unnamed

เกาะชิโกกุของญี่ปุ่นเป็นสถานที่ในตำนาน เป็นบ้านเกิดของพระกุไกหรือโกโบไดชิผู้เผยแพร่ศาสนาพุทธนิกายชินงอนในต้นคริสตศตวรรษที่ 9 และริเริ่มการปฏิบัติธรรมเดินแสวงบุญ “โอเฮงโระ” ซึ่งต่อมาพัฒนาเป็นเส้นทางเดินแสวงบุญ 88 วัดทั่วเกาะ ระยะทางเกือบ 1,300 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินนานนับเดือน ผ่านป่าเขาชัน

ชิโกกุจึงมีภาพพจน์ของธรรมชาติและวัฒนธรรมเก่าแก่ มีกลิ่นอายของรุกขเทพจิตวิญญานป่าเก่า เป็นดินแดนแห่ง “ญี่ปุ่นที่ลับเลือน” (Lost Japan)

ฉันจึงตื่นเต้นมากเมื่อได้โอกาสไปเยือนจังหวัดโทขุชิมะทางด้านตะวันออกของเกาะชิโกกุ คณะของเราประกอบไปด้วยผู้ได้รับทุน Asian Leaders Fellowship Program (ALFP) 8 คนจาก 8 ประเทศในเอเชีย จากสาขาอาชีพต่างๆ กัน เราพักกันที่เมืองคามิยามา เป็นเมืองชนบทเล็กๆ ที่เผชิญชะตากรรมสังคมคนแก่เช่นเดียวกับเมืองชนบทอื่นๆ ทั่วญี่ปุ่น ประชากรลดลงไปเรื่อยๆ ทิ้งบ้านเก่ารกร้างไว้ทั่ว แต่เมืองคามิยามาได้หาวิธีฟื้นฟูชีวิตเมือง สร้างเสน่ห์ดึงดูดคนหนุ่มสาวจากเมืองใหญ่เข้ามาตั้งรกรากอัดฉีดชีวิตขึ้นมาได้อย่างน่าทึ่ง

แนวทางสร้างสรรค์ชุบชีวิตของชุมชนคามิยามาคือสิ่งที่ทางเจ้าภาพญี่ปุ่นอยากพาเรามาดู เป็นเรื่องที่ต้องขอเก็บไว้เล่ากันเต็มๆ ในโอกาสต่อไป แต่วันนี้อยากเล่าถึงสิ่งที่สังเกตเห็นเองรอบตัวที่ไม่มีใครตั้งใจให้ดูและอธิบายให้ฟัง

คามิยามาตั้งอยู่ในหุบริมแม่น้ำ จากเมืองมีถนนแคบชันตัดขึ้นเขาไปถึงวัดโชซันจิ ซึ่งเป็นวัดสำคัญในเส้นทางแสวงบุญ รู้สึกว่าตามลายแทงจะถือว่าเป็นวัดภูเขาแห่งแรกบนเส้นทาง

แค่รถหักเข้าเขตป่าเราทุกคนก็ตื่นตาตื่นใจ เพราะมันร่มครึ้มไปด้วยดงสนซีดาร์และไซเปรสญี่ปุ่นขนาดใหญ่สูงลิ่ว ยิ่งตรงบริเวณวัดนั้นมีต้นยักษ์ๆ มากมายหลายต้น อายุร้อยปีเป็นอย่างน้อย ใหญ่กว่าในโซนป่าทั่วๆ ไปใกล้เมือง

ความยิ่งใหญ่ของต้นไม้ตรึงเราเหมือนถูกมนต์สะกด แต่เมื่อมองออกไปทั่วๆ ดูทิวเขารายล้อมทั้งหุบ ก็ให้เอะใจว่ามันมีแต่เจ้าซีดาร์และไซเปรสอยู่แค่สองชนิดเป็นหลัก มีเพียงไม่กี่หย่อมที่เห็นดงไผ่หรือต้นก่อ เมเปิล และไม้ผลัดใบอื่นๆ แซม

แม้ว่าซีดาร์และไซเปรสสองชนิดนี้จะเป็นพันธุ์ไม้ท้องถิ่นของญี่ปุ่น แต่มันก็แปลกอยู่ดี

เขาแถบนี้ไม่ได้สูงมาก และถ้ากางแผนที่โลกออกมาดูจะพบว่ามันอยู่บนเส้นรุ้งแนวเดียวกับมอร็อคโค ตอนเหนือของทวีปอาฟริกา ห่างไกลจากโซนป่า boreal ใกล้ขั้วโลกมากนัก ป่าธรรมชาติจึงน่าจะเป็นป่าสนผสมไม้ผลัดใบชนิดต่างๆ ว่าไปแล้วต้นไม้ท้องถิ่นที่เป็นไม้กึ่งเขตร้อน เช่น ปาล์มใบพัดจีนและยี่เข่ง ยังพบได้เหนือถึงโตเกียว แล้วทำไมที่นี่จึงมีแต่สนสองชนิดเป็นเทือกๆ สุดสายตา โดยเฉพาะซีดาร์ญี่ปุ่น?

