shutterstock_287424425-1000x450

เช้าวันที่เขียนต้นฉบับนี้ ข่าวการตายของวาฬนำร่องครีบสั้นที่มาเกยตื้นป่วยหนักที่สงขลากระจายอยู่เต็มหน้าฝีดเฟซบุ๊ค สัตวแพทย์ในทีมดูแลวาฬบันทึกไว้ว่า

“ตั้งแต่เป็นหมอมาไม่เคยรู้สึกแย่เท่านี้เลย​..
ก่อนตายมันขย้อนเอาถุงพลาสติกออกมา 5 ชิ้น​ แต่ที่ปวดใจยิ่งกว่าคือการเจอขยะในกระเพาะ​ 8​ กิโลกรัม หรือขยะกว่า​ ​80 ชิ้น​..”

ชิ้นพลาสติกเหล่านั้นยัดอยู่เต็มระบบทางเดินอาหาร ตั้งแต่หลอดอาหารไปจนสุดกระเพาะ

เชื่อว่าหลายคนอ่านบันทึกของหมอพร้อมภาพประกอบการชันสูตรศพวาฬ เห็นปริมาณถุงพลาสติกเหล่านั้น คงรู้สึกจุกอก น้ำตารื้นเบ้า แต่ที่ปวดใจที่สุดคือ ปรากฎการณ์พบขยะพลาสติกปริมาณมากในท้องสัตว์ทะเลกลายเป็นข่าวโหลทั่วโลก เกิดขึ้นบ่อยๆ เป็นประจำเหมือนข่าวรถชน ถ้าเพียงมีใครผ่ากระเพาะศพสัตว์ขึ้นมา ยังไม่ต้องพูดถึงเศษพลาสติกขนาดที่เรามองไม่เห็นปะปนอยู่มากมายกับกลุ่มแพลงตอน ในสัดส่วนที่มากกว่าแพลงตอนหลายเท่า จึงไม่ต้องสงสัยเลยว่าพลาสติกเหล่านั้นจะไม่ย้อนกลับมาสู่ร่างกายเรา เมื่อเรากินอาหารทะเลจิ้มซอสซีฟู้ดแกล้มเบียร์ยันแชมเปญ

อันนี้ยังไม่รวมปัญหาการปนเปื้อนในดินและในอากาศเมื่อกำจัดขยะพลาสติกอย่างผิดวิธี

เรื่องเหล่านี้เราเขียนเราพูดกันแล้วไม่รู้กี่ครั้ง รณรงค์ปัญหาขยะพลาสติกใช้แล้วทิ้งไม่รู้เท่าไหร่ จนสื่อเบื่อ สังคมเซ็ง ก็พักยก ผ่านไปหนึ่งรุ่นก็รณรงค์กันอีกรอบ เป็นวัฏจักรเวียนเทียนมาหลายลูปตั้งแต่มีพลาสติกใช้แล้วทิ้งกันมากๆ

รณรงค์ระดับแมสรอบแรกเป็นช่วงต้นทศวรรษ 90 ในยุคเอิร์ธซัมมิท เป็นครั้งแรกที่การรณรงค์ถุงผ้ามาแรง (ตอนฉันเด็กๆ เราจ่ายตลาดกันด้วยตะกร้าสาน)

รอบสองเป็นช่วงภาพยนตร์ The Inconvenient Truth ออกฉายสร้างแรงกระเพื่อมไปทั่วโลก เด็กรุ่นเกิดหลังเอิร์ธซัมมิทลุกขึ้นรณรงค์ถุงผ้าและกระบอกน้ำดื่ม จนงานเสวนาทุกงานแจกถุงผ้า แต่ปัญหาในภาพใหญ่ก็ไม่ดีขึ้น

ถึงช่วงทศวรรษที่ผ่านมา มีงานสำรวจงานวิจัยเผยแพร่ออกมามากขึ้น แสดงให้เห็นแพขยะพลาสติกขนาดยักษ์และหนากลางมหาสมุทร สัตว์ถูกพลาสติกรัดตัวหลอดจิ้มแทงรูจมูก ซากศพยัดไส้พลาสติก ฯลฯ ไปจนงานวิจัยติดตามแหล่งที่มาของขยะพลาสติก พบว่าไทยแลนด์ติดอันดับท้อป 5 ประเทศโยนขยะพลาสติกทิ้งทะเล ร่วมกับจีน อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และเวียตนาม ทั้ง 5 ประเทศรวมกันเป็นต้นทางขยะพลาสติกถึง 60% ในทะเลทั่วโลก

ช่วงนี้จึงเห็นการรณรงค์กันอีกรอบ ทั้งถุงจ่ายตลาด-ขวด-หลอด-ช้อน-ตะเกียบ-กล่องข้าวหรือปิ่นโตแบบพกพาเอง ดีไซน์และวัสดุที่ใช้พัฒนาดีขึ้นไปจากรุ่นก่อนๆ ทั้งกระชับพับได้เล็กและน้ำหนักเบา

ตัวฉันเองพกของใช้ส่วนตัวเหล่านี้มาหลายสิบปีแล้ว และชื่นชมทุกคนที่ลด-งดสร้างขยะไม่จำเป็นเช่นกัน แต่ก็ไม่เคยหลอกตัวเองว่าแนวทางนี้จะแก้ปัญหาในภาพใหญ่ระดับแมสได้ มันเป็นทางเลือกส่วนบุคคลที่ช่วยจุดประกายให้สังคมตระหนักถึงปัญหา แต่ถ้าไม่มีกลไกอื่นมารับช่วงต่อ มันก็จะเป็นได้เพียงแค่จุดเริ่มต้นที่วนลูปวงโคจรทุกสิบปีอย่างที่เป็นมาและเป็นไป

