสนับสนุนการดำเนินงาน ศาลสิ่งแวดล้อมก็ไม่มี ชนเผ่าที่ได้รับผลกระทบจากโครงการต่างๆ ก็ฟ้องร้องไม่ได้ ตกลงเลยไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง เป็นวาทกรรมสวยๆ ที่ต้องวัดดวงกันที่เจตจำนงของแต่ละรัฐบาลที่เข้ามาบริหารบ้านเมืองเท่านั้น

น่าสนใจกว่าคือเคนยา เพิ่งลงประชามติกันไปเมื่อปี 2553 ด้วยคะแนนเยส 70 เปอร์เซนต์ เป็นผลพวงการปฏิรูปจากวิกฤตขัดแย้งทางการเมืองช่วงเลือกตั้ง 2550 แต่เคนยาไม่เหมือนไทยแลนด์หรือเอกวาดอร์ที่เขียนรัฐธรรมนูญกันอย่างกับละครซีรีส์ มีฉบับใหม่ๆ ออกมาเรื่อยๆ ตลอดเวลา ฉบับเก่าของเคนยาคือปี 2507 เป็นรัฐธรรมนูญฉบับที่ 2 ของประเทศ ฉบับ 2553 จึงนับเป็นฉบับที่ 3

บทบัญญัติเรื่องสิ่งแวดล้อมในรัฐธรรมนูญของเคนยาไม่ใช่เรื่องใหม่ ฉบับ 2507 ก็มี แต่ผิวเผินมาก ความพิเศษของฉบับนี้คือการแจกแจงรายละเอียดทั้งในด้านสิทธิและเสรีภาพพื้นฐาน หน้าที่และภารกิจ การมีส่วนร่วม กระบวนการตรวจสอบและยุติธรรม การเจรจาทำข้อตกลง จนไปถึงมิติด้านการจัดการและออกกฎระเบียบข้อบทกฎหมาย เพื่อนำหลักรัฐธรรมนูญไปสู่การดำเนินการได้จริง เรียกว่าคิดกันมารอบด้านจริงๆ สมกับที่ได้ถกทึ้งกันมาหลายเที่ยว จนไม่สามารถเล่าได้หมดตรงนี้ (ถ้าสนใจกันจริงๆ ก็จะแปลบทย่อให้และเอาขึ้นเว็บ) แต่สรุปคร่าวๆ ว่าเจตนารมณ์เบื้องหลังไม่ต่างกับเอกวาดอร์ แต่ใช้มนุษย์เป็นศูนย์กลางการร่างกฎหมาย เพราะรัฐธรรมนูญของเคนยาออกแบบมาเพื่อรองรับการปฏิบัติจริงในสังคมซับซ้อนสมัยใหม่

รัฐธรรมนูญเคนยาระบุชัดเจนว่า “ทุกคนมีสิทธิที่จะได้สิ่งแวดล้อมที่สะอาด (clean) และสมบูรณ์ (healthy)”  เพื่อดูแลสิทธิพื้นฐานนี้ ภารกิจหนึ่งของรัฐจึงจะต้อง “..ขจัดกระบวนการและกิจกรรมที่มีแนวโน้มเป็นภัยอันตรายต่อสิ่งแวดล้อมให้หมดไป”

ผู้เขียนยังต้องไปค้นหาดูว่ากฎหมายลูกที่รองรับภารกิจนี้แจกแจงไว้อย่างไรบ้าง แต่ภายใต้ข้อตกลงในกฎหมายสูงสุดนี้ รัฐบาลใดก็ตามที่ได้รับการเลือกตั้งเข้ามา ไม่เพียงแต่จะต้องดูแลฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมให้ดีขึ้น โดยการแก้ปัญหาเดิมๆ ที่สะสมอยู่ และส่งเสริมแนวทางที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและความอยู่ดีมีสุขของพลเมืองเท่าเทียมกัน ไม่ให้มีผู้ต้องเสียสละเพื่อให้คนอื่นเป็นผู้ได้เท่านั้น แต่ยังหมายความว่ารัฐบาล จะไม่มีสิทธิออกนโยบายที่เป็นภัยต่อระบบนิเวศและสิ่งแวดล้อมเสียเอง

