unnamed-1

ค่ำคืนหนึ่งกลางเดือนมกราคม 2561 เพื่อนของผู้เขียนเดินกลับจากกินข้าวในซอยสุขุมวิท 22 ก้าวลงผิวทางที่เพื่อนเล่าให้ฟังว่า “ไม่เรียบ” ขาพลิกแพลง ล้มหน้าฟาดบนพื้นปูน เลือดกลบปาก ฟันแตกไปสี่ซีก

ข้อเท้าข้างที่พลิกแพลงเพิ่งจะหายจากอาการเอ็นฉีกจากขาพลิกเพราะเดินขึ้นบันไดรถไฟฟ้าป้ายสำโรงที่เพิ่งเปิดให้ใช้แต่เก็บงานไม่เรียบร้อย มีร่องระหว่างบันไดและริมราวจับ จนต้องเข้าเฝือก

ผู้เขียนจึงตามกลับไปดูสถานที่เกิดเหตุเพราะมันอยู่ใกล้บ้าน พบว่าคำว่า “ไม่เรียบ” ที่เพื่อนใช้อธิบายเป็นคำเบาเกินจริงแห่งประวัติศาสตร์กรุงรัตนโกสินทร์ แท้จริงมันเป็นพื้นผิวจำลองโตรกเขา มีท่อน้ำเซาะผ่าน พื้นแตกกระดกเป็นชิ้นๆ เฉกเช่นธรณีหลังแผ่นดินไหว ทางเดินจุดอื่นๆ ในบริเวณนั้นก็ใช่ย่อย ปุ่มป่ำ กระดกกระเดก ตามสภาพทางเท้าผิวถนนที่เราคุ้นเคยกันในกอทอมอ

เดินมาชิลๆ มืดๆ ไม่คุ้นทาง ล้มหน้าฟาดไปเลย

ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะข้อเท้าเพื่อนหลังเอ็นฉีกอ่อนแอกว่าข้อเท้าคนทั่วไป ศักยภาพการเดินทางเท้าถนนเมืองกรุงจึงไม่เต็มร้อย

การเดินบนทางเท้ากรุงเทพให้ปลอดภัยต้องใช้เทคนิคเดียวกับการเดินขึ้นลงดอย คือต้องเกร็งหน้าท้องเก็บก้นให้กล้ามเนื้อส่วนท้องและก้น ซึ่งเป็นกล้ามเนื้อชิ้นที่ใหญ่ที่สุดของเราช่วยพยุงร่างกาย น้ำหนักตัวทั้งหมดจะไม่ทิ้งลงเข่าและเท้า เพิ่มสมรรถภาพในการทรงตัว เป็นท่าพื้นฐานของมวยจีน กังฟู และระบำหน้าท้อง เมื่อเหยียบโดนพื้นผิวไม่มั่นคง ตัวจะเด้งออกได้อย่างรวดเร็ว ไม่ล้มไปกับเท้า

นึกภาพเวลาลงดอยชันๆ ถ้าจะลงให้เร็ว เท้าต้องไม่เหยียบย่ำลงเต็มที่ แค่แตะๆ พื้น ย้ายน้ำหนักอย่างรวดเร็วระหว่างจุดต่างๆ ที่เท้าสองข้างสลับกันแตะพื้น

มันเป็นวิชาตัวเบา 101

คนเดินถนนกรุงเทพ ไม่มีรถยนต์พร้อมคนขับไปเทียบหน้าอาคาร ต้องแข็งแรงทรงตัวดีเลิศเสมอ เสมือนลูกศิษฐ์ก้นกุฏิวัดเสาหลิน

ฤาจะเป็นนโยบายรัฐบาลอยากฝึกประชาชนให้กระฉับกระเฉงแข็งแรง

ว่าไปแล้วการรู้จักเดินบนพื้นผิวไม่ราบเรียบเป็นทักษะสำคัญของร่างกาย ธรรมชาติไม่ได้สร้างล้อ เพราะธรรมชาติไม่มีถนน ธรรมชาติของร่างกายเราจึงไม่ได้ออกแบบมาให้เคลื่อนที่อย่างลื่นไหลบนผิวพื้นราบเรียบ

ปัจจุบันเด็กจำนวนมากโตขึ้นมากับการเดินบนพื้นเรียบในอาคาร วิ่งลากเท้าในห้าง เมื่อพาออกไปเดินบนท้องนาหรือในป่า แทบจะทรงตัวไม่ได้ ต่างจากเด็กชนบทที่วิ่งตัวปลิวเล่นว่าวกลางนาหลังเกี่ยวข้าว

แต่เราทุกคนรู้ดีแก่ใจว่า สภาพทางเท้าของเราไม่ได้มาจากนโยบายให้เราฝึกหัดทรงตัว

ความเป็นจริงคือหน่วยงานผู้รับผิดชอบไม่ได้แคร์คนทั่วไป

ทางเท้าในซอยอยู่ใต้การรับผิดชอบของเขต แต่ถนนซอยอยู่ใต้สำนักงานโยธา ทางเท้าถนนใหญ่อยู่ใต้โยธา แต่ตัวถนนอาจอยู่ใต้กรมทางหลวงหรือหน่วยงานอื่นๆ เดินล้มระหว่างทางเท้าและถนนซอยควรร้องเรียนที่ใด? แค่คิดจะเจอการโยนเรื่องไปมาก็เหนื่อยแล้ว งานการเฉพาะหน้าสุ่มหัวทำไม่ทัน ยิ่งมาเจ็บตัวยิ่งเสียงานเสียเวลา ให้ถึงขั้นฟ้องร้องจึงไม่ค่อยมีใครทำ เผลอๆ โดนผู้มีอำนาจแกล้งเอาคืน

