30698685_10156611231002214_7281523756470632448_n

เมื่อสามเดือนก่อน ฉันไปเดินโตรกเขาในเกาะครีท มันเป็นทางน้ำโบราณ พื้นผิวจึงเต็มไปด้วยก้อนหินกลิ้งได้ ตั้งใจจะระวัง แต่พอเผลอแว็บเดียว ก็ลื่นล้มไปกับหินกลิ้งใต้น้ำหนักตัว เท้าพลิกอย่างแรง

ลองหมุนข้อเท้าขยับนิ้วตีน พอได้อยู่ ไม่แตกหัก คิดว่านั่งพักให้หายเจ็บก็จะโอเค แต่มันไม่โอ มันบวมขึ้นเรื่อยๆ แต่ก็ต้องกระเผล็กๆ ไปต่ออีก 8 กิโลเมตร เป็น 8 โลที่ใช้เวลายาวนานที่สุดในชีวิต คือเกือบทั้งวัน

กว่าจะถึงที่พักปฐมพยาบาลประคบเย็นพันข้อเท้ามันก็ระบมสุดๆ เอ็นคงจะฉีก เพราะใช้เวลาร่วมเดือนกว่าจะหายสนิท

เป็นเหตุการณ์ที่กระตุกให้ต้องหันมาพิจารณาสังขารอย่างจริงจัง และลุกขึ้นแก้ปัญหา

เพื่อนก็ว่าเอ็งจะคิดมากอะไร ก็ทางหินกลิ้ง เท้าแพลงล้มง่ายอยู่แล้ว เป็นเรื่องธรรมดา

ฉันรู้ว่ามันมีอะไรมากกว่านั้น แม้ไม่ใช่นักกีฬา แต่เดินเขามาตั้งแต่เป็นสาวแรกรุ่น ลื่นล้มมีบ้างแต่นานที เรียกว่าแทบไม่ล้มเลย เพราะมีสัญชาตญานวิชาตัวเบา เมื่อรู้สึกพื้นใต้เท้าไม่มั่นคงตัวจะเด้งออกโดยอัตโนมัติ

ครั้งนี้ฉันกลับไม่เด้ง ซึ่งหมายความว่าการทรงตัวถดถอย ความยืดหยุ่นหดหาย พูดง่ายๆ คือแก่ลงนั่นแหละ

ศูนย์การทรงตัวของร่างกายมาจากบริเวณท้องน้อย ซึ่งต้องขอบอกว่ากล้ามเนื้อท้องน้อยฉันไม่เคยแข็งแรงมาแต่ไหนแต่ไร และก็ไม่รู้ว่ามันสำคัญ จึงเป็นคนที่เดินปล่อยพุงทิ้งน้ำหนักทั้งตัวลงเท้า ข้อต่อที่ต้องรับทั้งน้ำหนักและแรงกระแทกทั้งหมดจึงเป็นหัวเข่า อายุไม่ถึง 40 ก็เข่าเสื่อมถึงขั้นปวดแปล็บปล๊าบยามขึ้นลงบันได

ปรึกษาหมอ หมอว่าเท้าแบนไม่เท่ากันสองข้าง จึงทำแผ่นรองพิเศษหนุนเท้า อาการก็ดีขึ้น

แต่มันมาดีขึ้นจริงๆ เมื่อหันมาฝึกเต้นระบำหน้าท้อง กล้ามเนื้อท้องเริ่มมีกำลัง การทรงตัวเริ่มเปลี่ยนไป เพราะเราดึงกล้ามเนื้อชิ้นต่างๆ กลางลำตัวมาช่วยพยุงร่างกาย ไม่ทิ้งภาระทั้งหมดลงหัวเข่า เข่าก็ค่อยๆ หายปวด และฉันก็กลับมาเดินขึ้นลงเขาชิลๆ ได้เหมือนเดิม แผ่นรองเท้าพิเศษก็ไม่ต้องใส่

เต้นระบำหน้าท้องอยู่หลายปีก็เลิกไปเมื่อมันยากขึ้นเรื่อยๆ และไม่มีเวลาฝึกฝน

ผลก็คือความแข็งแรงหายไป จนเดินป่าเหยียบพลาดแล้วพลาดเลย ไม่เด้งดึ๋ง

ฉันจึงต้องพัฒนาการทรงตัวขึ้นมาใหม่ และแนวทางที่เหมาะกับวัยและถูกจริตคือมวยจีน ก็เลยไปเรียนกับโรงเรียนเส้าหลินประเทศไทย ควบคู่ไปกับการฝึกเดินแบบชนเผ่าโบราณที่มีวิถีชีวิตใกล้ชิดธรรมชาติ

ถ้าสังเกตคุณยายเผ่าแซนในทะเลทรายคาลาฮีรี นางจะเดินเท้าเปล่าลุกนั่งคล่องตัวไปจนแก่เฒ่าอายุ 90 เช่นเดียวกับคนป่าอื่นๆ ที่ล้วนมีเทคนิคการเดินไม่ต่างกันนัก แต่ต่างจากมนุษย์เมืองกรุงสมัยใหม่อย่างเราๆ ยิ่งนัก อินเดียนแดงเรียกมันว่าการเดินอย่างหมาจิ้งจอก เป็นเทคนิคการเดินที่ไม่สร้างแรงกระเทือนต่อผืนดินและไม่ส่งแรงกระแทกต่อข้อต่อตามร่างกายของเรา

ลองสังเกตการเดินของตัวเอง เดินเรื่อยๆ ตามปกติที่เดิน แล้วเอานิ้วอุดหูเดิน ได้ยินเสียงอะไร? รู้สึกภายในร่างกายอย่างไร?