จะมุ่งส่งเสริมการใช้รถยนต์ส่วนตัวเหนือการเดินทางที่เป็นมิตรต่อชีวิตมากกว่าไม่ได้

จะเพิกถอนพื้นที่อนุรักษ์เพื่อให้โครงการรัฐและเอกชนบุกรุกอุทยานทำลายระบบนิเวศไม่ได้

จะลุกขึ้นแปรสภาพเปลี่ยนโครงสร้างระบบนิเวศแม่น้ำด้วยการสร้างเขื่อน เปลี่ยนน้ำไหลไปเป็นน้ำนิ่ง ขวางกั้นการอพยพของปลาและการเคลื่อนไหลของตะกอนแม่น้ำไม่ได้ ขุดสร้าง “แม่น้ำใหม่” ที่ทำลายระบบแม่น้ำธรรมชาติสายเดิมไม่ได้ สร้างกำแพงน้ำกั้นการแลกเปลี่ยนสสารแร่ธาตุระหว่างน้ำจืดน้ำเค็มไม่ได้

นโยบายและโครงการลักษณะนี้ถือว่าเป็นโครงการที่เราเรียกว่า “แค่คิดก็ผิดแล้ว”

ในยุคของการเปลี่ยนผ่านสู่การพัฒนายั่งยืน ลำพังการหาทางปรับเปลี่ยนจากระบบและวิถีเดิมๆ สู่ระบบผลิตใหม่ การจัดการใหม่ เทคโนโลยีใหม่ ฯลฯ ก็เป็นเรื่องท้าทายเพียงพอแล้ว แต่เมื่อยังต้องมารับมือกับการมุ่งทำลายล้างธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในลักษณะเดิมๆ แถมใส่เกียร์ห้าติดเทอร์โบด้วยนโยบายรัฐที่หาทางลัดขั้นตอนตรวจสอบและมีส่วนร่วมของประชาชน เราก็แทบไม่มีหวังต่ออนาคตที่ยั่งยืนมีสุขและเป็นธรรม

เพราะร้อยคนแก้ไม่อาจสู้หนึ่งคนมีอำนาจทำลายล้างได้

ประการแรกเลย เราจึงต้องป้องกันไม่ให้มีการทำลายล้างเพิ่มเติม เราต้องมีกติกาใหม่มาคุ้มครองส่วนรวมเพื่อหยุดวิธีคิดทำลายธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมแบบเดิมๆ เพราะมันล้าสมัยจนน่ากลัว

โครงการที่ชัดเจนว่า “แค่คิดก็ผิดแล้ว” ไม่สมควรแม้แต่จะปล่อยให้เข้าสู่กระบวนการพิจารณาตามกฎหมายที่มีอยู่ ให้เสียแรง เสียเวลา เสียภาษีประชาชนโดยใช่เหตุ ทรัพยากรเหล่านั้นควรนำมาใช้ให้มีประสิทธิภาพ เก็บไว้สำหรับโครงการที่น่าพิจารณา น่าศึกษาเพิ่มเติมจริงๆ

ถึงเวลาแล้วที่เราจะมีกติกาที่จะช่วยกรองโครงการประเภทนี้ออกไปจากระบบตั้งแต่ต้น

ในภาวะที่เรามีจำนวนคนมากขึ้นหลายเท่าตัว ทรัพยากรลดลงหลายเท่าตัว แถมมีปัญหาสิ่งแวดล้อมสะสม และแน่นอนว่าทุกๆ คนอยากจะสบายเท่าๆ กัน เราต้องมีกติกาใหม่ที่จะช่วยกำกับการอยู่ร่วมกันภายใต้สถานการณ์ปัจจุบันและในอนาคต

แต่ในกระบวนการปฏิรูปสิ่งแวดล้อมขอเริ่มที่จุดนี้ — หยุดคิดทำลาย

เพราะป่าและสัตว์ป่าเราสร้างไม่ได้เหมือนธรรมชาติค่ะ นายปลอดประสพขา

กรุงเทพธุรกิจ กุมภาพันธ์ 2557

Advertisements