ปัญหาของปัญหาสิ่งแวดล้อมประการหนึ่งคือมันเป็นปัญหาระดับแมส สะสมมาจากพฤติกรรมของหลายๆ หน่วยที่เข้ามารวมกันเป็นกระแสหลัก และสิ่งที่เป็นกระแสหลักย่อมขึ้นกับความสะดวกและราคา

หากเราอยากให้วิถีสีเขียวที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมเป็นกระแสหลัก เราจึงต้องทำให้มันมีราคาถูกและสะดวกสบายกว่าวิถีที่ทำลายธรรมชาติ ซึ่งจริงๆ ก็ควรเป็นอย่างนั้น ถ้าเรารู้จักคิดบัญชีการใช้ทรัพยากรอย่างถูกต้อง เพราะวิถีเขียวไม่มีค่าเสียหายบานตะไทตามมา

ปัจเจกชนอย่างเราๆ ท่านๆ ไม่สามารถกำหนดโครงสร้างราคาและความสะดวกระดับแมสได้ แม้แต่นิติบุคคลเช่นผู้ประกอบการเองก็ทำไม่ได้เต็มที่

เมื่อสิบกว่าปีก่อนเราเคยคุยกับห้างยักษ์หลายห้างให้ออกมาตรการลดละถุงพลาสติก เช่น คิดค่าถุงพลาสติกกับลูกค้า แต่ละห้างก็จะเกี่ยงกัน X ไม่สามารถทำได้ถ้า Y ไม่ทำด้วย เพราะ X จะเสียลูกค้าไป อย่างมากก็มีเคมเปญการตลาดให้คะแนนคนไม่เอาถุงพลาสติกในวันจันทร์ คุณนายชอบใส่ถุงเยอะๆ ซ้อนกันหลายชั้นไม่เคยถูกทำโทษ แถมได้รับการบริการอย่างดี ไม่มีผู้ประกอบการเจ้าไหนอยากโดนคุณนายด่า พวกเขาจึงไม่อยากนัดแนะกันจับมือออกเคมเปญเก็บค่าถุงพลาสติกพร้อมกัน

บทบาทนี้จึงอยู่ที่ภาครัฐ เพราะเป็นผู้เดียวที่จะออกกฎเกณฑ์เสมอกันในสังคมได้ เหมือนอย่างที่ประเทศอื่นๆ เขาทำกันมา 10-15-20 ปีแล้ว บางที่ใช้วิธีแบนเลย ใครไม่เอาถุงมาเองก็ลำบากไป หอบสินค้าที่ซื้อในอ้อมแขนไปนั่นแหละ บางที่ใช้วิธีเก็บภาษีหรือกำหนดราคาค่าถุง ใครจะเอาก็ต้องจ่าย หลายแห่งเริ่มที่รัฐระดับท้องถิ่น เช่น หมู่บ้านหรือเมือง ก่อนจะขยายไปสู่ระดับประเทศ

นอกเหนือจากถุง ก็ต้องมีมาตรการอื่นๆ เพื่อจัดการกับพลาสติกใช้แล้วทิ้งไม่จำเป็นสารพัดรูปแบบ เช่น ออกกฎหมายให้ร้านอาหารต้องมีน้ำดื่มสะอาดบริการใส่แก้ว ไม่มียัดเยียดขายน้ำดื่มในขวดพลาสติกติดชื่อร้านอย่างเมืองไทย น้ำประปาก็สะอาดเติมใส่ขวดส่วนตัวดื่มได้แน่นอน หรืออย่างที่ฮาวายกำลังประกาศยกเลิกการใช้หลอดพลาสติกทั่วทั้งรัฐ ปัญหาขยะจากหีบห่อผลิตภัณฑ์ ซึ่งสมควรโดนภาษีสิ่งแวดล้อมอย่างหนัก เป็นต้น

แต่รัฐบาลไทยทุกยุคทุกสมัยไม่เพียงแต่นิ่งเฉยกับการออกกฎเกณฑ์มาตรการในสังคม หากความประพฤติของฝ่ายราชการเองก็ล้าหลังมากที่สุดเมื่อเปรียบเทียบกับคนกลุ่มอื่นๆ งานประชุม เสวนา อีเวนต์รักษ์โลกอภิปรายปัญหานโยบายสิ่งแวดล้อมแห่งเมืองแห่งชาติที่จัดโดยภาครัฐ จะเต็มไปด้วยภาชนะพลาสติกมักง่ายใช้แล้วทิ้งเสมอๆ แม้จะมีป้ายคำขวัญรักษ์โลกซีโร่เวส์ทติดอยู่ตามที่ต่างๆ ทั่วอาคาร บุคลากรก็มีความสามารถแยกแยะสิ่งที่พูดและความประพฤติของตนได้อย่างน่าอัศจรรย์ เป็นเรื่องปกติมากๆ ที่ท่านผู้มีอำนาจเหล่านี้จะพร่ำบ่นถึงปัญหาการขาดจิตสำนึกและการศึกษาของประชาชนคนไทยต่อสิ่งแวดล้อม ในขณะที่ท่านนั่งรถยนต์คันโต กินน้ำรินจากขวดพลาสติกมีหลอดพลาสติกเสียบ

มันถึงเวลาแล้วที่รัฐบาลจะต้องทำหน้าที่ของตน เริ่มจากเมืองกรุงก่อนเลย

กรุงเทพธุรกิจ, มิถุนายน 2561

Advertisements