คนส่วนใหญ่จะได้ยินเสียงตึงๆๆ ของส้นเท้าที่ลงน้ำหนักก่อนส่วนอื่น รับแรงสั่นสะเทือนถึงหัวเข่า ถึงสะโพก บางคนถึงหัวไหล่

นั่นคือท่าเดินที่มาจากการใส่รองเท้าเดินเป็นประจำมาแต่เด็ก เดินจนชิน พอถอดรองเท้าเดิน ต่อให้เดินเบาๆ ก็ยังเอาส้นลง

แต่เดินแบบหมาจิ้งจอกจะค่อยๆ เอาจมูกอุ้งเท้าลงก่อน สัมผัสเบาๆ มั่นใจกับผิวพื้นที่จะเหยียบ จึงถ่ายน้ำหนักตัวมาวางลงบนเท้าข้างนั้น วิธีเดินแบบนี้เรียกร้องให้เราใช้กล้ามเนื้อท้องส่วนที่เป็นแก่นลึกสุดช่วยทรงตัวโดยอัตโนมัติ นอกจากจะไม่สะเทือนแล้ว มันเป็นการเดินที่ให้ทั้งความมั่นคงและความยืดหยุ่นไปพร้อมๆ กัน เราควบคุมการเคลื่อนไหวได้เต็มร้อย ในขณะที่สัมผัสรับรู้รายละเอียดของพื้นดินได้เต็มร้อยเช่นกัน

เป็นการเดินที่ต้องกลับมาฝึกแก้ไขความเคยชินใหม่หมด แต่ก็ทำได้ไม่ยากถ้าเริ่มช้าๆ ก่อนจะค่อยๆ พัฒนาสปีด ที่น่าสังเกตคือถ้าเท้าเปล่าจะเดินได้ง่าย แต่ใส่รองเท้าแล้วเดินหมาจิ้งจอกแทบไม่ได้เลย เพราะพื้นรองเท้าไม่ให้อิสรภาพแก่ฝ่าเท้า ไม่สามารถเคลื่อนไหวได้ละเอียดตามธรรมชาติของมัน

เท้าของเรามีข้อต่อถึง 33 ข้อ เคที่ โบว์แมน (Katy Bowman) ผู้เชี่ยวชาญกลไกการเคลื่อนไหวทางชีวภาพ อธิบายว่า เครือข่ายประสาทจะตีความถึงรูปลักษณ์ที่ข้อต่อเหล่านี้สัมผัส ส่งภาพไปสู่สมอง คล้ายเคียงกับการใช้เอคโคเสียงสะท้อนรับรู้ภาพของโลมา การใส่รองเท้าที่ห่อหุ้มดามฝ่าเท้าเราไว้จึงเป็นการปิดสัมผัสทำให้เราเท้าบอด รับรู้อะไรไม่ค่อยได้

เรารู้ดีว่าฝ่าเท้ามีประสาทที่ละเอียดเพียงใด ถึงขั้นที่คนจีนพัฒนาเป็นศาสตร์นวดจุด อินเดียนแดงบางเผ่าก็ให้คนป่วยเดินบนกรวดริมธารน้ำเพื่อรักษาโรคเช่นกัน

ก็แปลกว่าเรากดจุดนวดฝ่าเท้าเพื่อสุขภาพ แต่เรากลับไม่ใช้มันตามศักยภาพในชีวิตประจำวัน

การกลับมาฝึกเดินเท้าเปล่าแบบหมาจิ้งจอกจึงเป็นการออกกำลังข้อต่อข้างละ 33 ข้อและกล้ามเนื้อย่อยอีกหลายมัดในเท้าให้แข็งแรง พร้อมจุดบำบัดแมรีเดียนพลังชีต่างๆ สมกับที่มันต้องทำหน้าที่สำคัญในชีวิตเรา

ไม่เพียงแค่นั้น อย่างที่รู้ๆ กัน การเดินเท้าเปล่าบนสนามหญ้า ให้เท้าได้สัมผัสดิน ช่วยปลดปล่อยไฟฟ้าสถิตที่สะสมในร่างกาย เพิ่มภูมิต้านทาน ปรับสมดุลนาฬิกาชีวภาพ ฯลฯ มีข้อมูลมากมายหาอ่านได้ตามเพจสุขภาพ พร้อมงานวิจัยอ้างอิงไม่น้อย

กระนั้น คนจำนวนมากยังต่อต้านการเดินเท้าเปล่า กลัวพยาธิปากขอ กลัวสกปรก กลัวโค้งเท้าไม่มีซัพพอร์ต กลัวไม่มีอารยธรรม พ่อแม่ปัจจุบันที่เราเห็นๆ ไม่เคยให้ลูกเดินเท้าเปล่ากันเลย

คงเป็นเรื่องที่แต่ละคนต้องหาสมดุลกันเอง อาจใส่รองเท้าที่เลียนแบบเท้าเปล่า ให้อิสรภาพมากกว่ารองเท้าธรรมดา และเดินเท้าเปล่าบนพื้นหญ้าในบ้าน

ไม่ว่าจะเลือกทางไหน ขอเพียงอย่าลืมว่าเท้าเปล่าเป็นอวัยวะที่สมบูรณ์ของมันเองโดยธรรมชาติ เราวิวัฒนาการขึ้นมาเดินมาวิ่งสองขาไม่ได้ถ้าเท้าเราไม่เจ๋ง แต่ทุกวันนี้เรากลับไม่ได้หัดเดินอย่างที่เราควรเดินในฐานะสัตว์เดินสองขา คือไม่ใช่เดรัจฉานเอาท้องเคลื่อนขนานดิน

ใช้รองเท้ามากไปทำให้พัฒนาการเราไม่สมบูรณ์

กรุงเทพธุรกิจ, กรกฎาคม 2561

Advertisements