imagi_good_street

ผู้เขียนเป็นอีกคนหนึ่งที่ไม่คิดว่าน้ำมันควรจะมีราคาถูก

(ขอทำความเข้าใจกันก่อนว่า ผู้เขียนไม่มีความรู้เรื่องโครงสร้างราคาน้ำมัน และรายละเอียดทางการเงินที่สังคมกำลังถกเถียงกันอยู่ขณะนี้ ประเด็นที่จะพูดถึงจึงไม่เกี่ยวข้องหรืออิงกับข้อโต้เถียงของใคร เรื่องที่จะพูดเป็นประเด็นเสริมที่ควรนำมาพิจารณา)

น้ำมันควรแพงเพราะน้ำมันไม่ใช่ทรัพยากรที่ได้มาง่ายๆ

น้ำมันใช้เวลาหลายล้านปีกว่าซากพืชซากสัตว์จะถูกทับถมและสะสมจนกลายเป็นน้ำมัน แต่เรากลับขุดมันขึ้นมาเผาเล่นง่ายๆ ไม่ว่าจะทำอะไรก็เผาน้ำมัน เผาจนโลกร้อน เกิดภัยพิบัติ น้ำท่วม ทะเลเป็นกรด อากาศเป็นพิษ เราเป็นมะเร็ง

ราคาน้ำมันที่ใช้กันอยู่จึงไม่ใช่ราคาจริง เพราะไม่ได้รวมค่าผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพที่โยนภาระไปให้ผู้อื่นจ่าย และตราบใดที่มันราคาถูก เราก็คงใช้มันอย่างชุ่ยๆ กันต่อไป

น้ำมันจึงไม่ใช่ทรัพยากรที่รัฐควรตั้งหน้าตั้งตาอุดหนุน คอยกดราคาให้ถูกเพื่อผู้บริโภคจะได้ใช้กันอย่างชุ่ยๆ ง่ายๆ ไปเรื่อยๆ

แต่หากอ้างว่ามันควรแพงตามสภาพความเป็นจริงของตลาด หรือโหดกว่าคือความเป็นจริงทางนิเวศ เพื่อให้คนรู้ค่าและประหยัด โดยหวังให้ราคาเป็นตัวปรับพฤติกรรมคนแต่เพียงลำพัง ก็เห็นจะไม่ไหว

เพราะคนรวยจะได้เปรียบเกินเหตุ เป็นประชากรส่วนน้อยผู้สามารถเข้าถึงทรัพยากรได้ทั้งหมด ไม่ใช่แค่ทรัพยากรน้ำมันและสินค้าบริการที่ล้วนเชื่อมโยงกับน้ำมัน แต่ยังรวมถึงทรัพยากรส่วนรวมที่สร้างขึ้นจากภาษีของทุกคน เช่น ถนน

ถ้าน้ำมันแพง รถอาจติดน้อยลงเพราะคนมีเงินจำกัดใช้รถยนต์ส่วนตัวน้อยลง คนกระเป๋าหนักจึงสะดวกสบาย จ่ายได้ ขับรถได้ฉิวๆ พ่นไอเสียปล่อยคาร์บอนใส่คนอื่นได้ต่อไป วิกฤตสิ่งแวดล้อมลดลง แต่ความเหลื่อมล้ำเพิ่มมากขึ้น เพราะเงินกลายเป็นพระเจ้าองค์เดียวที่ตัดสินชะตาชีวิต

นี่คือโจทย์ท้าทายการหาทางหย่าสังคมจากการเสพติดน้ำมัน เพื่อเติบโตเปลี่ยนผ่านไปสู่ยุคพลังงานสะอาดและการพัฒนายั่งยืน เราต้องใช้ยุทธศาสตร์หลากหลายด้านทำงานร่วมกันเพื่อออกแบบการดำรงชีวิตกันใหม่ในสังคม

เพราะต่อให้เราหันไปลงทุนกับขนส่งมวลชน ทำให้มันมีคุณภาพดีขึ้น ดังที่เทคโนแครตหลายคนเสนอ ซึ่งเป็นสิ่งที่ต้องทำ แต่ก็ยังไม่พอ เราต้องมีมาตรการอย่างอื่นเสริม

ชีวิตยุคนี้มันยาก ต่างจากสมัยผู้เขียนเป็นเด็กเล็กที่คนไม่ใช้แอร์และเก็บผักป่ากินได้รอบบ้าน เดี๋ยวนี้ทุกสิ่งทุกอย่างที่เราต้องการในการดำเนินชีวิตต้องอาศัยเงิน โดยเฉพาะชีวิตในเมือง

แม้แต่พระยังอาศัยเงิน เรียกเงินว่า “ปัจจัย”

