28462_437743467213_1757139_n

 

วันนี้ขอเล่าเรื่องส่วนตัว ไม่เกี่ยวกับการเมือง

เมื่อ 4 ปีก่อน ฉันได้รับทุน Kinship Conservation Fellow ไปอยู่ที่มลรัฐวอชิงตัน สหรัฐอเมริกาเป็นเวลาหนึ่งเดือน ดินแดนแถบนี้หลายแห่งเป็นถิ่นที่บางคนเชื่อว่ามีความศักดิ์สิทธิ์ มีจิตวิญญานเก่าแก่ของอินเดียนแดงผูกพันกับป่า รายล้อมไปด้วยภูเขาไฟหลายลูก สูงตระหง่านมีหิมะปกคลุม และแม้ว่าธรรมชาติดั้งเดิมจะถูกทำลายไปมาก แต่มันคงมีกลิ่นอายชีวิตป่าบางอย่างที่มนุษย์สยบไม่ลง

ผู้ได้รับทุนมีทั้งหมด 18 คน ครึ่งหนึ่งเป็นคนอเมริกัน อีกครึ่งเป็นคนทำงานอนุรักษ์จากนานาประเทศ มาถึงพักได้หนึ่งวัน พอให้ปรับเวลาข้ามโลกได้ เขาก็พาเราไปพายเรือคายัคในทะเลเลียบชายฝั่งเกาะลัมมี (Lummi Island) ที่ยังพอมีป่าเก่าแก่ดั้งเดิมหลงเหลืออยู่ เป็นเกาะขนาดกลางในทะเลเซลิช (Salish Sea) ระหว่างอเมริกาแผ่นดินใหญ่กับหมู่เกาะซานฮวนและเกาะแวนคูเวอร์ของประเทศแคนาดา ทะเลแถวนี้เป็นถิ่นหากินสำคัญของวาฬเพชรฆาตหรือออร์ก้า (orca) เจ้าทะเลที่คนไทยเขตฉลามครีบดำอย่างฉันไม่เคยได้สัมผัสเลย

เจ้าของทัวร์คายัคเป็นมนุษย์ล้อชื่อเดฟ รักชีวิตกลางแจ้งท่ามกลางธรรมชาติ จนออกมาทำเป็นอาชีพ แม้ขาทั้งสองข้างจะพิการ แต่ร่างกายท่อนบนเขาแข็งแรงกล้ามเนื้อแน่นปึ๊ก สีหน้าและแววตาของเขามีประกายอะไรบางอย่างที่ทำให้เราต้องเคารพ เราช่วยกันขนเรือมาวางเรียงรายบนหาดริมป่าสน น้ำลงจนถึงแนวหญ้าทะเล ชวนให้วิ่งออกไปค้นหาสัตว์น้ำในดงหญ้ายิ่งนัก ฉันลองเด็ดสาหร่ายผักกาดขึ้นมาชิม

แล้วเดฟก็ถามเราว่าแต่ละคนคาดหวังอะไรกันบ้างกับทริปวันนี้

ทุกคนตอบอย่างเรียบร้อย ประมาณว่าไม่คาดหวังอะไรมากมาย แค่ได้ออกมาเที่ยวกลางธรรมชาติสวยขนาดนี้ก็แฮปปี้แล้ว แต่พอถึงฉันคนสุดท้าย ฉันก็เปิดใจโพล่งออกไปว่า ได้มานี่แฮปปี้มาก แต่มันจะยอดเยี่ยมสุดๆ ถ้าได้เห็นวาฬเพชรฆาตและนากทะเลด้วย

ชาวอเมริกันร้องทันที — โอ๊ย เยอะไปหน่อยนะ นากน่ะมันไม่อยู่แถบนี้ มันอยู่ใต้ลงไป ส่วนวาฬเพชรฆาตน่ะต้องไปแถวเกาะซานฮวน แถววิคตอเรีย (เกาะแวนคูเวอร์) ไม่ใช่แถวนี้ แต่เดฟทำหน้าเฉยๆ “ก็ไม่แน่ บางทีวาฬก็ว่ายผ่านแถวนี้บ้างเหมือนกัน”

เราพายเรือกันเป็นฝูงออกไป วันนั้นอากาศค่อนข้างเย็น แต่ก็แจ่มใส ชายฝั่งเกาะเป็นป่าสนดั๊กลาสบ้าง ป่าเก่าโบราณบ้าง มีนกอินทรีหัวขาวบินโฉบบนหน้าผา เราพายพ้นหัวแหลม ผ่านเข้าอ่าวหนึ่ง มีป่าเก่าและลำธารไหลลงมาจรดทะเล

แล้วเราก็เห็นนากแม่น้ำตัวใหญ่อยู่บนหาด ทุกคนตลึง มันหาดูยากกว่านากทะเลแถวแคลิฟอเนีย

ขณะที่เราลอยเรือนิ่งๆ ดูนาก  แมวน้ำตัวหนึ่งก็ว่ายตรงดิ่งเข้ามาหาฉัน ไม่สนใจใครอื่นเลย มันยื่นหัวขึ้นมาข้างกาบเรือตรงที่ฉันนั่งอยู่ ขนาดว่าถ้ายื่นมือออกไปก็ลูบหัวมันได้ มันจ้องมองฉันตาแป๋วอยู่ครู่หนึ่งก็ดำน้ำหายไป

