2644254

ปกติเมื่อตื่นเช้ามา ฉันจะเปิดประตูห้องนอนไปยังระเบียงส่วนตัว ซึ่งยื่นออกไปที่สวน มีเฟื่องฟ้าขึ้นคลุมให้ร่มบนไม้ระแนงเหนือชานระเบียง ออกดอกสีชมพูสดใส จากมุมนี้จะมองเห็นต้นไม้ทุกต้นบนสนามเล็ก สวัสดีลั่นทม กรรณิการ์ เล็บมือนาง รักแรกพบ ก้ามกุ้ง มะม่วง กล้วย และวันไหนบัวสวรรค์ออกดอกจะรู้เลย

ตรงนี้เป็นที่ที่ฉันหายใจลึกๆ ออกกำลังเบาๆ ยืดเส้นสายยามเช้า ก่อนออกไปว่ายน้ำหรือเดินเร็วๆ ในสวนสาธารณะ

ถ้าฝนตกก็แค่เปิดประตูรับอากาศใหม่ๆ และจุลชีพจากอากาศในสวน ยืดเส้นสายในห้องนอนหน้าประตูระเบียง

แต่เช้าวันนั้น ปลายเดือนมกราคมที่ผ่านมา ฉันเปิดประตูระเบียงห้องนอนออกไปปั้ป ก็ต้องผงะกับกลิ่นเหม็นแสบตา หมอกมัวเหมือนบ้านตั้งอยู่ในดงควันพิษ รีบปิดประตูแทบไม่ทัน

เปิดดูแอพคุณภาพอากาศในมือถือ Air Visual ซึ่งเป็นแอพรวมข้อมูลจากเครื่องตรวจอากาศที่ติดตั้งโดยพลังมวลชน

ก็ต้องตกใจกับดัชนีสีแดงเถือกทั่วกรุง แสดงถึงมลภาวะอากาศระดับอันตราย ควรปิดบ้าน หายใจเอาคาร์บอนไดออกไซด์ที่ตัวเองปล่อยออกมาวนเวียนอยู่ในห้อง ถ้าออกไปทำธุระข้างนอกต้องใส่หน้ากากกันฝุ่นละเอียด เลื่อนจอลงมาดู ฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 วัดได้ถึง 90 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร

สูงเกินกว่ามาตรฐานปลอดภัยที่องค์การอนามัยโลกอนุโลมถึง 9 เท่า (เพราะดีที่สุดคือไม่หายใจเอามลพิษพวกนี้เข้าไปเลย)

บ่ายวันนั้น กรมควบคุมมลพิษออกประกาศเตือน

ตั้งแต่วันนั้นเข้าสู่กุมภาพันธ์แทบจะทั้งเดือน กรุงเทพก็จมอยู่ในหมอกฝุ่นพิษที่ไม่ยอมระบายไปไหนเพราะความกดอากาศสูงมันกดทับไว้ นำไปสู่การถกเถียงมากมายในสังคมไทย

เป็นที่รู้กันทั่วไปแล้วว่ามลพิษทางอากาศเป็นสาเหตุอันดับต้นของการตายก่อนเวลาสมควรของประชากรโลก โดยพื้นที่ที่ประสพปัญหารุนแรงที่สุด ได้แก่ ประเทศกำลังพัฒนาในแปซิฟิคตะวันตกและเอเชียอาคเนย์

กรีนพีซออกมาตีแผ่วิธีการวัดคุณภาพอากาศของราชการไทย ที่ไม่ยอมนำค่าฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 ที่สามารถไชเข้าไปอุดถุงลมปอด มาคิดคำนวณรวมในค่าดัชนี้คุณภาพอากาศ ทางราชการก็พลั้งมาว่ามาตรฐานเราต้องต่ำกว่าอเมริกาและประเทศพัฒนาแล้วอื่นๆ เพราะเรากำลังพัฒนาอยู่

โซเชียลมีเดียออกมาถล่ม–รัฐบาลไทยเห็นชีวิตคนไทยมีค่าต่ำกว่าชีวิตอเมริกัน

แต่ถ้าพูดอย่างแฟร์ๆ มันไม่ใช่แค่รัฐบาล/ราชการไทยที่มองแบบนั้น มันเป็นแนวคิดโบราณคร่ำครึในกรอบแคบๆ ของ “ขั้นตอนการพัฒนา” ที่คนจำนวนมากเคยชิน นักวิชาการนิด้าเองก็ออกมาพูดว่าจะเอาแต่คุณภาพสิ่งแวดล้อมดีงามอย่างเดียวไม่ได้ ต้องคำนึงถึงการพัฒนาทางเศรษฐกิจด้วย เพราะเราอยู่ในขั้นกำลังพัฒนา แนวคิดนี้ไม่ได้จำกัดอยู่ในวงความคิดอนุรักษ์นิยมฝั่งขวา ฝ่ายเสรีประชาธิปไตยก็มองอย่างนั้น ในยุคชินวัตรเบ่งบาน คำผกาก็เคยพูดชัดเจนว่า เงินต้องมาก่อนสิ่งแวดล้อม เพราะอะไรๆ ก็ต้องใช้เงิน เงินจึงสำคัญที่สุด พอรวยแล้วมีเงินเยอะๆ แล้ว ค่อยกลับมาฟื้นฟูดูแลสิ่งแวดล้อม ที่ไหนๆ ก็เป็นอย่างนี้ทั้งนั้น ดูเกาหลี เป็นต้น