จะเป็นไปได้ไหมที่เราจะพยายามออกแบบสังคมให้มีทางออกใหม่ๆ ที่จะลดการพึ่งพาเม็ดเงิน เงินยังคงเป็นเครื่องมือแลกเปลี่ยนสรรพสิ่งที่ต้องการ ทำให้สะดวกขึ้น แต่เศรษฐกิจต้องไม่ได้หมายถึงเงินเพียงอย่างเดียว หากรวมถึงคุณค่าอื่นๆ ที่เกื้อหนุนชีวิตโดยไม่ต้องใช้เงินเป็นตัวยึดมาครอบครอง

เงินไม่ควรเป็นตัวคัดกรองการเข้าถึงทรัพยากรพื้นฐานที่สากลโลกมีฉันทามติถือเป็นสิทธิมนุษยชน เริ่มตั้งแต่สิทธิในการหายใจอากาศสะอาด เข้าถึงน้ำสะอาด เข้าถึงอาหารดีมีประโยชน์ ตลอดจนสิทธิในการเคลื่อนที่อย่างเสรี

ในด้านของการสัญจรในเมือง เราต้องการนโยบายที่เลิกให้ความสำคัญสูงสุดแก่รถยนต์ส่วนตัว หันไปเปิดถนนให้เป็นพื้นที่สาธารณะที่เอื้อต่อการเคลื่อนไหวโดยไม่เบียดเบียนคุณภาพชีวิตส่วนรวม แน่นอนว่าเราต้องมีขนส่งมวลชนคุณภาพดี ซึ่งมันจะดีได้ถ้ามันวิ่งฉิวๆ ได้คล่อง ตรงต่อเวลาเพราะไม่ติด รถไฟฟ้าเพียงอย่างเดียวก็ไม่ได้ มันรองรับความต้องการได้ไม่พอ และมันมีราคาค่อนข้างแพง ดังนั้น ก็หนีไม่พ้นที่จะต้องเปิดเลนถนนให้ระบบโครงข่ายรถเมล์ ต้องเปิดพื้นที่สัญจรให้พาหนะสะอาดไม่กินที่อื่นๆ เช่น มอเตอร์ไซต์ไฟฟ้า และสำคัญมากคือพื้นที่ให้ขาเดินและจักรยานขาถีบ เพราะเป็นการสัญจรแบบพึ่งพาตนเองอย่างมีศักดิ์ศรี ไม่ได้แบมือขอเศษสตางค์ใครมาอุดหนุนวิถีชีวิต เรื่องนี้เขียนไว้เยอะแล้ว จึงไม่ขอขยายความมากนัก เพียงแต่อยากย้ำว่าการปรับโครงสร้างการสัญจรในเมืองที่ลดอภิสิทธิของรถยนต์ จะต้องเป็นนโยบายที่ผนวกคู่กับการปรับราคาน้ำมัน ไม่ใช่เพิ่มแค่รถไฟฟ้าหรือซื้อรถเมล์คุณภาพดีแต่วิ่งไปไหนไม่ได้เพราะติดรถยนต์ส่วนตัวที่ครองถนนไปหมดทุกเลน

ขณะเดียวกันก็เพิ่มต้นไม้ริมทางที่ให้ทั้งความร่มรื่น อากาศหายใจ และสามารถออกผลเป็นอาหารให้แก่คนเมือง เปิดพื้นที่โล่งในเมืองตามซอย ตามสวนสาธารณะให้เป็นแปลงเพาะปลูกผลิตอาหาร ตามโรงเรียนก็ทำได้ เป็นส่วนหนึ่งของหลักสูตรเรียนรู้

ออกนโยบายสนับสนุนการออกแบบอาคารประหยัดพลังงาน อย่างอาคาร Eastgate Centre ในอาฟริกาที่เลียนแบบการระบายอากาศของรังปลวก อุณหภูมิเย็นสบายเหมือนติดแอร์ 24-26 องศา แต่ใช้ไฟฟ้าน้อยกว่าอาคารขนาดเดียวกันถึง 90% จึงลดต้นทุนการประกอบการภายในอาคารได้มหาศาล ราคาสินค้าและบริการก็สามารถตั้งให้ถูกลงได้ตามต้นทุนที่ลดลง

สังคมต้องเปิดพื้นที่ให้เกิดทางเลือกที่หลากหลายและสร้างสรรค์

ไม่ใช่อยู่แต่ในกรอบของคนมีเงิน ผู้เขียนเพียงยกตัวอย่างเป็นทางออกคนเมืองไม่กี่ทาง ซึ่งไม่ครอบคลุมไปถึงทางออกเพื่อความต้องการอื่นๆ เราจึงต้องมีกระบวนการมีส่วนร่วม ที่จะดึงไอเดียจากหลายประสบการณ์มาเป็นปัญญาร่วม

ไม่ใช่พึ่งความรู้จากเทคโนแคร็ตประสบการณ์จำกัดไม่กี่คน

กรุงเทพธุรกิจ สิงหาคม 2557

Advertisements