ความปิติตอนนั้นมันบอกไม่ถูกจริงๆ

เคยเจอแต่สัตว์ป่าหนีเรา–ก็เราเป็นไอ้พวกมนุษย์ใจร้ายน่ารังเกียจ แต่นี่สัตว์มันว่ายเข้ามาต้อนรับ ทั้งดีใจ ทั้งเขินอาย หน้าแดงไปหมด ทำไมก็ไม่รู้

เราพายเรือต่อ ไปถึงเกาะหินเล็กๆ เกาะหนึ่ง เรียกว่า Lummi Rocks มีดอกไม้และไลเคนขึ้นเต็ม ก็กินปิคนิคกัน เดินเล่นสำรวจเกาะ เสร็จก็พายกลับ

พายๆ กันอยู่กลางทะเล เห็นทิวเขาหิมะโอลิมปิคเป็นฉากหลังอยู่ลิบๆ (ดินแดนผีดิบโรแมนติคแห่งเรื่องทไวไลท์) อยู่ๆ เพื่อนตาดีคนหนึ่งก็ร้องขึ้นว่า “ออร์ก้า!”

แล้วทุกคนก็เห็น วาฬเพชรฆาตสองแม่ลูก กระโดดว่ายตามกัน มันอยู่ในระยะห่างพอที่เราจะปลอดภัย แต่ก็ไม่ไกลจนเห็นไม่ชัด เราลอยเรือดูกันจนมันว่ายพ้นสายตาลับไป

ตกลงฉันได้เห็นทั้งนากและวาฬตามที่หวังไว้ มีแมวน้ำเป็นฑูตมาบอกว่าจัดให้เต็มนะ

เป็นวันสุดวิเศษจริงๆ

ทุกครั้งที่หวนกลับไปนึกถึงเหตุการณ์วันนั้น ฉันรู้สึกเหมือนได้รับพรวิเศษ ณ เวลานั้นฉันรู้สึกตัวเล็กนิดเดียว แต่หัวใจพองบาน ปิติแผ่ซ่านออกไปไกลเกินตัว  ศิโรราบไปกับแม่–คือธรรมชาติ หรือกาย่า (Gaia)

ครั้งนั้นไม่ใช่ครั้งเดียวที่ได้สัมผัสกับความวิเศษของธรรมชาติ ลองนั่งทบทวนดู มันจะเกิดขึ้นในภาวะที่เรานิ่ง รู้สึกเป็นหนึ่งเดียวกับธรรมชาติรอบตัว อยู่กับปัจจุบันขณะอย่างสมบูรณ์ ไม่คาดหวัง แต่ตื่นใจพร้อมรับสรรพสิ่ง ไม่มีความกลัว ไม่ได้คิดถึงว่าอะไรเป็นได้อะไรเป็นไปไม่ได้

ฉันเขียนบันทึกถึงวันวิเศษวันนั้นเพื่อระลึกถึงพรที่เราได้รับ ใช้คำว่า “เรา” เพราะฉันเชื่อว่าเราทุกคนได้รับพรเดียวกันนี้ เมื่อใดก็ตามที่เราเปิดใจรับมัน ลองทบทวนนึกถึงนาทีวิเศษนาทีนั้นในชีวิตเรา อาจเป็นวันหนึ่งในวัยเด็กที่ผีเสื้อสีเหลืองบินมาเกาะบนมือ หรือเช้าเมื่อวานเราเห็นพระอาทิตย์ขึ้นขณะปั่นจักรยานออกไป นาทีวิเศษแบบนั้นเป็นกำลังใจให้ในวันที่เราไม่ค่อยจะมีความหวัง เช่นในวันนี้ วันที่คนมีเส้นสายใกล้ศูนย์อำนาจเบ็ดเสร็จ เร่งรัดผลักดันอภิมหาโครงการก่อสร้างมากมาย ในนามของการ “พัฒนา” โครงการที่ประชาชนจำนวนมากเคยค้าน ไม่ว่าจะท่าเรือน้ำลึกปากบาราที่จาบจ้วงลงไปยังระบบนิเวศเอกลักษณ์พิเศษระดับโลก เขื่อนมากมายหลายเขื่อน แม่น้ำใหม่ฟลัดเวย์ โรงไฟฟ้าถ่านหิน ฯลฯ  หลายโครงการออกแบบมาพร้อมทำลายล้างระบบนิเวศธรรมชาติที่เหลืออยู่น้อยนิด ระบบที่เราต้องพึ่งพิง ธรรมชาติที่เราไม่ควรจะสูญเสียเพิ่มเติมไปมากกว่านี้อีกแล้ว

มันไม่ควรจะเกิดขึ้นในยุควิกฤตสิ่งแวดล้อม พศ.นี้

แต่อย่างที่กล่าวไว้ข้างต้น วันนี้ไม่ได้ตั้งใจเขียนเรื่องการเมือง หรือเรื่องเครียดใดๆ

วันนี้เป็นวันสิ่งแวดล้อมโลก จึงอยากชวนให้ระลึกถึงความงาม และปิติสุขที่ธรรมชาติมอบให้แก่เรา

 

กรุงเทพธุรกิจ พฤษภาคม 2557

Advertisements