เราบ่นกัน แต่ก็อดทน ยอมรับสภาพ นานวันเข้าก็กลายเป็นเรื่องปกติ ทางเท้าถนนหนทางเมืองไทยก็งี้แหละ หาทางดูแลตัวเองไปวันๆ

ยิ่งเราเคยชิน ทนรับสภาพ ผู้กุมอำนาจบนยอดปิระมิดของสังคมยิ่งชินชา ไม่แยแสกับความเหลื่อมล้ำที่นับวันยิ่งถ่างมากขึ้นในสังคม ยิ่งได้โอกาส “ปฏิรูป” ใต้กระบอกปืน ยิ่งสนุกสนานกับการแก้กฎหมายมากมายหลายฉบับให้เอื้อต่อการตัดสินใจใช้ทรัพยากรประเทศตามใจชอบในหมู่ผู้มีอำนาจหยิบมือเดียว

ขอไม่สาธยายตรงนี้ว่ากฎหมายฉบับใดบ้าง ลองไปตามสังเกตดูเหล่ากฏหมายที่อิงโครงสร้างคณะกรรมการเจ้าหน้าที่รัฐและผู้เชี่ยวชาญที่รัฐเป็นผู้สรรหาและแต่งตั้ง มีหน้าที่วางแผนปฏิบัติออกระเบียบกติกา ตั้งแต่ยุทธศาสตร์ นโยบาย ถึงการจัดการ โดยไม่มีการโยงใยใดๆ กับประชาชนคนทั่วไป ทุกอย่างขึ้นกับดุลพินิจของคนกลุ่มนี้

เป็นโครงสร้างการจัดสรรอำนาจในสังคมให้ประชาชนส่วนใหญ่ก้มหน้ายอมรับ ชินชา อยู่ในความสงบ อย่าได้หือได้อือ

สิ่งใดเป็นของสาธารณะที่คนเหล่านี้ไม่ใช้ จึงมีสภาพทุเรศๆ ทำลวกๆ ไม่มีคุณภาพ ปะๆ มันอย่างแค่ขอไปที

คนทำไม่มีความภาคภูมิใจในงาน คนมีอำนาจรับผิดชอบดูแลไม่ใส่ใจ ทำเหมือนเสียงร้องเรียนของประชาชนเป็นเสียงนกเสียงกา ตัวน่ารำคาญไม่สำคัญอะไร เฉยๆ ไว้ เดี๋ยวพวกมันก็หมดแรง อ่อนหล้าไปเอง

ถนนที่ขุดแล้วปะหน้าปากซอยเราจึงมีสภาพเหมือนหน้าคนประสบอุบัติเหตุร้ายแรงไม่ได้ทำศัลยกรรม แตกต่างสิ้นเชิงจากถนนที่ปรับปรุงผิวเพื่อต้อนรับแขกบ้านแขกเมืองในวาระสำคัญ

สำนวนคำว่า “คนเดินถนน” ในภาษาไทยมีนัยยะหมายถึงคนทั่วไปที่ไม่มีอภิสิทธิ์ เป็นคำคู่ตรงข้ามกับ “คนขี่เบนซ์” ซึ่งไม่จำเป็นต้องเป็นรถยี่ห้อเบนซ์ สภาพเลวร้ายของทางเท้ากรุงเทพจึงส่อถึงสภาพสังคมไม่ยุติธรรม

20 กว่าปีก่อนถนนและทางเท้าเมืองไทเปก็ไม่ได้วิเศษนัก แต่ตั้งแต่ประชาชนได้มีส่วนร่วมในการพัฒนาเมืองอย่างจริงจัง และมีการกระจายอำนาจ ไทเปก็แปลงโฉม กลายเป็นเมืองของทุกคนอย่างเสมอภาค ทั้งคนเดินเท้า คนปั่นจักรยาน คนใช้ขนส่งมวลชน และคนใช้รถยนต์ส่วนตัว

หลายคนถึงกับจัดอันดับว่าไทเปเป็นเมืองที่ทางเท้าดีที่สุด สะท้อนโครงสร้างแนวนอนเท่าๆ กันของคนในสังคม

ความน่าสนใจของไทเปคือแต่เดิมมันเป็นเมืองประเทศพัฒนาอุตสาหกรรมธรรมดา ไม่ได้มีคุณภาพชีวิตวิเศษวิโสอะไรมากมาย โครงสร้างทางกายภาพเต็มไปด้วยปัญหาจากการพัฒนาเมืองเพื่อรถยนต์ มันจึงต้องค่อยๆ เลาะตะเข็บแก้แบบ ไม่ได้เนรมิตปิ๊งใหม่ขึ้นมาจากจินตนาการ ถึงวันนี้ก็ยังแก้ไม่ได้หมดทุกจุด เราจึงเห็นร่องรอยของการเปลี่ยนแปลงโฉมสู่ความเป็นเมืองของทุกคน

ร่องรอยแผลเป็นจางๆ เหล่านั้นเป็นเสน่ห์ของเมือง บอกเล่าถึงประวัติชีวิตที่ผ่านมา และปัญญาสะสมของสังคมที่กำลังเปล่งบาน

กรุงเทพธุรกิจ, กุมภาพันธ์ 2561

Advertisements