เงินสำคัญจริง แต่ถ้าเราเห็นความสำคัญของเงินอย่างแท้จริง สิ่งแรกที่เราต้องทำคือบัญชีรายรับ-รายจ่าย ต้นทุน-กำไร เปิดไว้กี่บัญชีก็ต้องดูหมด เพราะรายรับรายจ่ายมันโยกย้ายระหว่างกัน

คำถามแรกคือในช่วงที่ลงทุนพัฒนา มุ่งลดต้นทุนเพื่อได้กำไรเม็ดเงินเยอะๆ ก่อนนั้น เงินที่ได้มาเข้ากระเป๋าใคร และใครเป็นผู้แบกรับค่าใช้จ่ายจากผลกระทบในการ “ลดต้นทุน” มันกลายเป็นต้นทุนของใคร จากบัญชีไหนที่เสียไป?

พอรวยแล้ว สิ่งแวดล้อมเสื่อมโทรม พร้อมหันมาฟื้นฟูเยียวยา ถามต่อว่าในตอนนี้เป็นเงินของใครที่ใช้ฟื้นฟู?

ในช่วงแรกนักลงทุนผู้ประกอบการโกยเงินกำไร แถมได้ลดภาษีเป็นแรงจูงใจให้ลงทุน ช่วงถัดมาเป็นเงินภาษีของทุกๆ คนที่ใช้ฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม และใครสูญเสียสุขภาพไปก็ตัวใครตัวมัน ต่อให้มีหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า 30 บาทรักษาทุกโรค (ซึ่งทุกคนช่วยกันจ่าย) แต่มันไม่ได้รวมค่าสูญเสียเวลาของสมาชิกในครอบครัวที่ต้องมาช่วยกันดูแลผู้ป่วย เบ็ดเสร็จรวมแล้วเป็นการสูญเสียพลังการผลิตของทั้งสังคม ยังไม่ต้องพูดถึงความเครียดความเศร้าในชีวิต

ถามว่ามันยุติธรรมไหม?

การละเลยไม่คิดบัญชีค่าทรัพยากรส่วนรวมที่ทุกคนต้องพึ่งพา เป็นสาเหตุต้นตอสำคัญของการสร้างความเหลื่อมล้ำในสังคม

ยิ่งถ้าพูดถึงอากาศหายใจ ยิ่งพื้นฐานสุดๆ มันยิ่งกว่าปัจจัยสี่ เพราะลมหายใจคือชีวิต

ยกตัวอย่างใกล้ตัวสดๆ ร้อนๆ ในกระบวนการรับฟังความคิดเห็นของโครงการก่อสร้างคอนโด K5 ในซอยสุขุมวิท 28 ของบริษัทเคพีเอ็นเมื่อวันที่ 21 มกราคมที่ผ่านมา ชุมชนตั้งคำถามถึงผลกระทบจากมลภาวะอากาศจากการก่อสร้าง เพราะที่ผ่านมาสมาชิกชุมชนบางคนแพ้ฝุ่นอย่างหนักถึงขั้นเข้าโรงพยาบาล และอีกหลายๆ บ้านในละแวกต้องปิดหน้าต่างอย่างถาวร แล้วเปิดแอร์แทน ค่าไฟก็พุ่งกระฉูด

ทางโครงการร่ายว่ามีมาตรการใช้ตาข่ายกัน (เหมือนกับโครงการอื่นๆ ที่ฝุ่นยังกระจายใส่บ้านชาวบ้านอยู่ดี) และมีการตรวจคุณภาพอากาศรวมทั้งฝุ่นละอองไม่ละเอียดนักขนาด PM10 เดือนละครั้ง

เมื่อถามว่าทำไมไม่ตรวจทุกวัน และทำไมไม่ตรวจ PM2.5 โครงการก็ตอบว่าเป็นมาตรการต่ำสุดที่ทางการกำหนด แต่พร้อมรับผิดชอบหากชุมชนพิสูจน์ได้ว่าการเจ็บป่วยเกิดจากกิจกรรมของโครงการโดยตรง

เข้าใจถูกต้องแล้วค่ะ ภาระในการพิสูจน์อยู่ที่ชุมชน แต่ไม่มีใคร–ไม่ว่าจะภาครัฐหรือนายทุน–ที่พร้อมเก็บฐานข้อมูล PM2.5 ฯลฯ ให้ประชาชน

ทางชุมชนเราจึงต้องลงขันกันซื้อเครื่องตรวจวัดอากาศ Air Visual เอง สนนราคา 8,000-10,000 บาท หากผู้ใดสนใจ กูเกิ้ลเข้าไปดูได้ว่ามันเวิร์คอย่างไร

ฉันขี่จักรยาน ฉันปลูกต้นไม้ใหญ่ให้ส่วนรวม ฉันติดตั้งเครื่องตรวจวัดอากาศให้ข้อมูลสาธารณะ แต่ฉันไม่ยักได้ลดหย่อนภาษีแบบที่นายทุนสร้างภาระสิ่งแวดล้อมได้เลย

ประเทศเราจะพัฒนาได้อย่างไร ในเมื่อบัญชีง่ายๆ ยังคิดไม่เป็น

Advertisements