10407564_10152925685507214_4787429207699611740_n

ดินแดนตะวันตกเฉียงใต้ออสเตรเลียถือว่าเป็น hotspot หรือ “จุดเร่าร้อน” สำคัญของโลก

หมายความว่ามันเป็นพื้นที่อันดับต้นๆ ที่โลกควรอนุรักษ์ เพราะมีมรดกทางธรรมชาติที่เป็นเอกลักษณ์โดดเด่นสูง ร้อยละ 53 ของ ชนิดพันธุ์พืชแถบนี้ไม่สามารถพบได้ในที่อื่นใดในโลก แม้แต่บนผืนทวีปออสเตรเลียด้วยกันเอง ยิ่งในแถบลุ่มน้ำมาร์กาเร็ตที่ไหลเทไปบรรจบมหาสมุทรอินเดีย ยิ่งอุดมไปด้วยความหลากหลายของพืชนานาพันธุ์และระบบนิเวศชายฝั่งแสนวิเศษ ถึงกับได้รับขนานนามว่าเป็นลุ่มน้ำอเมซอนของฝรั่ง

ช่วงฤดูใบไม้ผลิและฤดูร้อนพันธุ์พืชเหล่านี้จะพร้อมใจกันออกดอกละเลงสีสันสุดลูกหูตา รัฐจึงเอามาเป็นจุดขาย จัดทำแผนที่เส้นทางชมดอกไม้ป่าดอกไม้ทุ่งเป็นโครงข่ายทั่วดินแดนมากมายหลายเส้น ให้นักท่องเที่ยวสามารถขับรถเที่ยวดูดอกไม้ได้ แต่ละเส้นใช้เวลาหลายวัน บางเส้นถึงสองอาทิตย์ แต่ก็มีแนะนำโปรแกรมย่อยสำหรับคนที่มีเวลาน้อย เช่น 4 วัน 2 วัน น่าไปเส้นไหนดี

เส้นทางดอกไม้ผ่านทั้งเมือง หมู่บ้าน และเขตอนุรักษ์ ทุกเมืองจะมีศูนย์ข้อมูลให้เราถามไถ่ว่าดอกไม้ชนิดใดกำลังออกตรงไหน ข้อมูลก็มาจากคนในเมืองนั่นแหละ ใครไปเดินเล่นเจออะไรก็แวะเข้ามาบอก หรือให้ข้อมูลกันในเครือข่ายชุมชน เช่น “เห็นคุณป้าอลิซาเบธอัพรูปดอกอุ้งตีนจิงโจ้ในเฟซบุ๊คเยอะแยะจากซอย…เมื่อสองวันก่อน” คนท้องถิ่นทุกแห่งดูจะตระหนักถึงมรดกดอกไม้ของเขา เมื่อเราเข้าไปถามถึงหัวแหลมใกล้เมืองแห่งหนึ่ง เจ้าหน้าที่สาวรุ่นๆ ทิ้งท้ายว่า “ก่อนไปยูควรจะแวะไปที่ปลายซอย..นี้ ตอนนี้มีกล้วยไม้ดินเฉพาะถิ่นบานอยู่ เป็นดอกไม้พิเศษของเมือง ยูจะไม่เจอที่อื่นเลย”

เราเลือกเส้นทางสาย “Jarrahland” ผ่านป่าสูง ป่าเปิด ทุ่งพรุ ทุ่งไม้พุ่ม ไปจนถึงดงพืชชายฝั่ง ไฮไลท์คือเส้นทางเดินสาย Cape to Cape จากหัวแหลม Leeuwin ถึงหัวแหลม Naturaliste เลียบชายฝั่งมหาสมุทรอินเดียทางใต้สุดของออสเตรเลียตะวันตก ขนานเส้นทางอพยพของวาฬหลายชนิด ชายฝั่งทั้งแถบเป็นอุทยานแห่งชาติเพื่อปกป้องระบบนิเวศเปราะบางสถานะ “เร่าร้อน” รถยนต์เข้าถึงได้เพียงไม่กี่จุด ที่เหลือต้องใช้เท้าเดินอย่างเดียว และไม่ใช่เดินบุกเข้ารกเหยียบย้ำพงออกนอกลู่นอกทาง มีที่กางเต้นท์ของอุทยานจัดไว้ให้ไม่กี่จุด

เราไม่ได้เที่ยวแบกเป้รอนแรมเหมือนสมัยเป็นสาวร่างกายแข็งแรง แต่เอาเต้นท์ใส่รถเช่าขับไปหยุดเดินเที่ยวตามจุดต่างๆ ตามเส้นทาง และมักเลือกจะพักแรมกลางป่าในอุทยานเพื่ออยู่ใกล้ชิดกับธรรมชาติมากที่สุด

ที่ตั้งแคมป์ในพื้นที่อนุรักษ์จะอำนวยความสะดวกในขั้นพื้นฐานที่สุด มีส้วมหลุมแต่สะอาดไม่เหม็นให้ใช้ โดยใช้น้ำยาไม่เป็นมลพิษราด ผู้ใช้รับผิดชอบดูแลความสะอาดกันเอง มีน้ำให้ใช้แต่ส่วนใหญ่ไม่มีห้องอาบน้ำ และบางแห่งไม่มีน้ำดื่ม ต้องเตรียมเข้ามาเอง ถังขยะก็ไม่มี ใครเอาอะไรเข้ามาก็เอากลับออกไป มีพื้นราบให้จอดรถและกางเต้นท์ มีโต๊ะสนามตั้งให้ข้างๆ นั่งทำครัวกินข้าวได้ และไม่มีไฟฟ้าบริการ จึงไม่กระทบชีวิตสัตว์กลางคืน และไม่บดบังแสงดาว

