3024389-slide-0136-winner-1

เมื่อต้นเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ดร.อานนท์ สนิทวงศ์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (GISTDA) ให้ข่าวแก่สื่อมวลชนว่า กรุงเทพกำลังทรุดตัวลง 2 ซม./ปี เป็นอัตราที่เร็วกว่าที่คาดกันไว้ ซึ่งหมายความว่าภายใน พ.ศ. 2570 หรืออีก 13 ปี พื้นที่กรุงเทพบางแห่งจะเสี่ยงต่อภาวะน้ำท่วมสูงกว่าหนึ่งเมตรในช่วงราวๆ เดือนธันวาคม

มองต่อไปข้างหน้า ดร.อานนท์บอกว่าอีก 30 ปี แนวคันกั้นน้ำกรุงเทพ ซึ่งปัจจุบันสูง 2.7 เมตร จะต้องสร้างสูงขึ้นไปอีกเป็น 5 เมตรหากจะพยายามกั้นน้ำให้สำเร็จ แต่การสร้างกำแพงให้สูงขึ้นไปๆ ไม่ใช่แนวทางป้องกันแก้ไขที่จะทำไปได้เรื่อยๆ วิธีที่ยั่งยืนที่สุดและไม่สร้างความเดือดร้อนแก่คนรอบแนวกำแพงและคนจังหวัดข้างเคียง คือหาทางปรับตัวอยู่กับน้ำ

คนไทยเราตั้งถิ่นฐานในที่ลุ่มน้ำหลากมานานนม มีปัญญาการปรับตัวกับน้ำท่วมตามฤดูกาลสะสมอยู่มากมาย นำมาต่อยอดให้ทันสมัยเหมาะกับเมืองยุคศตวรรษ 21 ได้ไม่ยาก ยังไงๆ มันก็ง่ายและสนุกกว่าการต้องปรับตัวให้อยู่กับภูเขาไฟระเบิดอย่างอินโดนีเซีย หรือแผ่นดินไหวอย่างญี่ปุ่น

แค่ยอมรับธรรมชาติ หยุดทุ่มเงินไปกับสงครามสู้ธรรมชาติที่เราไม่มีวันชนะ และหันมาหาวิธีอยู่กับมันแทน

แต่ก่อนอื่นคงต้องพิจารณาปัจจัยสำคัญที่ทำให้กรุงเทพและปริมณฑลทรุดตัวด้วย รายละเอียดสามารถอ่านได้จากการสัมภาษณ์ ดร.อิทธิ ตริสิริสัตยวงศ์ ในเว็บไซต์มูลนิธิโลกสีเขียว (http://www.greenworld.or.th/greenworld/interview/1719) สรุปสั้นๆ ได้ว่าเกิดจากสองสาเหตุหลัก ได้แก่ 1) การใช้น้ำบาดาลมากเกินอัตราการทดแทนทางธรรมชาติ และ 2) น้ำหนักของสิ่งปลูกสร้างที่กดทับลงไปบนชั้นดิน

นั่นหมายความว่า กรุงเทพควรจะต้องหยุดโตได้แล้ว

กรุงเทพเป็นกรณีคลาสสิคของปรากฎการณ์ที่เรียกว่า primate city คือเป็นเมืองเอกที่โตกว่าเมืองอื่นๆ ในประเทศมากมายหลายเท่า ได้รับงบประมาณจากรัฐถึง 72% เมื่อเทียบกับเมืองอื่น มากกว่ารายได้ที่กรุงเทพสร้างให้ประเทศเกือบสามเท่า คือ 26% ของจีดีพี ซึ่งไม่ใช่การพัฒนาที่มีประสิทธิภาพเท่าไหร่ ไม่ว่าจะคิดกันในเชิงการจัดการทรัพยากร ความเหลื่อมล้ำทางสังคม หรือความเสี่ยงทางเศรษฐกิจที่เปรียบเสมือนเอาไข่มาใส่ไว้ในตะกร้าเดียว น้ำท่วมใหญ่ที เจ๊งไม่เป็นท่า

แน่นอนว่ายังคงมีนักเศรษฐศาสตร์ที่คิดต่างออกไป และสามารถหาเหตุผลสนับสนุนการเติบโตของกรุงเทพต่อไปได้ แต่ที่สุดแล้ว เราทุกคนคงปฎิเสธความเป็นจริงของสถานการณ์สิ่งแวดล้อมที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ไม่ได้ กรุงเทพไม่ได้กำลังทรุดจากขนาดและน้ำหนักของมันเท่านั้น แต่ยังต้องเผชิญหน้ากับวิกฤตการณ์ทางธรรมชาติ เมื่อระดับน้ำทะเลค่อยๆ ขยับสูงขึ้นภายใต้การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศโลก

เงินทองเป็นของมายา พลังธรรมชาติเป็นของจริง

เราสมควรย้ายเมืองหลวง (รัฐสภายังไม่สร้าง เปลี่ยนใจก็ได้นะ) แต่ไม่ทิ้งกรุงเทพ เพียงให้หยุดขยาย และหันมาปรับตัวกับสภาพภูมิประเทศพื้นที่น้ำท่วมน้ำหลาก ให้กรุงเทพมีชีวิตชีวาต่อไปในรูปแบบที่เหมาะกับสภาพแวดล้อมที่กำลังเปลี่ยนแปลง

ในฐานะประชาชนคนหนึ่ง ซึ่งไม่ได้อยู่ใกล้ศูนย์อำนาจ และไม่ใช่สถาปนิกนักผังเมืองตามวิชาชีพใดๆ แต่ก็อยากมีปากมีเสียง เพราะรู้จักธรรมชาติกรุงเทพมาตั้งแต่หลังบ้านถนนสุขุมวิทยังเป็นท้องนาและบึงบัวหลวง ผู้เขียนก็อยากเสนอแนวทางการปรับตัวของกรุงเทพในรูปแบบที่ตัวเองคิดว่าน่าจะพิจารณา

กรุงเทพตั้งอยู่บนดินดอนปากน้ำ เราจึงควรวางแผนกายภาพกรุงเทพให้เลียนแบบสันดอนปากน้ำ ซึ่งก็เป็นหลักการเดียวกันกับที่บรรพบุรุษรุ่นก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 ใช้ ขุดถนนสายใหญ่ๆ ออกไปบ้างให้เป็นคลองระบายน้ำหลาก ตัดย่านต่างๆ ออกไปเป็นหมู่เกาะ พัฒนาการสัญจรทางน้ำเป็นระบบเรือเมล์คุณภาพ เชื่อมโยงกับโครงข่ายรถเมล์และระบบราง

แน่นอนว่าเมื่อขุดโครงข่ายคลองเพิ่ม พื้นผิวถนนจะลดลง ถ้ายังดันทุรังจะส่งเสริมรถยนต์ส่วนตัวเป็นนโยบายสำคัญอันดับหนึ่งอย่างทุกวันนี้ การสัญจรบนบกคงขยับกันในอัตราหนึ่งกิโลเมตรต่อชั่วโมง

พื้นผิวถนนที่เหลืออยู่ต้องใช้อย่างมีประสิทธิภาพ จึงหมายความว่าพื้นที่ของรถยนต์ต้องถูกจำกัด รถยนต์ยังวิ่งได้แต่ต้องลดจำนวนเลน   แบ่งเลนให้ขนส่งมวลชน ทางเท้าและจักรยาน จัดให้การใช้ขนส่งมวลชนและพาหนะทางเลือกสะดวกสบายกว่าการใช้รถยนต์ส่วนตัว คนจำนวนมากก็จะไม่เลือกใช้รถยนต์เอง

คนเสพติดรถยนต์จำเป็นต้องปรับตัว ยอมรับการเปลี่ยนแปลง และสำนึกว่าแท้จริงแล้วมันเป็นการคืนพื้นที่ให้แก่มวลน้ำที่รถยนต์ไปแย่งมาเมื่อ 40-50 ปีก่อนต่างหาก กรุงเทพเคยเต็มไปด้วยคูคลองและทางเท้าที่กว้างกว่าปัจจุบัน รถยนต์นั่นแหละที่ไปบุกรุกพื้นที่อันเป็นสาธารณะประโยชน์ ไปแปรเปลี่ยนให้เป็นระบบนิเวศที่ตัวเองยึดครองเป็นใหญ่ได้ ตู่ไปนานเข้าก็ลืม นึกว่าเป็นของตัวเอง

ส่วนบ้านเรือนและอาคารก็ปรับกันได้ โดยเฉพาะบ้านริมน้ำ บ้านผู้เขียนเองก็ปรับกับน้ำท่วมมาตั้งแต่ 20 กว่าปีก่อนแล้ว รื้อชั้นล่างออกเป็นใต้ถุนโล่ง ปัจเจกปรับไม่ยาก ที่สำคัญคือโครงสร้างผังเมือง

เพราะถ้าโครงสร้างเมืองไม่ยอมปรับ กรุงเทพก็คงมีแต่ทรุดกับโทรม

กรุงเทพธุรกิจ กันยายน 2557

Advertisements