กดไอโฟนถามลุงกู พลันข้อมูลก็ทะลักหลั่งไหลออกมา มันเป็นหายนะจากนโยบายรัฐบาลหลังสงครามโลกครั้งที่สองที่มุ่งพัฒนาเศรษฐกิจฟื้นประเทศ และต้องการให้ญี่ปุ่นมีทรัพยากรไม้พึ่งตัวเองอย่างพอเพียง โดยมองว่าต้นไม้อื่นๆ ไม่มีค่า ปลูกซีดาร์และไซเปรสดีกว่า โตก็เร็ว ทำฟืนก็ได้ สร้างบ้านก็ดี แมงไม่กิน

เขาญี่ปุ่นจึงเต็มไปด้วยซีดาร์แน่นทึบ ความว่าแถบเขาฟูจิก็เป็นเช่นนี้ ใครเคยไปคงเห็นกันแล้ว แต่ญี่ปุ่นกลับหันไปใช้ไม้จากป่าเขตร้อนเอเชีย ทิ้งป่าสนปลูกให้กลายเป็นป่าร้างความหลากหลายทางชีวภาพ บดบังแสงไม่ให้ต้นอื่นขึ้น ไม่มีอาหารให้สัตว์ รากตื้นของมันไม่เก็บน้ำและไม่ยึดหน้าดิน เกิดภัยน้ำหลากดินถล่มได้ง่าย ถล่มแล้วก็ใช่จะเปิดโอกาสให้ต้นอื่นขึ้นได้ เพราะไม่มีต้นพ่อต้นแม่มาทิ้งเมล็ด แถมป่าซีดาร์ยังปล่อยเกสรฟุ้งกระจายถึงขั้นเห็นเป็นหมอกละอองเรณู คนป่วยแพ้เกสรรุนแรงกันมากมาย

เป็นข้อมูลที่คนญี่ปุ่นไม่เล่าให้เราฟัง แต่ใครออกไปเที่ยวเดินป่านอกเมืองก็เห็นกันทั้งนั้น

ย้อนกลับมาที่เมืองคามิยามา ตอนเช้าฉันออกไปเดินริมแม่น้ำ ดูเผินๆ ก็งดงามดั่งโปสการ์ด ถ่ายรูปขึ้นเฟซบุ๊คเพื่อนก็อิจฉา แต่ในรายละเอียดมันส่อความผิดปกติอยู่หลายประการ เล่าไม่ไหว ยาวเกิน เอาเป็นว่ามันสอดคล้องกับข้อมูลน้ำหลากรุนแรงจากป่าซีดาร์ อย่างไรก็ตาม ฉันเห็นรอยเท้ากวางหลายรอย ดีใจมาก กลับไปเล่าให้ทุกคนฟังในวงกินข้าวเช้า

บังเอิญมีคนทำอีโคทัวร์ญี่ปุ่นมาพักอยู่ด้วย เป็นคนอเมริกันเกิดในญี่ปุ่น เขาเล่าว่าประชากรกวางและหมูป่าที่เพิ่มขึ้นกำลังเป็นปัญหาใหญ่ ไม่ใช่เพียงเพราะว่าไม่มีสัตว์ผู้ล่าคอยควบคุม แต่ในช่วง 20 ปีมานี้มันเริ่มรุกเข้ามาในเมือง กินพืชไร่ทำลายนา

มันรุกลงมาเพราะป่าสนซีดาร์-ไซเปรสไม่ค่อยมีอาหาร และตอนนี้เมืองไม่ค่อยมีคน

แต่ก่อนคนเคยขึ้นเขาไปหาของป่าบ้างไรบ้าง เดี๋ยวนี้คนแก่เฒ่า เหลือกันอยู่น้อย ร้างไปทีละหลังสองหลัง

แม้ว่าเมืองนี้จะเริ่มมีคนหนุ่มสาวย้ายจากเมืองใหญ่เข้ามาอยู่ แต่ก็เป็นคนวงการไอที ตามมาด้วยคนเปิดร้านอาหารต่างๆ ไม่ใช่คนตัดฟืนหาเห็ดป่า

ทางออกหนึ่งจึงกลับไปสวมบทบาทผู้ล่า จับหมูป่ามาทำไส้กรอกกิน

บางพื้นที่เริ่มมีแผนฟื้นฟูป่าระยะยาว ทะยอยตัดสนซีดาร์และไซเปรสออก เพื่อปลูกไม้ผลัดใบพื้นถิ่นดั้งเดิมเข้าไปแทน เป็นมาตรการสำคัญในการกอบกู้ระบบนิเวศ และเพิ่มอาหารธรรมชาติให้สัตว์ป่า

แต่เราไม่คิดว่ากวางและหมูป่าจะถอยร่นกลับขึ้นเขาไปง่ายๆ ตราบใดที่คนอยู่กันน้อย

ต่อให้ไม่มีผลผลิตจากสวนไร่นาชาวบ้านเป็นอาหารดึงดูด พวกมันก็คงอยากหากินในที่ลุ่ม ซึ่งอุดมสมบูรณ์กว่า ใช้ชีวิตง่ายกว่า อย่าลืมว่านี่คือบ้านเดิมของมันที่มนุษย์มายึดไปจนหมด ขับไล่ไสส่งมันขึ้นเขา

สังคมญี่ปุ่นอาจมองว่า ประชากรร่อยหรอในชนบทเป็นปัญหาที่ต้องแก้ไข แต่บางที มองอีกมุมหนึ่ง หมู่บ้านเมืองเล็กหดหายไปบ้างบางแห่งอาจเป็นเรื่องที่ดี เพราะเปิดโอกาสให้ธรรมชาติได้หวนคืน และถ้าให้ดี ก็น่าจะคืนสัตว์ผู้ล่าอย่างหมาป่าเข้าไปควบคุมกวางสร้างความสมดุลย์

ปล่อยพวกเขาอยู่ในหุบที่ไม่มีเราบ้าง แล้วเขาจะช่วยดูแลระบบนิเวศให้แก่เรา

กรุงเทพธุรกิจ, ตุลาคม 2558

Advertisements