เจ้าหน้าที่อุทยานเพียงคนเดียวก็สามารถดูแลได้ แค่แวะมาเก็บตังค์ค่ากางเต้นท์คืนละ 10 เหรียญ และตรวจตราความเรียบร้อยทั่วไป

ถ้าอยากได้ไฟฟ้าและน้ำร้อน เราต้องถอยออกมาพักตามที่กางเต้นท์ของเอกชนข้างนอกอุทยาน ฟาร์มหลายแห่งมีบริการ และถ้าอยากหรูสะดวกสบายกว่านั้นก็เข้าไปนอนโรงแรมในเมือง

หลักคิดและปฏิบัติในการเข้าถึงธรรมชาตินั้นง่ายมาก เกณฑ์ที่ใช้พิจารณาคือดีกรีของวิถีชีวิตที่ส่งผลกระทบต่อธรรมชาติ หากอยู่ได้โดยส่งผลกระทบน้อยที่สุด คุณก็เข้าถึงได้ใกล้ชิดที่สุด ถ้ามีความต้องการมากกว่านั้นก็ไม่ว่ากัน แต่ต้องถอยออกมา

นี่คือเกณฑ์ของสังคมที่ใช้เหตุผลทางวิทยาศาสตร์และค่านิยมของความเท่าเทียมในการจัดการพื้นที่อนุรักษ์

ช่างแตกต่างจากไทยแลนด์บ้านเราเสียนี่กระไร

ผู้มีอำนาจบ้านเราดันทุรังแต่จะสร้างสิ่งอำนวยความสะดวกขนคนเข้าไปรุกรานพื้นที่ธรรมชาติที่ตกลงแล้วว่าจัดสรรให้เป็นบ้านของพืชพรรณสัตว์ป่า เดี๋ยวก็มีเรื่องจะสร้างบ้านพักหรูให้วีไอพีกลางเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า เดี๋ยวก็จะสร้างกระเช้าลอยฟ้าขึ้นเขาที่มีสังคมพืชเปราะบาง เดี๋ยวจะตัดถนนผ่าป่าใหญ่ ทางนักวิชาการด้านการจัดการการท่องเที่ยวบางกลุ่มก็พอกัน วันก่อนเข้าไปฟังพวกเขาสัมนาที่มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง เกณฑ์ที่เขาคิดกันว่าเป็นเครื่องมือปกติในการควบคุมจำนวนนักท่องเที่ยวไม่ให้มีมากไปคือราคา จ่ายได้สูงก็เข้าได้ถึงมากกว่าคนอื่น เป็นอีโคทัวริซั่มแบบไฮเอน (ซึ่งแปลว่าอะไรก็ไม่ทราบ เพราะมักจะต้องติดแอร์) เพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจแก่การอนุรักษ์ เออออกันเหมือนเป็นเรื่องธรรมดา

แต่เมื่ออยากจะใช้เหตุผลของความเป็นธรรม บ้านเราจะอ้างว่าต้องสร้างสิ่งอำนวยความสะดวกเพื่อให้ทุกคนทุกวัยเข้าถึงได้ ต้องมี “something for everyone” — อำนวยให้ทุกคนใช้ชีวิตผู้บริโภคทุกหนทุกแห่ง เน้นทุก “คน” ไม่ใช่ “ตัว” ไม่ใช่ “ต้น” ทั้งๆ ที่พื้นที่เหล่านั้นมีจุดประสงค์หลักคือเพื่อปกป้องเพื่อนร่วมโลกต่างสายพันธุ์ ทั้งๆ ที่โลกกำลังตกอยู่ท่ามกลางวิกฤตการสูญพันธุ์ครั้งยิ่งใหญ่ เป็นอภิมหาการสูญพันธ์ครั้งที่ 6 ของประวัติศาสตร์โลก แต่ครั้งนี้ไม่ได้เกิดจากอุกาบาตยักษ์พุ่งชนโลก มันเกิดจากน้ำมือมนุษย์

อ้างกันราวกับว่าการนั่งกระเช้าไฟฟ้าขึ้นเขาคือความเป็นธรรมขั้นพื้นฐาน เป็นปัจจัยสี่ที่ชีวิตของคนที่เดินขึ้นเองไม่ได้มันจะด้อยคุณภาพไปมากมาย แต่ความเป็นธรรมขั้นพื้นฐานจริงๆ ในสังคมกลับดิ้นปัดๆ ไม่ยอมให้เกิดขึ้น ไม่ยอมจัดการทรัพยากรส่วนกลางในพื้นที่อาศัยของมนุษย์ให้เป็นธรรม แม้แต่สิทธิในการออกเสียงก็ไม่ให้มี

ถ้าเกณฑ์ที่ใช้กันในประเทศออสเตรเลียสะท้อนสังคมเท่าเทียม เกณฑ์แบบบ้านเรามันสะท้อนอะไร?

กรุงเทพธุรกิจ กุมภาพันธ์ 2558

Advertisements